
6 ตุลาคม 2569 – สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ออกแถลงการณ์ด่วนถึงรัฐบาลและคณะผู้แทนเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thailand–EU FTA) ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 10 ประกาศจุดยืนคัดค้านข้อเสนอที่บีบให้ไทยต้องเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) ชี้เป็นการเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนบรรษัทข้ามชาติ ทำลายสิทธิเกษตรกรรายย่อย และจะส่งผลกระทบลูกโซ่ถึงค่าครองชีพของผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ
สรส. ระบุว่า ผู้ใช้แรงงานไทยจำนวนมากมีรากฐานมาจากครอบครัวเกษตรกร ขณะที่ภาคเกษตรกรรมคือความมั่นคงทางอาหารและฐานรากของเศรษฐกิจไทย เมล็ดพันธุ์จึงไม่ใช่เพียง “ทรัพย์สินทางการค้า” แต่เป็นมรดกและภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมา การยอมรับเงื่อนไข UPOV 1991 จะส่งผลกระทบรุนแรงใน 6 มิติหลัก ได้แก่:
- ริบสิทธิเกษตรกร: จำกัดสิทธิการเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ ทำลายวิถีเกษตรกรรมดั้งเดิม
- ค่าครองชีพพุ่ง-ต้นทุนแพง: เกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์เชิงพาณิชย์ในราคาสูง ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะถูกผลักภาระมาที่ราคาอาหาร กระทบต่อผู้บริโภคและผู้ใช้แรงงานโดยตรง
- เสี่ยงถูกฟ้องร้อง: เพิ่มภาระและการตรวจสอบสิทธิ ทำให้เกษตรกรรายย่อยเสี่ยงต่อการเกิดข้อพิพาททางกฎหมายกับบริษัทขนาดใหญ่
- ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ: พันธุ์พืชพื้นบ้านจะถูกลดบทบาท เกิดการผูกขาดตลาดเมล็ดพันธุ์โดยบรรษัทใหญ่
- สวนทางเศรษฐกิจพอเพียง: ทุบเศรษฐกิจฐานราก ขาดการประเมินผลกระทบทางสังคมและแรงงานอย่างรอบด้าน
- ทุนนิยมเหนือสิทธิประชาชน: ใช้ข้อตกลงการค้าเป็นเครื่องมือให้สิทธิทรัพย์สินทางปัญญาของกลุ่มทุน อยู่เหนือสิทธิการเข้าถึงอาหารและทรัพยากรของประชาชน
จากผลกระทบที่อาจนำไปสู่ความหายนะของเศรษฐกิจฐานราก สรส. จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย 5 ข้อ ดังนี้:
- ห้ามรับข้อผูกพัน UPOV 1991: รัฐบาลต้องไม่ยอมรับเงื่อนไขที่บีบให้ไทยต้องเข้าร่วม UPOV 1991 ทั้งทางตรงและทางอ้อมใน FTA ไทย–อียู
- ห้ามแก้กฎหมายเอื้อกลุ่มทุน: ต้องไม่แก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 หรือกฎหมายอื่นเพียงเพื่อเอาใจ UPOV 1991 หากการแก้ไขนั้นลิดรอนสิทธิเกษตรกร
- ปฏิเสธทุกเงื่อนไขที่เทียบเท่า UPOV 1991: ไม่รับข้อความใดๆ ที่นำไปสู่การผูกขาดเมล็ดพันธุ์และทำลายอธิปไตยทางอาหาร
- ต้องโปร่งใสและฟังเสียงประชาชน: เปิดเผยรายละเอียดการเจรจา และจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งเกษตรกร แรงงาน และนักวิชาการ อย่างแท้จริง
- ต้องประเมินผลกระทบ (EIA/SIA) ก่อนฟันธง: ศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งมิติเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และสิทธิชุมชน พร้อมเปิดเผยผลศึกษาให้สาธารณชนตรวจสอบได้
“การค้าเสรีต้องไม่หมายถึงการเปิดทางให้ทุนผูกขาดทรัพยากรของประเทศ และต้องไม่เอาสิทธิของเกษตรกร ความมั่นคงทางอาหาร ไปแลกกับผลประโยชน์ทางการค้า รัฐบาลมีหน้าที่ปกป้องทรัพยากรของประชาชน ไม่ใช่สร้างข้อผูกพันที่บังคับให้คนไทยต้องพึ่งพาทุนผูกขาด” ตัวแทน สรส. กล่าวย้ำ
สรส. ทิ้งท้ายด้วยอุดมการณ์อันมุ่งมั่นว่า “สามัคคีกรรมกร ต้านทุนนิยมครอบโลก สร้างสังคมใหม่ ประชาธิปไตยประชาชน” และพร้อมจะร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนในการจับตาการเจรจาครั้งนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป.
