2 สมาพันธ์แรงงานใหญ่ ยื่น 10 ข้อเสนอ “วันงานที่มีคุณค่าสากล 2569” จี้ “อนุทิน” แก้ปัญหาจ้างงานไม่มั่นคง–คุมทุนข้ามชาติ–เบรกแปรรูป–ค้าน UPOV 1991

กรุงเทพฯ — เนื่องใน “วันงานที่มีคุณค่าสากล ประจำปี ๒๕๖๙” (World Day for Decent Work 2026) วันที่ 7 ตุลาคม 2569 สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้ร่วมกันยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วนถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งยกระดับคุณภาพชีวิตคนทำงาน คุ้มครองสิทธิแรงงาน และสร้างหลักประกันทางสังคมที่เป็นธรรม หลังพบสถานการณ์การจ้างงานในประเทศไทยยังคงถดถอยและขาดความมั่นคงอย่างหนัก


แถลงการณ์ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศร่วมก่อตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) มาตั้งแต่ พ.ศ. 2562 แต่ความก้าวหน้าในการคุ้มครองแรงงานกลับแทบไม่เกิดขึ้น คนทำงานต้องเผชิญกับการถูกขูดรีด การละเมิดสิทธิโดยนายทุน และสัญญาจ้างระยะสั้นที่ไม่มั่นคงทั้งในภาครัฐและเอกชน ขณะเดียวกัน การส่งเสริมการลงทุนต่างชาติโดยปราศจากการกำกับดูแลที่ดี ได้เปิดโอกาสให้ทุนสีเทาและทุนผูกขาดเข้ามาเหยียบย่ำกฎหมายแรงงาน ทำลายสิ่งแวดล้อม และยึดครองทรัพยากรของชาติ ซึ่งส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อปัญหาวิกฤตค่าครองชีพ ความเหลื่อมล้ำ และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

2 สมาพันธ์แรงงานใหญ่ ยื่น 10 ข้อเสนอ “วันงานที่มีคุณค่าสากล 2569” จี้ “อนุทิน” แก้ปัญหาจ้างงานไม่มั่นคง–คุมทุนข้ามชาติ–เบรกแปรรูป–ค้าน UPOV 1991


เพื่อแก้ไขวิกฤตดังกล่าว สสรท. และ สรส. จึงเสนอข้อเรียกร้อง 10 ข้อ ต่อรัฐบาลเพื่อดำเนินการทันที ดังนี้:

  • ยุติการจ้างงานที่ไม่มั่นคง: ประกาศยกเลิกสัญญาจ้างระยะสั้น เหมาแรงงาน และเหมาช่วง โดยออกกฎหมายคุ้มครองให้เกิดการจ้างงานที่มั่นคงยาวนานจนถึงวัยเกษียณ
  • ควบคุมทุนข้ามชาติ ปกป้องอธิปไตยเศรษฐกิจ: เร่งทบทวน พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. 2561 พร้อมลงโทษกลุ่มทุนที่ละเมิดกฎหมายแรงงานและทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างเด็ดขาด
  • ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นธรรม เท่ากันทั่วประเทศ: กำหนดให้ค่าจ้างขั้นต่ำเป็นค่าจ้างแรกเข้าที่สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง บังคับใช้โครงสร้างค่าจ้างในทุกสถานประกอบการ ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และเร่งอนุมัติการปรับค่าจ้างพนักงานรัฐวิสาหกิจ
  • ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98: รับรองสิทธิในการรวมตัวจัดตั้งองค์กรแรงงานและการเจรจาต่อรองร่วมตามหลักสากลโดยเร็ว
  • ยุติการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ: ยกเลิกการสัมปทาน บริษัทลูก หรือการร่วมทุน PPP ในบริการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ดึงกิจการที่ถูกแปรรูปกลับมาเป็นของรัฐ และยกเลิกแนวคิดการยุบเลิกรัฐวิสาหกิจ 8 แห่ง เพื่อรักษาเครื่องมือหลักของรัฐในการช่วยเหลือประชาชน
  • ป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ: ทบทวนและเร่งรัดมาตรการบริหารจัดการน้ำ การแจ้งเตือนภัย และการเยียวยาประชาชนจากภัยพิบัติน้ำท่วมและภัยธรรมชาติอย่างมีทิศทาง
  • ทบทวนสูตรบำนาญ CARE ในระบบประกันสังคม: แก้ไขมติ ครม. (14 ก.ค. 2569) โดยเปิดให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 มี “สิทธิโดยสมัครใจ” ในการเลือกสูตรคำนวณบำนาญชราภาพเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้แรงงาน
  • ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 170: ยกระดับความปลอดภัยในการใช้สารเคมีในสถานที่ทำงาน เพื่อคุ้มครองสุขภาพและชีวิตของคนงาน
  • คัดค้าน UPOV 1991 ใน FTA ไทย–สหภาพยุโรป: ถอนตัวจากการเจรจาข้อตกลงที่จะบังคับให้ไทยยอมรับอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ เพื่อปกป้องอธิปไตยทางอาหารและสิทธิของเกษตรกรรายย่อย
  • ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ: ขจัดปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจังเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และป้องกันไม่ให้งบประมาณแผ่นดินถูกเบียดบังไปจากสวัสดิการของประชาชน
    ทั้งนี้ สสรท. และ สรส. เน้นย้ำว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องรับฟังเสียงของคนทำงานอย่างจริงจัง พร้อมเสนอให้จัดตั้ง “คณะทำงานร่วม” ระหว่างรัฐบาลและภาคแรงงาน เพื่อติดตามและขับเคลื่อนข้อเสนอทั้ง 10 ข้อให้เกิดผลปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม แทนที่จะหยุดอยู่เพียงแค่การรับฟังข้อเรียกร้องเหมือนที่ผ่านมา
    สื่อมวลชนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:
    สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)