รวมพลังแรงงาน! ผนึกกำลังภูมิภาคยื่น ข้อเรียกร้องวันแรงงานปี 69 จี้รัฐรับรองสิทธิสากล-ปฏิรูประบบประกันสังคม


เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ หรือวันกรรมกรสากล ได้มีขบวนของผู้ผู้ใช้แรงงานจากหลายองค์กรและหลายภูมิภาคได้ออกมาเดินขบวนรณรงค์ และจัดเวทีเสวนาเพื่อนำเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล

เริ่มจาก 27 สภาแรงงานฯ จับมือเครือข่ายรัฐวิสาหกิจและแรงงานนอกระบบ ยื่นข้อเสนอวันแรงงานแห่งชาติ ปี 2569 ถึงรัฐบาล ชูประเด็นเร่งด่วน “รับรองอนุสัญญา ILO-เว้นภาษีเงินก้อนสุดท้าย 1 ล้านบาท-ขยายสิทธิประกันสังคมถึงอายุ 75 ปี” พร้อมตั้งเดดไลน์ติดตามผลทุก 2 เดือน เพื่อคุณภาพชีวิตแรงงานที่มั่นคงและเป็นธรรม ที่ลานคนเมือง เสาชิงช้า กรุงเทพมหานคร นำโดย นายทศพร คุณศรี: ประธานคณะกรรมการจัดงาน วันแรงงานแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2569 เป็นตัวแทนในการยื่นข้อเรียกร้องเนื่องวันแรงงานจำนวน 8 ข้อ ดังนี้

ข้อ 1. ให้รัฐบาลเร่งรัดการรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว ค.ศ. 1948 และฉบับที่ 98 ว่าด้วยเรื่องสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง ค.ศ. 1949

ข้อ 2. ให้รัฐบาลตราพระราชบัญญัติหรือประกาศเป็นกฎกระทรวงให้มีการจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง เพื่อเป็นหลักประกันในการทำงานของลูกจ้าง

ข้อ 3. ให้รัฐบาลยกเว้นการจัดเก็บภาษีเงินได้จากเงินก้อนสุดท้ายที่นายจ้างจ่ายให้กับลูกจ้าง เมื่อพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างในทุกกรณี ทั้งภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจในวงเงินไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท)

​ข้อ 4. ให้พนักงานรัฐวิสาหกิจสามารถ สมัครเป็นผู้ประกันตนตาม ม.40 เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองทางสังคมอย่างเป็นธรรม

ข้อ 5. ให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานปรับปรุงระบบประกันสังคมดังนี้
​5.1 ให้ขยายวงเงินกรณีการคลอดบุตรจากเดิม 15,000 บาท เป็น 30,000 บาท
​5.2 เมื่อผู้ประกันตนได้รับบำนาญแล้วให้คงสิทธิไว้ 3 กรณี คือ
​5.2.1 กรณีเจ็บป่วย
​5.2.2 กรณีทุพพลภาพ
​5.2.3 กรณีตาย
​5.3 กรณีที่ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาโรคร้ายแรงและเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็งทุกชนิดให้ครอบคลุมถึงการใช้ยารักษาพยาบาลตามคำสั่งแพทย์
​5.4 ให้ขยายอายุเริ่มเป็นผู้ประกันตนจากอายุ 15-60 ปี เป็น 15-75 ปี เพื่อให้เข้ากับสังคมผู้สูงอายุ

ข้อ 6. ให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ตรวจสอบและดำเนินการให้สถานประกอบการที่มีลูกจ้างเหมาค่าแรงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ม.11/1 อย่างเคร่งครัด

ข้อ 7. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ดำเนินการแก้ไขกฎกระทรวงฉบับที่ 7 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2541 กฎกระทรวงฉบับที่ 8 ลงวันที่ 14 กันยายน 2541 และกฎกระทรวงฉบับที่ 13 ลงวันที่ 27 มกราคม 2543 ซึ่งกฎกระทรวงทั้งสามฉบับออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยกฎกระทรวงทั้งสามฉบับมีข้อความตัดสิทธิลูกจ้างรายเดือนที่ทำงานล่วงเวลาไม่ให้ได้รับค่าล่วงเวลาหนึ่งเท่าครึ่งเช่นเดียวกับพนักงานรายวัน

ข้อ 8. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แต่งตั้งคณะทำงานติดตามข้อเรียกร้องวันแรงงานแห่งชาติปี พ.ศ. 2569 ภายใน 30 วันและจัดให้มีการประชุมเพื่อติดตามข้อเรียกร้องทุกๆ 2 เดือน

รมต.แรงงานประกาศ 5 ยุทธศาสตร์ ยกทักษะและคุณภาพชีวิตของแรงงาน ทุกกลุ่มแรงงาน

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนปัจจุบัน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้กล่าวรายงานต่อรองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ถึงว่า จะมีการยกทักษาและคุณภาพชีวิตของแรงงานไปข้างหน้าในทุกกลุ่มแรงงาน ทั้งแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ และแรงงานกึ่งอิสระ หรือแรงงานแพลตฟอร์ม ให้เติมโตไปกลับเศรษฐกืิจมูลค่าสูงอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม และยั่งยืน เพื่อให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ดังกล่าวรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีโดยกระทรวงแรงงาน จึงมุ่งมั่นพัฒนาผ่าน 5 ยุทธศาสตร์เร่งด่วนเพื่อสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งให้กับแรงงานดังนี้

  1. การปฏิรูประบบประกันสังคม ยุคใหม่มุ่งเน้นการการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ โดยมีการศึกษาแนวทางการคำนวนบำนาญชราภาพ หรือสูตรแคร์ให้สอดคล้องเหมาะสมกับค่าจ้างตลอดช่วงชีวิตเพื่อสวัสดิการที่มั่นคงของผู้ประกันตน
  2. การพัมนาทักษะแห่งอนาคต เรียนจบได้งานเพื่อสร้างสดุลดีมานและทรัพพายในตลาดแรงงานที่แท้จริงในเรื่องของAi ดริบรับชั่น เพื่อนำเรื่องของAi ปัญญาประดิษฐ์มาเสริมศักยภาพแรงงานไทยให้เป็นผู้ส่งออกทางปัญญาในระดับสากล
  3. การคุ้มครองสิทธิเชิงรุกกับโครงการรีสกิล อัฟสกิล เพื่อสร้างทางเลือกให้กับนายจ้างเน้นการพัฒนาบุคลากร แทนการเลิกจ้าง พร้อมยกระดับเรื่องความปลอดภัยในการทำงานอย่างเป็นรูปะรรม
  4. การบริหารจัดการโครงการตลาดแรงงาน เร่งขยายโอกาสเปิดตตลาดแรงงานฝีมือในต่างประเทศเพื่อให้ผลตอบแทนสูงควบคู่กับการจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ
  5. การยกระดับแรงงานกึ่งอิสระและแรงงานแพลตฟอร์มและสร้างระบบประกันสังคมที่ยืดหยุ่น เพื่อให้พี่น้องแรงงานกึ่งอิสระและแรงงานแพลตฟอร์มได้รับการคุ้มครองและเข้าถึงสวัสดิการอย่างครอบคลุมยุทธสาสตร์ทั้งหมดนี้เป็นเป้าหมายสูงสุดในการพาแรงงานไทยก้าวสู่การสร้างภาพแห่งความท้าทายไปสู่ความมั่งคั้งเศรษฐกิจดีงานดีเพื่อให้ทุกท่านมีงานที่มีคุณภาพมีรายได้ที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่สมศักดพิืศรีอย่างแท้จริงใน 4 ปีข้างหน้า

ต่อมา นายยศชนัน กล่าวเปิดงานว่า วันแรงงานแห่งชาติถือว่า เป็นวันที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับพี่น้องแรงงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้มี 2 มิติ คือ มิติแรก ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและภาระค่าครองชีพ มิติที่ 2 คือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงาน การเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ขอขอบคุณในความเสียสละและความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกท่าน ไม่ว่าท่านจะอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม หรือภาคบริการ ทุกหยาดเหงื่อของพวกท่านมีส่วนสร้างชาติให้แข็งแกร่ง ในปี 2569 นี้ รัฐบาลและกระทรวงแรงงานยังคงมุ่งเน้นนโยบายหลักใน 3 ด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน คือ

  1. ​การยกระดับทักษะฝีมือ (Upskill/Reskill): เพื่อให้ก้าวทันเทคโนโลยีและโลกที่เปลี่ยนไป
  2. ​การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการ: มุ่งเน้นความปลอดภัยในการทำงาน และความมั่นคงทางรายได้ที่เป็นธรรม
  3. ​การเข้าถึงระบบประกันสังคมที่ครอบคลุม: เพื่อให้พี่น้องแรงงานมีความอุ่นใจในการใช้ชีวิต

ดังนั้นรัฐบาลจะทำงานข้ามกระทรวงโดยมีทุนมนุษย์เป็นแกนกลาง ทั้งกระทรวงแรงงาน ศึกษาธิการ พม. และ อว.จะทำงานบนเป้าหมายเดียวกัน จากฐานข้อมูลชุดเดียวกันเป็นครั้งแรก หัวใจของการปฏิรูปครั้งนี้คือ “ฐานข้อมูลทักษะแห่งชาติ” ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลความต้องการทักษะจากฝั่งนายจ้างเข้ากับศักยภาพของกำลังแรงงานในระบบ ภายใต้นโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” รัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ เพื่อเปลี่ยนแรงงานไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีให้กลายเป็นผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ จะยกระดับเกษตรกรสู่ Smart Farmer และกระทรวง พม. จะดูแลให้การคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกกลุ่ม โดยเฉพาะแรงงานแพลตฟอร์มและแรงงานนอกระบบที่เป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสมัยใหม่แต่ยังขาดหลักประกันที่เพียงพอ เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลในช่วง 4 ปีข้างหน้าคือการสร้าง “เศรษฐกิจงานดี” (Good Job Economy) ซึ่งวัดผลจากคุณภาพของการจ้างงาน ความมั่นคงของรายได้ และศักดิ์ศรีการประกอบอาชีพของแรงงานทุกคน

สสรท.และสรส.ยื่น 9 ข้อแก้ปัญหาแรงงานทั้งระบบ

ในวันเดียวกัน สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นำโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสสรท. และนายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการสรส. ได้ยื่นข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากล ประจำปี 2569 ผ่านผู้แทนรัฐบาล ถึง นายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) ด้วยเช่นกันโดยข้อเรียกร้องดังนี้

​1. เรื่อง แก้ไขปัญหาเรื่องพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า สินค้าราคาแพง ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน

ขอให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างพลังงานโดยสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงพร้อมกับเปิดเผยข้อมูลการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ การขุดเจาะ การผลิตภายในประเทศ ว่ามีจำนวนเท่าใด และควบคุมราคาไม่ให้แพงจนประชาชนแบกรับไม่ไหว ราคาต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง อะไรที่ไม่จำเป็นแล้วทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้นควรลดหรือยกเลิก เช่น ค่าการกลั่น ค่าการตลาด การจัดเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อน หรือค่าขนส่งและค่าอื่น ๆ ที่อ้างว่านำพลังงานเข้าจากต่างประเทศที่ไม่มีอยู่จริง เป็นต้น

รัฐบาลต้องกำหนดมาตรการที่เข้มข้นในการควบคุมราคาสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพและการประกอบอาชีพของประชาชน ไม่ให้มีราคาแพงและต้องจัดการลงโทษอย่างเด็ดขาดกับบุคคลที่กักตุนสินค้าเอาเปรียบประชาชนในยามเดือดร้อน

  1. เรื่อง สิทธิของคนงานและมาตรฐานการจ้างงาน

ขอให้รัฐบาลเร่งให้สัตยาบันองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญในการเจรจาและเข้าเป็นสมาชิก เพื่อให้การค้า การลงทุน เป็นไปตามหลักการว่าด้วยการดำเนินธุรกิจที่ต้องเคารพสิทธิแรงงาน สิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยได้ให้สัตยาบันกับองค์การสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGP) และประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป และการเข้าเป็นสมาชิกของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) รวมถึงฉบับอื่นที่มีความสำคัญต่อการปกป้องคุ้มครองสิทธิของคนทำงาน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของงานที่มีคุณค่า (Decent Work) ประกอบด้วยอนุสัญญา ฉบับที่ 100 ฉบับที่ 111 ฉบับที่ 155 และฉบับที่ 190

เร่งแก้ไขกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ และให้มีเพียงฉบับเดียวที่ครอบคลุมคนทำงานทุกภาคส่วน

  1. เรื่อง การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน

ขอให้รัฐบาลสนับสนุนส่งเสริมระบบไตรภาคี โดยให้มีการปรับขึ้นราคาค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นธรรมต่อพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้เท่ากันทั้งประเทศ เพราะราคาสินค้าหลัก ๆ ราคาเท่ากันทั้งประเทศ บางรายการสูงกว่าในกรุงเทพฯ (ข้อเสนอที่เคยเสนอ คือ 492 บาท และ 712 บาท) เพราะราคาสินค้าทั้งอุปโภค ค่าบริโภค ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซ ค่าไฟฟ้า ค่าเช่าบ้าน ฯลฯ ค่าสาธารณูปโภค และสินค้าบริโภคที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตที่สูงขึ้นอย่างมาก รวมถึงขอให้รัฐมนตรีเสนอเรื่องปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ผ่านคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครรส.) ให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบด้วย

ให้รัฐบาลสนับสนุนระบบโครงสร้างค่าจ้าง โดยให้สถานประกอบการที่มีคนงานตั้งแต่ 20 คนขึ้นไปจัดทำโครงสร้างค่าจ้างและประกาศให้คนงานรับทราบอย่างเปิดเผย

  1. เรื่อง การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม

ขอให้รัฐบาลใช้รัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ หยุดนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ และสนับสนุนส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจมีศักยภาพในการให้บริการประชาชน ทั้งกิจการไฟฟ้า โทรคมนาคม การขนส่ง การบริการอื่น ๆ ในราคาที่เป็นธรรม ไม่แพงเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการใช้บริการ

ขอให้รัฐบาลและกระทรวงการคลังนำรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปไปแล้วกลับคืนมาเป็นของรัฐดังเดิม เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างกระบวนการบริหารจัดการใหม่ให้มีความมั่นคง เรื่องน้ำมัน ก๊าซ ระบบท่อ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

  1. เรื่อง หลักประกันทางสังคม

ต้องปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระ โดยมีคณะกรรมการที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเข้าใจ โดยผ่านการเลือกตั้งของผู้ประกันตนในทุกตำแหน่ง

ต้องเร่งสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและหลักประกันเรื่องสุขภาพให้แก่ผู้ประกันตนด้วยการเร่ง ดำเนินการ เรื่อง ธนาคารแรงงาน และโรงพยาบาลประกันสังคม รวมถึงการสร้างบุคลากรด้านการแพทย์ พยาบาล และระบบสาธารณสุขของโรงพยาบาลประกันสังคมเอง

ยกเลิกนโยบายลดเงินสมทบประกันสังคม ซึ่งจะกระทบต่อกองทุนระยะยาว แต่ขอให้รัฐจ่ายเงินให้เต็มจำนวนที่ค้างจ่ายประมาณ 42,600 ล้านบาท และเพิ่มสัดส่วนการจ่ายเงินสมทบของฝ่ายรัฐในอัตราส่วนที่เท่ากันทั้ง 3 ฝ่าย คือ ร้อยละ 5 (ปัจจุบันรัฐจ่ายร้อยละ 2.75) หรือรัฐอาจจ่ายสมทบมากกว่าเพื่อช่วยเหลือผู้ประกันตน

ให้แรงงานทุกคนเข้าสู่ระบบประกันสังคมในมาตรฐานเดียวกันทั้งการจ่ายเงินสมทบ และสิทธิประโยชน์ ในมาตรา 33 เช่น แรงงานนอกระบบ คนทำงานบ้าน ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ แรงงานแพลตฟอร์มไรเดอร์ เพื่อที่จะคุ้มครอง ดูแลคนงานทุกคนได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และเป็นการสร้างฐานกองทุนประกันสังคมให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ยกเลิกสูตรจ่ายเงินชราภาพที่เรียกว่าสูตร CARE เพราะจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผู้ประกันตนมาตรา 33 โดยประกันสังคมต้องกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการจ่ายเงินชราภาพในทุกมาตราต้องสูงกว่าเส้นความยากจนในห้วงเวลานั้น ๆ (ปัจจุบัน 3,078 บาทต่อเดือน) ผู้ประกันตนในมาตรา 33 ใช้สูตรคำนวณที่เป็นประโยชน์มากกว่า คือ ร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนของค่าจ้างสูงสุดก่อนออกจากงาน สำหรับมาตรา 39 ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบในอัตราเท่าที่ผู้ประกันตนจ่าย และเป็นภาคสมัครใจสำหรับกำหนดอัตราส่งเงินสมทบเป็นช่วง ตามกำลังที่ผู้ประกันตนจะสามารถจ่ายได้ ซึ่งการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหมายถึงสิทธิที่จะต้องเพิ่มขึ้นด้วย

เพื่อส่งเสริมการมีบุตร ทดแทนจำนวนประชากรที่มีอัตราการเกิดที่ลดลงอย่างน่ากังวล หญิงที่ตั้งครรภ์ต้องลาคลอดได้ 180 วัน และ คู่สมรสสามารถลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้ 30 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็ม และเพิ่มค่าคลอดบุตร ฝากครรภ์ของประกันสังคมเป็นแบบเหมาจ่าย 20,000 บาทต่อการคลอด 1 ครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และถ้าคลอดลูกแฝดจ่ายเพิ่ม 10,000 บาทต่อครั้ง โดยหญิงที่ตั้งครรภ์สามารถใช้สิทธิโดยไม่ต้องสำรองจ่ายก่อน

  1. เรื่อง ความมั่นคงในการทำงาน

ยกเลิกการจ้างงานระยะสั้น ชั่วคราว เหมางาน เหมาบริการ เหมาค่าแรง ทั้งแรงงานภาคเอกชน และลูกจ้าง พนักงานของรัฐในทุกกระทรวงและจัดงบประมาณในการจ่ายค่าจ้างผ่านงบประมาณแผ่นดิน และรัฐบาลต้องสนับสนุนส่งเสริมให้มีการจ้างงานที่มั่นคงระยะยาว ทำให้คนทำงานมีหลักประกันในชีวิต เป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคง ยั่งยืน

แรงงานแพลตฟอร์ม ไรเดอร์ ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้งเรื่องชั่วโมงการทำงาน ค่าตอบแทนฯ

  1. เรื่อง สุขภาพความปลอดภัยของประชาชน

รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจต่อการแก้ปัญหาฝุ่น ควันพิษ โดยคณะรัฐมนตรีต้องยืนยันให้รัฐสภาหยิบยก ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ขึ้นมาพิจารณาใหม่ภายใน 60 วัน นับตั้งแต่การเปิดประชุมสภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไปตามบทบัญญัติ มาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวอยู่ในขั้นการพิจารณาของวุฒิสภา ก่อนที่จะมีการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ซึ่งระยะเวลาการยืนยันจะสิ้นสุดในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ขณะนี้ค้างอยู่ในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการวุฒิสภาเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ อากาศพิษ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และระบบหายใจของประชาชนในขณะนี้ทุกพื้นที่

รัฐบาลต้องยกเลิกการใช้แร่ใยหินในทุกผลิตภัณฑ์ทันทีตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติปี 2553 และ 2562 และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 12เมษายน 2554 และวันที่ 14 กรกฎาคม 2563

  1. เรื่อง แรงงานนอกระบบ

รัฐบาลต้องกำหนดให้ “ความร้อน” เป็นภัยพิบัติสาธารณะ และจัดให้มีมาตรการคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัย จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีระบบสวัสดิการรองรับผลกระทบที่แรงงานนอกระบบต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น แรงงานต้องสามารถเข้าถึงน้ำดื่มสะอาด และอุปกรณ์ป้องกันความร้อน ต้องมีจุดพักคลายร้อน ต้องมีการเฝ้าระวังและการดูแลสุขภาพ รวมถึงมีการประกันรายได้และเยียวยาแรงงานในกรณีที่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากสภาพอากาศเป็นอันตรายต่อการทำงานกลางแจ้ง

รัฐต้องเร่งบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองลูกจ้างทำงานบ้านอย่างจริงจัง เพื่อให้แรงงานทำงานบ้านทุกคนได้รับสิทธิและการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม

  1. เรื่อง แรงงานข้ามชาติ

แรงงานข้ามชาติถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เหตุเพราะกำลังแรงงานของไทยมีสัดส่วนที่ลดลงอย่างมากจากอัตราโครงสร้างประชากรที่ลดลง การพึ่งพาแรงงานข้ามชาติที่ถูกต้องตามกฎหมายจึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่จะกำหนดมาตรการให้ชัดเจน ตั้งแต่กระบวนการนำเข้า การต่อวีซ่า และใบอนุญาตการทำงานให้มีความสะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนที่ยาวเยุ่งยาก ลดภาระค่าธรรมเนียมค่าอื่น ๆ ที่สูงเกินจำเป็น รวมทั้งเพิ่มมาตรการตรวจสอบดำเนินคดีกับนายหน้าค้ามนุษย์อย่างเด็ดขาด ข้อเสนอเร่งด่วน ขอให้รัฐบาลยกเลิกระบบใบอนุญาตทำงานอิเล็กทรอนิกส์ (E-work Permit) เพราะมีความยุ่งยากและเข้าไม่ถึง

ยังมีบรรยากาศกิจกรรมวันแรงงานสากลในจังหวัดเชียงใหม่ และภาคอีสานที่จังหวัดขอนแก่น โดย เครือข่ายแรงงานภาคเหนือจัดขึ้นในชื่อ ‘ไม่มีประกันสังคม ไม่มีความมั่นคง’ เพื่อสะท้อนปัญหาและเรียกร้องสวัสดิการของแรงงาน ประกอบด้วยเครือข่ายแรงงานและองค์กรภาคประชาชนเข้าร่วมหลายกลุ่ม อาทิ สหภาพแรงงานบาริสต้า เชียงใหม่, มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา, Migrant Workers Federation, กลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม Empower Foundation, MAP Foundation, MMN, สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, Young Pride Club, Shan Youth, Food Not Bombs CNX, BEAM Education Foundation, SWAN และศูนย์วัฒนธรรมศึกษาและเมืองร่วมสมัย
พร้อมกิจกรรมแถลงการณ์ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล, เวทีเสวนาวิชาการ, การจุดเทียนเชิงสัญลักษณ์เรียกร้องให้ยุติสงคราม, รวมถึงการแสดงดนตรีพร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งในปีนี้พบว่า ผู้ใช้แรงงานได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัจจัยเศรษฐกิจ ทั้งราคาพลังงานที่ปรับตัวสูง ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งอยู่ในสภาวะยังเสี่ยงต่อการตกงานอีกด้วย ขณะเดียวกัน ระบบประกันสังคมซึ่งควรเป็นหลักประกันสำคัญ กลับเผชิญข้อกังวลด้านประสิทธิภาพการบริหาร การลงทุน และระดับสวัสดิการที่ยังไม่เพียงพอ

โดยเฉพาะพื้นที่เชียงใหม่ซึ่งพึ่งพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหลัก ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีแรงงานนอกระบบจำนวนมาก เช่น ฟรีแลนซ์ ไรเดอร์ และแรงงานอิสระ ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการได้อย่างทั่วถึง เช่น ระบบประกันสังคมที่ควรเป็นหลักประกันพื้นฐานของแรงงาน แต่กลับมีปัญหาทั้งด้านความโปร่งใส ผลตอบแทนจากการลงทุน และสิทธิประโยชน์ที่ยังไม่เพียงพอ

เครือข่ายแรงงานจึงเสนอให้มี ‘ระบบประกันสังคมถ้วนหน้า’ ครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม พร้อมปรับปรุงสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เช่น การมีบำนาญพื้นฐานที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ การเพิ่มสิทธิประกันการว่างงานให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพและสวัสดิการครอบครัวอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติม เช่น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างสม่ำเสมอ การส่งเสริมสิทธิในการรวมตัวของแรงงาน การผลักดันสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย และการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานในระยะยาวอีกด้วย รายงานโดยทีมข่าว THE STANDARD

ภาคอีสาน: 7 เครือข่ายแรงงานอีสานรวมตัวเรียกร้องสวัสดิการ
จัดโดย คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.อีสาน) จัดกิจกรรม “เสียงแรงงานอีสาน” เนื่องในวันแรงงานสากล (May Day) เมื่อวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ สวนสาธารณะบึงแก่นนคร จังหวัดขอนแก่น เพื่อสะท้อนเสียงของแรงงานที่เผชิญกับปัญหาด้านต่างๆ และยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

ทั้งนี้ มีตัวแทน 7 กลุ่มแรงงานร่วมสะท้อนปัญหาที่พบเจอพร้อมกับข้อเสนอต่อรัฐ ประกอบด้วย 1.กลุ่มไรเดอร์ 2.กลุ่มแรงงานหญิง 3.กลุ่มแรงงานสร้างสรรค์ 4.กลุ่มแรงงานเพศหลากหลาย 5.กลุ่มแรงงานรับจ้าง 6.สหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย และ 7.กลุ่มเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ซึ่งตัวแทนแรงงานจากหลากหลายภาคส่วนได้สะท้อนถึงปัญหาที่กำลังเผชิญ ทั้งการถูกเอารัดเอาเปรียบจากค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม ความไม่เสมอภาค และการเลือกปฏิบัติ อ่านเพิ่มเติมที่ https://theisaanrecord.co/

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน