เครือข่ายแรงงานบุกกระทรวงฯ ยื่น ข้อเสนอปฏิรูปกฎหมาย จี้รัฐบาลเร่งชุบชีวิต “พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน” 2 ฉบับก่อนหมดอายุ 15 พ.ค. นี้​

กรุงเทพฯ – เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาของแรงงานหญิง พร้อมภาคีเครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) และองค์กรแรงงาน รวม 8 เครือข่าย ได้เข้ายื่นข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมายต่อ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เพื่อเรียกร้องให้แก้ปัญหาโครงสร้างแรงงานที่สะสมมานานและเร่งผลักดันสวัสดิการถ้วนหน้า โดยมีรายละเอียดเชิงลึกดังนี้

เผยวิกฤตแรงงานไทย: หญิงป่วยพุ่ง-ยอดเลิกจ้างสะสมกว่า 5 หมื่นราย​จากการเปิดเผยข้อมูลสถานการณ์แรงงานล่าสุด ณ เดือนธันวาคม 2567 พบประเด็นที่น่ากังวล

1. ด้านคุณภาพชีวิตและความมั่นคง: ​โครงสร้างประชากรและแรงงาน: ประเทศไทยมีประชากรรวม 65,951,210 คน แบ่งเป็นหญิง 33.8 ล้านคน และชาย 32.1 ล้านคน โดยมีผู้อยู่ในกำลังแรงงานรวมประมาณ 59.24 ล้านคน

​2. ปัญหาสุขภาพแรงงานหญิง: พบว่าแรงงานหญิงมีอัตราการเจ็บป่วยสูงกว่าเพศชายอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้หญิงเจ็บป่วยถึง 17.39 ล้านคน ขณะที่ผู้ชายป่วย 11.10 ล้านคน โดยเฉพาะโรคเฉพาะทางอย่างมะเร็งเต้านม (40,297 คน) และมะเร็งปากมดลูก (13,430 คน) ​

3. ความไม่มั่นคงในการทำงาน: ในช่วงปี 2563 – 2567 มีสถานประกอบการเลิกจ้างแรงงานไปแล้วถึง 22,978 แห่ง ส่งผลให้มีลูกจ้างถูกเลิกจ้างรวม 54,052 คน ในจำนวนนี้มีลูกจ้างกว่า 21,663 คนที่ไม่ได้รับค่าชดเชย ซึ่งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต้องจ่ายเงินเยียวยาไปแล้วกว่า 314 ล้านบาท ​

4. แรงงานนอกระบบ: ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบและแรงงานอิสระสูงถึง 21 ล้านคน ซึ่งข้อมูลจาก ILO ระบุว่ากลุ่มนี้คิดเป็น 50% ของแรงงานทั้งหมดในไทย และมักไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิหรือสวัสดิการสังคมใดๆ

ข้อเสนอเชิงนโยบาย: ชูการคุ้มครองสิทธิความเป็นมารดาและปฏิรูปประกันสังคม​เครือข่ายฯ ได้นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้รัฐมนตรีฯ พิจารณาดำเนินการ: ​

1. เร่งยืนยันร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับ (เส้นตาย 15 พฤษภาคม 2569)เครือข่ายฯ คือ ให้รัฐมนตรีฯ ในฐานะคณะรัฐมนตรี เร่งนำร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และร่างฉบับ “มีเวลาพักผ่อน” กลับมาพิจารณาต่อ เนื่องจากกฎหมายเดิมตกค้างจากการยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยต้องยื่นยืนยันร่างต่อสภาภายใน 60 วัน นับจากวันเรียกประชุมสภาครั้งแรก (15 มีนาคม 2569) ซึ่งจะ หมดอายุในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นี้

สาระสำคัญคือการอนุญาตให้ ลาปวดประจำเดือนได้, จัดให้มี พื้นที่นมแม่ที่ปลอดภัย, และจำกัดชั่วโมงทำงานไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พร้อมเพิ่มวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็น 10 วัน

2. ขยายสิทธิลาคลอดและการดูแลบุตร ​ผลักดันการ ลาคลอด 180 วัน โดยได้รับค่าจ้างจากนายจ้างและประกันสังคม ​เร่งแก้ไขกฎหมายประกันสังคมให้จ่ายเงินค่าจ้างช่วงลาคลอดเพิ่มเป็น 60 วัน ให้สอดคล้องกับกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ปรับปรุงใหม่ (จากเดิมจ่าย 45 วัน) ​ส่งเสริมให้องค์กรปกครองท้องถิ่นจัดตั้งศูนย์เด็กเล็กในชุมชนที่รับดูแลเด็กทุกคน โดยไม่จำกัดสิทธิจากทะเบียนบ้าน ​

3. ยกระดับสิทธิแรงงานนอกระบบ (ม.40)เสนอให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเมื่อหยุดงานไปคลอดบุตร 10,000 บาทต่อครั้ง และปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์รายเดือนเป็นคนละ 200 บาทต่อเดือน (สูงสุด 2 คน) ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปี เพื่อให้ใกล้เคียงกับสิทธิของแรงงานในระบบ (ม.33)

4. การปฏิรูปโครงสร้างและสิทธิมนุษยชน ​ปฏิรูปสำนักงานประกันสังคม: ให้เป็นองค์กรอิสระ ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง และจัดให้มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมโดยตรงจากสมาชิก

​การคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ: ส่งเสริมให้มี “อาสาสมัครแรงงานข้ามชาติ” (อส.รง.) ในโรงงานเพื่อเชื่อมโยงความรู้ด้านสุขภาพและความปลอดภัย ​

หลักประกันการลงทุน (BOI): เสนอให้ BOI จัดตั้ง “กองทุนประกันความเสี่ยง” โดยเก็บเงินจากผู้ลงทุนเพื่อเป็นหลักประกันกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ​

รับรองอนุสัญญา ILO: สนับสนุนการรับรองอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อให้แรงงานมีสิทธิรวมกลุ่มและเจรจาต่อรองอย่างเสรี ​หวังเป็น “ของขวัญวันแรงงาน” 1 พฤษภาคม 2569

​ในช่วงท้ายของเอกสาร เครือข่ายฯ ได้แสดงเจตจำนงขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่เพื่อหารือรายละเอียดในวันและเวลาที่สะดวก โดยหวังว่าข้อเสนอทั้งหมดจะได้รับการตอบรับและประกาศเป็น “ของขวัญ” ให้แก่พี่น้องผู้ใช้แรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่จะถึงนี้ เพื่อสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำในตลาดแรงงานไทยอย่างแท้จริง