
ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม (We Fair – P-Move) คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าฯ และเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิมารดา และการปฏิรูปประกันสังคม บุกยื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ชี้วิกฤตความเหลื่อมล้ำทำคนไทยจนพุ่งปีเดียว 1 ล้านคน เสนอสูตร “3+1 Plus” ยกระดับสวัสดิการถ้วนหน้า-รื้อโครงสร้างพลังงาน-ดันกฎหมายแรงงาน 40 ชม./สัปดาห์ เตือนหากรัฐบาลยังนิ่งเฉย ประชาชนต้องเผชิญวิกฤตตามลำพัง
เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ณ ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม นำโดยนำโดย นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการเครือข่าย We Fair นายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม นางสุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบาย สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า และนายบัณฑิต แป้นวิเศษ ผู้ประสานงานเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิมารดา และการปฏิรูปประกันสังคม และเครือข่าย ได้เข้ายื่นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ความเหลื่อมล้ำและค่าครองชีพ ต่อหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ผ่าน นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โดยเน้นย้ำถึงสภาวะ “รวยกระจุก จนกระจาย” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ

เปิดตัวเลขวิกฤต: คนจนพุ่งสะสม 3.43 ล้านคน
นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผู้อำนวยการเครือข่าย We Fair เปิดเผยข้อมูลอ้างอิงจากสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า จำนวนคนจนในไทยพุ่งสูงขึ้นถึง 3.43 ล้านคน โดยเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านคนภายในปีเดียว ขณะที่ระบบ “ตาข่ายรองรับทางสังคม” (Social Safety Net) ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ส่งผลให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษากว่าล้านคน และแรงงานนอกระบบกว่า 90% ไร้หลักประกันรายได้ที่เพียงพอ
“เราไม่อาจปล่อยให้ประชาชนสู้ตามลำพังภายใต้นโยบายที่มุ่งเน้นแต่แพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ทิ้งภาระค่าใช้จ่ายแฝงไว้กับครัวเรือน” ภาคีเครือข่ายฯ ระบุในแถลงการณ์

กางโรดแมป “3+1 Plus” ทางรอดประเทศไทย
ภาคีเครือข่ายฯ ได้เสนอแนวทางปฏิบัติที่ทำได้ทันทีผ่านกลไกบริหารและนิติบัญญัติ ดังนี้:
1. การยกระดับสวัสดิการสังคมสานต่อมติคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการของรัฐบาล
ภาคีเครือข่ายฯ ขอให้เร่งรัดมติเห็นชอบปรับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด (0-6 ปี) เป็น 600 บาทถ้วนหน้า และปรับเพิ่มเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า ซึ่งเป็นการสานต่อการทำงานที่ไร้รอยต่อจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 24 ธันวาคม 2567 รวมทั้งมติการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนสวัสดิการโดยรัฐ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งมีการแต่งตั้งโดยนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม โดยอนุกรรมการมีมติเห็นชอบ
1) การปรับเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด อายุ 0-6 ปี 600 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นถ้วนหน้า
2) การปรับเบี้ยความพิการ จาก 800 บาทต่อคนต่อเดือน เป็น 1,000 บาท เพื่อสร้างหลักประกันรายได้ให้กลุ่มเปราะบางกว่า 5 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กแรกเกิดที่มีการคัดกรองความยากจนทำให้เข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐานหลายแสนคน คนพิการที่มีสวัสดิการไม่เพียงพอในการยังชีพ
เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กเล็ก 4 เดือนถึง 2.5 ปีกว่า 2 ล้านคน ซึ่งยังไม่เข้าสู่การสนับสนุนของรัฐ ภาคีเครือข่ายฯ เสนอให้มีการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดบริการศูนย์เด็กเล็กที่เปิด–ปิดสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนทำงาน โดยแก้ไขระเบียบให้ อปท. สามารถลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กปฐมวัยในพื้นที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ
2. การนำร่างกฎหมายด้านสิทธิสวัสดิการที่ค้างพิจารณากลับมาพิจารณาต่อ
ภาคีเครือข่ายฯ ขอเสนอให้คณะรัฐมนตรีเร่งรัดนำร่างกฎหมายที่ผ่านวาระที่ 1 ของสภาชุดที่ 26 มาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 1 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับเวลาการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เนื่องจากชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานและสวัสดิการในสถานประกอบการที่ไม่ยืดหยุ่น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาวะของแรงงาน และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 2 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิการลาประจำเดือน และการสนับสนุนสถานที่ให้นมบุตร ซึ่งเป็นการยกระดับความคุ้มครองตามมาตรฐานสากล และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตประเทศระยะยาว
3. การพัฒนานโยบายสวัสดิการถ้วนหน้าและสานต่อกลไกการแก้ไขปัญหา
ภาคีเครือข่ายฯ ขอยืนยันข้อเสนอรัฐสวัสดิการ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากระบบ “สิทธิสงเคราะห์” ซึ่งไร้ประสิทธิภาพจากการคัดกรองคนจนทำให้ประชาชนจำนวนมากตกหล่นสู่ระบบสวัสดิการถ้วนหน้า อาทิ การศึกษาฟรีถึงปริญญาตรี สิทธิสุขภาพมาตรฐานเดียว การเข้าถึงที่อยู่อาศัย ระบบประกันสังคมครอบคลุมทุกคน การปฏิรูปโครงสร้างรายได้รัฐผ่านการปฏิรูปภาษีและงบประมาณ พร้อมทั้งพิจารณาสานต่อกลไกคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ซึ่งเดิมมีรองนายกรัฐมนตรี (นายโสภณ ซารัมย์) เป็นประธาน โดยแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างมีเอกภาพ ซึ่งจะเปลี่ยนจากการแก้ปัญหารายกรณีเป็นการสร้างหลักประกันสิทธิเสมอหน้าที่จะลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างยั่งยืน

+1 มาตรการเร่งด่วน รัฐบาลควรลดภาระค่าครองชีพ
สำหรับประเด็นเร่งด่วน นโยบายลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงาน ทางเครือข่ายฯ กล่าวว่าเรื่องพลังงานเป็นปัญหาความทุกข์ร้อนและเป็นเรื่องเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งดูแล แม้รัฐบาลออกมารองรับเรื่องโซลาร์เซลล์แล้ว แต่สิ่งที่ต้องการเน้นย้ำคือ การผลักดันให้มาตรการนี้สามารถเกิดขึ้นและใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ ความคาดหวังหลักของข้อเสนอนี้ คือการเปลี่ยนโครงสร้างให้ประชาชนหลุดพ้นจากการเป็นเพียงผู้ที่ต้องเสียค่าไฟ และยกระดับให้กลายเป็น ผู้ที่สามารถผลิตและขายไฟฟ้าคืนสู่ระบบได้ นอกจากนี้ที่ประชุมมีการพูดถึงประเด็นปลดล็อกระเบียบของกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลเด็กได้ดีขึ้น เช่น
การอนุญาตให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบครึ่งได้ และการแก้ระเบียบรถรับส่งนักเรียนที่ปัจจุบันระบุให้รับได้เฉพาะเด็กยากจนเท่านั้น สำหรับกรณีรถรับส่งรัฐบาล ชี้แจงว่ามีแผนจะโละรถเมล์ร้อนเพื่อเปลี่ยนเป็นรถไฟฟ้า (EV) และจะนำรถเมล์ร้อนเก่าไปมอบให้ท้องถิ่นใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนในตอนเช้า หรือใช้รับส่งผู้สูงอายุไปโรงพยาบาลในตอนกลางวัน แต่เรื่องนี้ติดระเบียบทั้งของท้องถิ่นและกรมการขนส่งทางบก ซึ่งจะต้องไปแก้ไขทั้งระบบ และท้องถิ่นต้องทำแผนบริหารจัดการมารองรับหากต้องการรับรถไปใช้งาน

เครือข่าย พร้อมจับตา “ภูมิใจไทย” ในฐานะแกนนำรัฐบาล
การยื่นหนังสือครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณตรงถึงหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคการเมืองที่มีบทบาทสูงในรัฐบาลปัจจุบัน โดยภาคีเครือข่ายฯ เรียกร้องให้มีการเปิดวงเจรจาระหว่างภาคประชาชนและฝ่ายนโยบายโดยเร็วที่สุด เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจาก “สิทธิสงเคราะห์” ไปสู่ “รัฐสวัสดิการ” ที่มั่นคง
“ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการเลือกนโยบาย” นายจำนงค์ หนูพันธ์ ประธาน P-Move กล่าวทิ้งท้าย โดยระบุว่าเครือข่ายจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และพร้อมจะยกระดับการเคลื่อนไหวหากข้อเสนอที่เป็นธรรมเหล่านี้ยังถูกละเลย
_____________________________________
