สภากทม. คลอดแล้วข้อบัญญัติใหม่! ปฏิรูป “ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน” ยกระดับสวัสดิการ-ดูแลเด็กตั้งแต่วัย 3 เดือน

​กรุงเทพมหานคร (1 เมษายน 2569) คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า500 องค์กร ประกอบด้วยตัวแทนชุมชน สภาเด็ก บ้านย่ายาย มูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ และเครือข่ายเด็กเท่ากัน พร้อมเด็กๆ เข้าพบและมอบดอกไม้ขอบคุณ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานครและ นายเอกกวิน โชคประสพรวย ประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ หลังคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาผ่านร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน พ.ศ. ….นำเสนอโดยนายเอกกวิน โชคประสพรวย ประธานคณะกรรมการวิสามัญฯ ซี่งได้เห็นชอบร่างข้อบัญญัติที่ผ่านกรรมการวิสามัญจำนวน 29 คน จาก ส.ก. 30 คน งดออกเสียง 1 คน สภากรุงเทพมหานคร เตรียมประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ที่จะเข้ามาแก้ไขข้อจำกัดเดิม และยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กปฐมวัยในเมืองกรุงอย่างเป็นระบบ

​ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครต้องอาศัยข้อบัญญัติเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการสนับสนุนการพัฒนาชุมชน พ.ศ. 2536 ในการดูแลศูนย์พัฒนาเด็กฯ ซึ่งมีกลไกที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน ร่างข้อบัญญัติฉบับใหม่นี้จึงถูกตราขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจในการสร้างรากฐานทรัพยากรมนุษย์ โดยเน้นไปที่การดูแลเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจด้วย

ความสำคัญของร่างข้อบัญญัติ คือ การ​ขยายช่วงอายุเด็ก: นิยาม “เด็กก่อนวัยเรียน” ให้ครอบคลุมเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป จนถึงก่อนเข้าการศึกษาภาคบังคับ เพื่อรองรับความต้องการของพ่อแม่วัยทำงาน และขยายครอบคลุมศูนย์ 3 ประเภท: ได้แก่ ศูนย์ของกรุงเทพมหานครเอง, ศูนย์ในชุมชน และศูนย์นอกชุมชน (ที่ดำเนินการโดยบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล)

​ประกอบด้วย 5 หมวดค่าใช้จ่ายสนับสนุน: กทม. จะสนับสนุนงบประมาณในด้านต่าง ๆ ดังนี้:

1. ​ค่าวัสดุอุปกรณ์: ทั้งการเรียนการสอน เครื่องนอน สุขอนามัย และอุปกรณ์ความปลอดภัย

2. ​ค่าตอบแทนผู้ดูแลเด็ก: ปรับให้เหมาะสมตามวิชาชีพ

3. ​ค่าอาหาร: ทั้งอาหารมื้อหลักและนมเสริม

4. ​ค่าสาธารณูปโภค: ครอบคลุมค่าน้ำ ค่าไฟ และ ค่าอินเทอร์เน็ต

5. ​ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ: ตามที่ผู้ว่าฯ กทม. กำหนดเพิ่มเติม

ข้อเสนอแนะเชิงรุกจากคณะกรรมการวิสามัญฯ

​นอกเหนือจากตัวร่างกฎหมาย คณะกรรมการฯ ยังได้ยื่น “ข้อสังเกต” สำคัญเพื่อให้ผู้ว่าฯ กทม. นำไปปฏิบัติ เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง ดังนี้:

​1. กำหนด สัดส่วนผู้ดูแล 1 ต่อ 5: เสนอให้ปรับสัดส่วนผู้ดูแลต่อเด็กอายุ 2-3 ปี เป็น 1 คนต่อเด็ก 5 คน (จากเดิม 1:10) เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลที่ใกล้ชิดและมีคุณภาพตามพัฒนาการ

2. จัดสวัสดิการผู้ดูแลเด็ก: เสนอให้ปรับค่าตอบแทนให้สอดคล้องกับอัตราการจ้างเหมาบริการของ กทม. และต้องได้รับ สิทธิ์วันลา ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

​3. เปิดรับ “อาสาสมัครอาวุโส”: เสนอให้ปรับเกณฑ์อายุผู้ดูแลเด็ก โดยอนุญาตให้อาสาสมัครที่มีอายุเกิน 65 ปีแต่ยังมีศักยภาพและประสบการณ์ สามารถทำงานต่อไปได้

​4. แยกการบริหาร: ควรแยกการบริหารศูนย์พัฒนาเด็กฯ ออกจากการกำกับดูแลของคณะกรรมการชุมชนเพื่อให้เกิดความคล่องตัว

5. ​งบสาธารณูปโภคตามจริง: เสนอจ่ายค่าสนับสนุนค่าน้ำ-ไฟ-อินเทอร์เน็ต ตามจำนวนเด็กในศูนย์ (สูงสุด 2,500 บาท/เดือน สำหรับศูนย์ที่มีเด็ก 101 คนขึ้นไป)

​ภายหลังจากข้อบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีอำนาจออกระเบียบและประกาศรองรับให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี โดยในระหว่างนี้ อาสาสมัครเดิมจะได้รับการแต่งตั้งเป็น “ผู้ดูแลเด็ก” ตามกฎหมายใหม่ทันที เพื่อให้การดูแลบุตรหลานของชาวกรุงเทพฯ เป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด