
กรุงเทพมหานคร (26 มีนาคม 2569) – สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ร่วมกับ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เร่งแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพอย่างเร่งด่วน หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก
ชนวนเหตุวิกฤต: สงครามและโศกนาฏกรรมในอิหร่านจากเหตุการณ์สู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมสะเทือนโลก กรณีการโจมตีทางอากาศที่โรงเรียนประถมศึกษามินาบ ในอิหร่าน ส่งผลให้มีเด็กนักเรียนเสียชีวิตถึง 168 คน สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียต่อชีวิต แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อแหล่งผลิตน้ำมันดิบสำคัญของโลก ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและไร้ทีท่าจะยุติวิกฤตพลังงานในไทย
สวนทางข้อมูลน้ำมันสำรองสรส. ระบุว่า ปัจจุบันประชาชนไทยกำลังเผชิญกับสภาวะขาดแคลนน้ำมันและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นรวดเดียวถึง 6 บาทต่อลิตร เกิดภาพประชาชนต้องเข้าแถวรอนานหลายชั่วโมงเพื่อเติมน้ำมันในปริมาณจำกัด กระทบต่อระบบโลจิสติกส์ทั้งประเทศ
แม้รัฐบาลจะอ้างข้อมูลปี 2568 ว่าไทยมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึง 104 วัน และมีกำลังการกลั่นสูงถึง 1.23 – 1.24 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งสูงกว่าความต้องการใช้ในประเทศ แต่ข้อเท็จจริงกลับสวนทางกัน
สรส. จึงตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพของ “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)” ว่า อาจเปิดช่องให้กลุ่มทุนพลังงานและโรงกลั่นเอกชนได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคา
ในขณะที่รัฐบาลขาดอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมหวั่น “วิกฤตค่าไฟฟ้า” ซ้ำเติมนอกเหนือจากน้ำมัน
สรส. ยังแสดงความกังวลต่อ “วิกฤตค่าไฟฟ้า” ที่กำลังจะตามมา เนื่องจากปัจจุบันรัฐวิสาหกิจด้านการผลิตไฟฟ้าลดบทบาทลง และพึ่งพาการซื้อไฟฟ้าจากเอกชนเป็นหลัก เมื่อต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น
ประชาชนจึงมีความเสี่ยงที่จะต้องแบกรับค่าไฟและก๊าซหุงต้มที่แพงขึ้นตามกลไกราคาที่เอื้อต่อกลุ่มทุน
5 ข้อเสนอแนะเร่งด่วนถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเห็นผลเป็นรูปธรรม สรส. ได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล ดังนี้
1. ตรวจสอบสต็อกน้ำมัน: สั่งการตรวจสอบโรงกลั่นและผู้ค้าโดยเร่งด่วน บังคับใช้ราคาต้นทุนเดิมก่อนเกิดสงคราม
2.ใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ: เข้าควบคุมราคาน้ำมันอย่างเข้มงวดและบริหารจัดการพลังงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ
3.ปฏิรูปโครงสร้างภาษี: ปรับปรุงภาษีน้ำมันที่ซ้ำซ้อน เพื่อลดราคาขายปลีกให้สะท้อนต้นทุนจริง
4.คุมราคาสินค้า: ออกมาตรการสกัดกั้นการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคทุกประเภท
5. ดึงรัฐวิสาหกิจกลับมาเป็นของรัฐ: ยุติการแปรรูปและนำกิจการพลังงานกลับมาเป็นเครื่องมือของรัฐในการดูแลประชาชนอย่างเท่าเทียม
”รัฐบาลต้องเลือกข้างความผาสุขของประชาชน ไม่ใช่ผลกำไรของกลุ่มทุน”
