สหภาพรถไฟฯ ค้านแผนยกเลิก-ลดขบวนรถเชิงสังคม 34 ขบวน ชี้กระทบค่าครองชีพประชาชนและกลุ่มเปราะบาง​

กรุงเทพมหานคร (19 มีนาคม 2569) – สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ออกแถลงการณ์คัดค้านแผนการปรับปรุงการเดินรถโดยสารเชิงสังคม หลังพบมีการเตรียมยกเลิกขบวนรถมากถึง 34 ขบวน และลดเที่ยววิ่งอีก 16 ขบวน หวั่นประชาชนผู้มีรายได้น้อย นักเรียน และนักศึกษาได้รับผลกระทบหนักจากการแบกรับค่าขนส่งที่สูงขึ้น

​นายสราวุธ สราญวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) เปิดเผยว่า ตามที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) มีแผนปรับปรุงการเดินรถภายใต้แผนวิสาหกิจฯ พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อลดรายจ่ายและผลขาดทุน โดยมีสาระสำคัญคือการยกเลิกขบวนรถบริการเชิงสังคมจำนวน 34 ขบวน แบ่งเป็น:​รถธรรมดา: 4 ขบวน​รถชานเมือง: 19 ขบวน​รถท้องถิ่น: 11 ขบวน​การปรับลดเที่ยววิ่งและระยะทาง: อีกจำนวน 16 ขบวน​ทาง

สร.รฟท. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า แผนดังกล่าวมุ่งเน้นเพียงตัวเลขผลกำไร-ขาดทุนในเชิงพาณิชย์มากเกินไป จนละเลยภารกิจหลักของการรถไฟฯ ตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 ที่ระบุชัดเจนว่าต้องดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์แห่งรัฐและประชาชน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและบริการสาธารณะเป็นสำคัญ​

“การยกเลิกขบวนรถเหล่านี้โดยไม่มีรถประเภทอื่นในอัตราค่าโดยสารเดียวกันมารองรับ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตของนักเรียน นักศึกษา และคนทำงานที่ต้องเดินทางเป็นประจำ เป็นการผลักภาระค่าครองชีพให้ประชาชนต้องไปใช้ระบบขนส่งอื่นที่มีต้นทุนสูงกว่า” นายสราวุธ กล่าว​

นอกจากนี้ สร.รฟท. ยังเน้นย้ำว่า รถไฟคือโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐจัดทำขึ้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ การตัดลดบริการเป็นการจำกัดโอกาสในการเข้าถึงบริการสาธารณะของกลุ่มเปราะบาง ซึ่งขัดต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงสถาปนากิจการรถไฟเพื่อเป็นสาธารณูปโภคหลักในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร​

สร.รฟท.:​ขอให้ทบทวนแผนการยกเลิกและปรับลดขบวนรถ: โดยคำนึงถึงมิติด้านผลกระทบทางสังคมควบคู่ไปกับความคุ้มค่าเชิงภารกิจรัฐ​พิจารณามาตรการเพิ่มรายได้ด้านอื่น: แทนการตัดลดบริการประชาชน เพื่อให้การรถไฟฯ ทำหน้าที่เป็น “กระดูกสันหลังด้านการคมนาคม” ที่เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม​ทั้งนี้ สร.รฟท. ได้แนบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบและข้อเสนอแนะต่อฝ่ายบริการโดยสาร เพื่อให้พิจารณาทบทวนแผนงานดังกล่าว เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนและรัฐวิสาหกิจสืบไป