
เวทีสาธารณะ “กู้วิกฤต พลิกชีวิต เด็กอีสาน” เปิดเผยตัวเลขประเทศไทยมีตัวเลขเด็กออทิสติกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทุกปี และเด็กกลุ่มเปราะบาง เกินครึ่งยังเข้าไม่ถึงบริการของรัฐ นักวิชาการเสนอ 3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ลดปัญหาเด็กออทิสติก
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม คณะทำงานขับเคลื่อนบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็ก ภาคอีสาน สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาคอีสาน ศูนย์เรียนรู้สิทธิมนุษยชนและความยั่งยืน สถาบันกฎหมายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ และสถาบันอารยสุข – นิติธรรม และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ร่วมกันจัดเวทีสาธารณะ “กู้วิกฤต พลิกชีวิต เด็กอีสาน” ณ ห้องประชุม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ย้ำ รัฐต้องเร่งคัดกรองเด็กพิเศษ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าถึงบริการของรัฐ
ปรียานุช ป้องภัย คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็ก ภาคอีสาน กล่าวว่า ภาคอีสานเริ่มทำเรื่องสวัสดิการเด็กเล็กตั้งแต่ปี 2559 ทดลองทำที่พื้นที่น้ำพอง จังหวัดขอนแก่น แต่ในเวทีวันนี้พัฒนามาทำงานกับเด็กออทิสติก และพบว่าปัญหาคือ การขาดการคัดกรอง และพบว่าหากเราให้เด็กเข้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กได้เร็วขึ้น เด็กก็จะได้รับการดูแลเร็วขึ้น จึงเป็นที่มาของเวทีในวันนี้ เพื่อเราจะได้ส่งเด็กพิเศษเข้ารับการดูแลในระบบรัฐได้มากที่สุดเผยปัญหาเด็กกลุ่มเปราะบาง เกินครึ่งยังเข้าไม่ถึงบริการของรัฐ

ด้านผศ.สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็ก นำเสนอ “ข้อค้นพบเบื้องต้น : กรณีศึกษา เรื่องเด็กออทิสติก” นำเสนอด้วยข้อเสนอของคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็ก โดยเน้นที่การกระจายอำนาจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นได้ร่วมดูแลเด็ก โดยเฉพาะการจัดให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในท้องถิ่น
นอกจากนี้ ผศ.สุนี ได้นำเสนอว่า ยังมีกลุ่มเด็กที่ยังเข้าไม่ถึงการบริการของรัฐ คือเด็กออทิสทิก ที่มีการลงทะเบียนเพียง 29,000 คน จึงเป็นเป้าหมายที่เราให้ความสนใจ เวทีวันนี้จึงเป็นเหมือนการถอดบทเรียนของหน่วยงานที่ทำงานกับเด็กพิเศษ โดยคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็ก ได้มีการทำวิจัยอยางสั้น กรณีเด็กออทิสติก และจำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากสถานการณ์เด็กออทิสติกในประเทศไทย มีคนพิการในประเทศไทย ขึ้นทะเบียนแค่ 42% ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งของจำนวนผู้พิการทั้งหมด การศึกษาในประเทศไทยมีต้นทุนเฉลี่ย 3 แสนกว่าบาทต่อคน

ดังนั้นการคัดกรองเด็กยังเป็นเรื่องสำคัญ หากสามารถพบเด็กออทิสติกได้เร็ว จะสามารถพัฒนาเด็กเหล่านี้ให้ช่วยตัวเองได้เร็วมากขึ้น รวมถึง หน่วยงานต่างๆ ต้องให้ความรู้กับประชาชนว่า หากลูกเป็นออทิสติก พ่อแม่จะไปไหน ทำอย่างไร ฐานะของพ่อแม่ก็มีผลกับการดูแลเด็กออทิสติก การตรวจสุขภาพ สถานศึกษาที่เปิดรับเฉพาะเด็กออทิสติก ระบบโรงเรียนรวมมีประมาณ 2 หมื่นกว่าแห่ง โรงเรียนประจำก็มีไม่ครบทุกจังหวัด และมีไม่กี่แห่งในประเทศไทย

“อปท.ทั่วประเทศ มีความพยายามในการดูแลเด็กพิเศษ ความท้าทายในวันนี้ ครูที่ศูนย์การพัฒนาเด็ก ต้องดูแลเด็กและตรวจคัดกรองเด็ก ปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเด็กพิเศษอายุ 18 ปีแล้ว จะต้องออกจากระบบการศึกษา แต่ยังไม่มีที่รองรับ เด็กพิเศษและเด็กออทิสติก พัฒนาได้แล้วต้องได้รับการพัฒนา”

สอดคล้องกับข้อมูลของ ผศ.วีณา ประชากูล อาจารย์จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า มีเด็กกว่า 44 % ที่หายไปไม่อยู่ในระบบ ไม่เข้าเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพราะผู้ปกครองกลัวว่าหากส่งเด็กมาโรงเรียน เด็กจะไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นๆได้ นอกจากนั้น ในพื้นที่ส่วนใหญ่จะส่งลูกไปศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เมื่ออายุ 3 ขวบขึ้นไป จึงอาจจะทำให้การตรวจคัดกรองเด็กช้าเกินไป นอกจากนี้การพัฒนาการเด็ก พ่อแม่สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์ อายุ 4-5 เดือน ส่วนการทำงานเรื่องเด็กพิเศษ จะทำงานร่วมกับ อสม.และท้องถิ่น ซึ่งมีประมาณ 50 กว่าพื้นที่ของ อปท.และเทศบาล
เสนอกลไกพัฒนาศูนย์ฯ เด็กเล็ก ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ ครูถ่ายทอดเก่ง ผู้ปกครองเข้าใจ

สุภาวดี ฉัตรจรัสกูล ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เทศบาลตำบลกันทรวิชัย มหาสารคาม ได้นำเสนอตัวอย่างศูนย์เด็กสุขเวช เป็นศูนย์ดูแลเด็กที่ดี ซึ่งกลไกสำคัญของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคือ “คุณครู” เพราะครูต้องถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เด็กเข้าใจ และต้องถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้กับผู้ปกครอง เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถดูแลเด็กได้ นอกจากนี้ ครูยังต้องลงพื้นที่ชุมชนเยี่ยมเยี่ยนบ้านเด็กๆ เพื่อให้คำแนะนำด้านต่าง ๆ กับคนในชุมชน และกลไกสำคัญของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คือ ครูเก่งมีความสามารถ ผู้บริหารท้องถิ่นมีวิสัยทัศน์ ผู้ปกครอง คนในชุมชนให้ความร่วมมือ ศูนย์ฯ นั้นจะสามารถดำเนินการได้ดี และประโยชน์ต่างๆจะตกอยู่ที่เด็ก
สร้างเครือข่าย ครูกับ รพ.สต.ดูแลสุขภาพเด็ก

นภาลัย ไชโยแสง ผู้อำนวยการ รพ.สต.บ้านวังยาว อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า รพ.สต.จะดูแลประชาชนเกือบทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่ตั้งครรภ์ เกิด ป่วย ผู้สูงอายุ มี KPI คือ ต้องมีการตรวจพัฒนาการเด็ก 0-5 ปี ประสานภาคีเครือข่าย รับฟังความเห็นในการเข้าหาชุมชน การตรวจสุขภาพเด็ก ทำอย่างไรให้ผู้ปกครองเชื่อผลการตรวจ การส่งเสริมพัฒนาการ เครือข่ายครูศูนย์เด็กเล็ก มีการอบรมหลักสูตรอนามัยภาคทฤษฎี เมื่อเราตรวจสุขภาพเด็กก็มีการสอนผู้ปกครองไปด้วย นอกจากนี้เพื่อเป็นการพัฒนาและดูแลสุขภาพเด็ก รพ.สต.ได้มีการสร้างเครือข่ายครู เพื่อให้ครูช่วยติดตามเด็กกรณีที่เด็กไม่มาตรวจสุขภาพ
ถ่ายทอดข้อมูลไปสู่พ่อแม่ ความรัก ความเชื่อมั่น ผลักดันเด็กพิเศษ สู่สังคม

สายชล สิงห์สุวรรณ มูลนิธิขอบฟ้ากว้างเพื่อบุคคลพิเศษ การทำงานกับเด็กออทิสติก ต้องเปิดใจและยอมรับ โดยเฉพาะผู้ปกครองเด็กออทิสติกเป็นเรื่องยาก ที่จะเปิดใจให้คนอื่นมายอมรับลูกของตนที่เป็นออทิสติก อย่างไรก็ตาม ในระบบการศึกษามักจะรวมเด็กที่เรียนไม่เก่งหรือเด็กหลังห้อง ไปอยู่รวมกัน เราจึงต้องให้ความสำคัญ ให้ความสนใจกับเด็กกลุ่มนี้ และที่มูลนิธิฯ สามารถทำได้ ทำให้เด็กกลุ่มนี้สามารถผ่านไปได้ ดังนั้น เราต้องอาศัยการเอาใจใส่ นอกจากนี้มูลนิธิฯ ใช้วิธีการเรียนการสอนแบบคละชั้น ที่กระทรวงสามารถให้ทำได้ ซึ่งไม่ผิดระเบียบ ดังนั้นห้องเรียนแบบนี้จึงท้าทายในการดำเนินงาน มูลนิธิฯนำเด็กพิเศษ ออทิสติก มารวมกันและสอนวิถีชีวิต การใช้ชีวิตให้กับเด็ก “ไม่ได้มีความรู้อะไรพิเศษ แต่มีความรัก และก็มีความเชื่อมั่นที่ว่าเด็กเหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้”

ข้อมูลระบุชัด เด็กออทิสติกเพิ่มขึ้นทุกปี
นพดล มนตรี ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ เขต 9 กล่าวว่า สำหรับศูนย์การศึกษาพิเศษ จะฟรีทุกอย่างสำหรับเด็กพิเศษ และสามารถสมัครได้ตลอดเวลา ที่จะให้เด็กพิเศษสามารถเรียนได้ แต่มีเพียงจังหวัดละหนึ่งแห่ง ซึ่งบทบาทของศูนย์ฯ นั้นมิได้มีเพียงแค่สอนหนังสือ แต่ต้องให้เรียนรู้และพัฒนา พัฒนาอาชีพ ให้เด็กสามารถอยู่ในสังคมได้ และจากการที่พัฒนาศูนย์ฯมา และข้อมูลจากศูนย์ฯ ต่าง ๆ ในประเทศไทยมีเด็กออทิสติกเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนต้องช่วยกันดูแล ต้องหาสาเหตุตั้งแต่ต้นทาง การดูแลเมื่อเด็กเป็นแล้วเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทางอีก
ปัญหาที่พบ ครูไม่สามารถแยกเด็กพิเศษออกจากเด็กธรรมดาได

บุษกร ศรีสุวรรณ์ ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม อบจ.ขอนแก่น กล่าวถึงปัญหาที่พบในโรงเรียนว่า บุคลากรทางการศึกษาหรือ ครู ไม่สามารถแยกประเภทของเด็กออทิสติกได้ จึงมีเด็กบางรายที่อ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ การแก้ไขปัญหาเชิงนโยบาย จึงจัดทำโครงการคัดกรองเด็ก โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ เด็กบางคนส่งต่อมาตั้งแต่ประถมและมาเจอเมื่อมัธยม และอีกปัญหาที่สำคัญ คือ ผู้ปกครองไม่ยอมรับว่าลูกเป็นออทิสติก ครูทุกคนแม้จะสอนในโรงรียนเด็กธรรมดาก็ต้องมาเข้าโครงการ เพื่อจะได้มีความรู้

นักวิชาการเสนอ 3 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ลดปัญหาเด็กออทิสติก
เพ็ญศรี สงวนสิงห์ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย กล่าวว่า พื้นที่ที่มีผู้แทนมาคุยกันในวันนี้ ถือว่าเป็นพื้นที่ที่โชคดีของเด็ก จะทำอย่างไร ให้มีพื้นที่แบบนี้ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามปัญหาที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ตอนนี้ คือ เด็กเกิดน้อย เกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อมและเด็กยังเป็นออทิสติก นอกจากนี้ยังมีปัญหาขาดระบบเชื่อมโยงข้อมูลของเด็กทั่วประเทศ ซึ่งจากข้อมูลในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ระบุว่า เด็กกลุ่มเปราะบางในเขต “กรุงเทพมหานคร” ยังมีเด็กที่เสี่ยงหลุดจากการศึกษาภาคบังคับมากขึ้น และที่สำคัญเด็กอายุน้อยลง อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตเชิงนโยบายของเด็กกลุ่มเปราะบาง คือ เด็กก่อนวัยเรียนเสี่ยง 1 ใน 5 ดังนั้นต้องมีการตรวจวัดครึ่งหนึ่ง และกระตุ้นโดยรัฐ รวมถึงต้องมีการปรับกระบวนทัศน์การดูแลเด็กพิเศษ ของผู้ปกครอง เช่น ให้ผู้ปกครองยอมรับว่าลูกป่วย ในขณะที่ศูนย์บริการพิเศษ ต้องเร่งปรับระบบบริการ อาการไม่หนักก็มาได้ ทั้งนี้ นักวิชาการจาก มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย ได้มีข้อเสนอนแนะว่า 1.กระตุ้นให้เด็กทุกช่วงวัยได้รับการเฝ้าระวังและคัดกรองพัฒนาการเรียนรู้มากกว่าร้อยละ 95 2. เด็กที่ต้องสงสัยและมีความผิดปกติด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ทุกคน ต้องได้รับการประเมินภายใน 60 วัน โดยผู้เชี่ยวชาญ และ 3.เด็กที่ต้องได้รับการวินิจฉัย ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยทุกคน และเด็กที่มีความผิดปกติ ต้องได้รับการส่งเสริมและกระตุ้นอย่างต่อเนื่องจนสามารถดูแลตนเองได้
