
วันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานประกันสังคม เครือข่ายขับเคลื่อนพัฒนาข้อเสนอการปฏิรูประบบประกันสังคม เพื่อคนทำงาน นำโดย นายบัณฑิต แป้นวิเศษ เครือข่ายผลักดันแก้ไขกฏหมายคุ้มครองแรงงาน และหัวหน้าฝ่ายแรงงานหญิง มูลนิธิเพื่อนหญิง เข้ายื่นหนังสือ เรื่อง ข้อเสนอการปฏิรูปประกันสังคมเวทีคู่ขนานโดยภาคประชาชน และผู้ใช้แรงงาน” ซึ่ง นายขรรค์ชัย พุมมาเกิด เลขานุการกรม สำนักงานประกันสังคม นางสิริวัน ร่มฉัตรทอง กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และ นายจาตุรงค์ ไพรสิงห์ กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เป็นผู้รับหนังสือ
นายบัณฑิต แป้นวิเศษ เครือข่ายผลักดันแก้ไขกฏหมายคุ้มครองแรงงาน และหัวหน้าฝ่ายแรงงานหญิง มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า จากการระดมความคิดเห็นของภาคีเครือข่ายแรงงาน นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน เกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบประกันสังคมของประเทศไทย ประเด็นวิกฤตที่ขับเคลื่อนให้เกิดการหารือครั้งนี้คือความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการที่ยังติดหล่มระบบราชการ ขาดความโปร่งใส และไม่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว การเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรอิสระ ข้อเสนอหลักคือการดึงสำนักงานประกันสังคมออกจากการกำกับดูแลของกระทรวงแรงงาน เพื่อเป็นนิติบุคคลเฉพาะทางหรือองค์กรอิสระที่บริหารโดยมืออาชีพ ลดการแทรกแซงทางการเมือง นื่องเพราะวิกฤต ที่ปรากฎอย่างประจักษ์ชัดหลายประการ อันนำมาสู่ความหวาดหวั่นใจของสมาชิกประกันสังคม

อาทิ เรื่องความยั่งยืนทางการเงินการลงทุน และการบริหารที่มืดดำ ไร้ระบบการตรวจสอบที่มีส่วนร่วม มีการระบุถึงความเสี่ยงที่กองทุนจะล้มละลายในอนาคต หากไม่มีการปฏิรูปกองทุนให้เป็นมืออาชีพอย่างไรก็ตามหลักการ 4 ประการในการปฏิรูป คือ เพื่อให้การปฏิรูปบรรลุเป้าหมาย ที่ประชุมได้ยึดถือหลักการสำคัญ 4 เสาหลัก ได้แก่
1. ความครอบคลุมแรงงานทุกกลุ่ม (ไทย, ข้ามชาติ, แพลตฟอร์ม) ต้องเข้าถึงระบบ
2. ความเป็นอิสระเป็นองค์กรอิสระ บริหารจัดการโดยมืออาชีพ
3. ความโปร่งใสตรวจสอบได้โดยสมาชิก และเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และ
4. ความยืดหยุ่นและเป็นธรรม สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานใหม่และสะท้อนต้นทุนจริง
นายบัณฑิต กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อการปฏิรูป มีดังนี้
1. ยกระดับเป็นองค์กรอิสระ เปลี่ยนสถานะเป็นองค์กรมหาชนหรือนิติบุคคลเฉพาะทาง ภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี
2. การสรรหาผู้บริหาร เลขาธิการต้องมาจากการสรรหามืออาชีพ บอร์ดประกันสังคมต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของสมาชิกอย่างโปร่งใส
3 การเพิ่มส่วนร่วมของภาคประชาสังคม กระจายสัดส่วนบอร์ดและอนุกรรมการให้ครอบคลุมแรงงานทุกมาตรา (33, 39, 40) และเพิ่มบทบาทในระดับจังหวัด
4. การปรับปรุงสิทธิประโยชน์ระบบโอนย้ายสิทธิ์อัตโนมัติ เมื่อผู้ประกันตนมาตรา 33 ลาออก ให้ปรับเป็นมาตรา 39 อัตโนมัติโดยไม่มีช่วงเว้นว่าง เพื่อความต่อเนื่องของสิทธิ์
5. การดูแลแรงงานข้ามชาติ ลดการพึ่งพานายจ้างในการแสดงตัวตนเพื่อรับสิทธิ์ และอนุญาตให้ส่งเงินชราภาพกลับประเทศต้นทางได้เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้าง
6. การขยายสิทธิ์การรักษา ขยับอายุการรับสิทธิ์จาก 55 ปี เป็น 65 ปี (ตามสมัครใจ) และให้สิทธิ์การรักษาพยาบาลต่อเนื่องแม้จะรับเงินบำนาญแล้ว
7. สวัสดิการเด็กเล็ก ผลักดันให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการถ้วนหน้าในระบบประกันสังคม
8. การบริหารจัดการข้อมูลและความโปร่งใส (Digital First) ระบบ Real-time สมาชิกสามารถตรวจสอบเงินสมทบและผลตอบแทนได้ตลอดเวลาผ่านระบบดิจิทัล
9. ข้อมูลหลายภาษา จัดทำข้อมูลและแอปพลิเคชันในภาษาของแรงงานข้ามชาติเพื่อลดอุปสรรคการเข้าถึงสิทธิ์ทั้งนี้ การปฎิรูประบบประกันสังคม โดยมีแผนการขับเคลื่อนในมิติความสำคัญ (Priority)
แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะสั้นเร่งด่วน คือ สร้างความเชื่อมั่นผ่านการเปิดเผยข้อมูลการลงทุน ปรับปรุงระบบดิจิทัล จัดทำแพ็กเกจสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม รวมถึงการเร่งปรับปรุง แก้ไขกฎหมายในเชิงสิทธิประโยชน์ให้สอดคล้องกับการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อาทิ การปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์การลาคลอด 120 วัน ที่ขณะนี้ กฎหมายประกันสังคมยังไม่แก้ไข เพิ่มอีกเงินครึ่งหนึ่งให้ลูกจ้างประกันสังคม อีก 60 วัน ทำให้ลูกจ้างหญิงที่ลาคลอดยังคงได้รับเงินเพียง60วันจากนายจ้าง นายจ้างเท่านั้น
ระยะกลาง คือ แก้ไขกฎหมายเพื่อปรับโครงสร้างองค์กรให้เป็นอิสระ ปรับปรุงระบบการเลือกตั้งบอร์ด และขยายความคุ้มครองมาตรา 33 สู่แรงงานทุกอาชีพ อาทิ การยกเลิกกฤษฎีกาประกันสังคมที่ไปยกเว้นไม่คุ้มครองลูกจ้างคนทำงาน ถือเป็นอุปสรรคในการเติบโตของกองทุนประกันสังคมเป็นอย่างมาก
ระยะยาว คือ มุ่งสู่ระบบประกันสังคมถ้วนหน้า ที่มีมาตรฐานเดียวกันและมีความยั่งยืนทางการเงิน
โดยมองว่าการปฏิรูปประกันสังคม ที่มีการแต่งตั้งคณะทำงานโครงสร้างการปฏิรูปสำนักงานประกันสังคมขึ้นมาจะไม่ใช่เพียงการปรับปรุงเล็กน้อยเท่านั้น มันถึงเวลาที่จะ “พลิกโฉม” ระบบเพื่อให้เท่าทันโลกยุคดิจิทัล โดยยึดหลักสำคัญที่เป็นหัวใจแกนกลาง คือ การปฏิรูประบบประกันสังคมต้องเป็นองค์กรอิสระ ที่เป็นธรรม ยั่งยืน โปร่งใสมีส่วนร่วมและตรวจสอบได้ เพื่อให้กองทุนประกันสังคมเป็น “กองทุนของสมาชิกแรงงาน” อย่างแท้จริง ไม่ใช่กระเป๋าเงินของรัฐบาลหรือหลุมดำของระบบราชการอีกต่อไป”
นางสิริวัน ร่มฉัตรทอง กรรมการผู้แทนฝ่ายนายจ้าง กล่าวว่า ในประเด็นรูปแบบองค์กรของสำนักงานประกันสังคม คณะทำงานได้มีการศึกษาข้อมูลจากหลายประเทศ แต่โดยความเห็นส่วนตัวมองว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ในคราวเดียวอาจเป็นไปได้ยาก จึงอาจต้องพิจารณาแนวทางค่อยเป็นค่อยไป โดยอาจเริ่มนำร่องบางหน่วยงานที่สามารถแยกเป็นอิสระได้ก่อน เช่น 1–3 หน่วยงาน เพื่อประเมินผลกระทบและปรับปรุงในระยะต่อไปทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงบุคลากรที่ทำงานอยู่ในระบบประกันสังคมมายาวนาน ซึ่งส่วนใหญ่ถือเป็นแรงงานเช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงองค์กรจึงไม่สามารถดำเนินการแบบพลิกโฉมทันทีได้ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อคนทำงานด้วย อย่างไรก็ตาม ในส่วนที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ก็พยายามผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยมีการหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการศึกษารูปแบบจากต่างประเทศ ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นองค์กรอิสระโดยสมบูรณ์ แต่เป็นลักษณะกึ่งอิสระที่ยังอยู่ภายใต้รัฐบาลนางสิริวัน กล่าวอีกว่า ประเด็นสำคัญคือกระบวนการสรรหาผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญที่ต้องมีความเป็นมืออาชีพและเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ขณะนี้คณะทำงานมีหน้าที่เพียงกำหนดโรดแมป โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาศึกษาเพิ่มเติม และในที่ประชุมวันนี้จะพิจารณาร่างขอบเขตการจ้างศึกษา (TOR) ว่าตอบโจทย์หรือไม่
นายจาตุรงค์ ไพรสิงห์ กรรมการผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน กล่าวว่า ในฐานะคณะทำงานฝ่ายลูกจ้าง วันนี้มีการหารือถึงขอบเขตการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม โดยตัวแทนผู้ประกันตนจากหลายภาคส่วนได้ร่วมกันยกร่างพระราชบัญญัติประกันสังคมขึ้นมาหลายฉบับ ทั้งจากเครือข่ายประกันสังคมก้าวหน้าและทีมนักวิชาการ สำหรับการประชุมครั้งนี้ จะมีการพิจารณาเนื้อหาของร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อส่งต่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปศึกษาและจัดทำข้อมูลประกอบเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้สำนักงานประกันสังคมพัฒนาไปสู่องค์กรอิสระตามความต้องการของผู้ประกันตน
ในส่วนของสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย ที่ตนเป็นตัวแทน ได้พิจารณาเนื้อหาของร่างกฎหมายและเห็นว่ามีความใกล้เคียงกับข้อเสนอที่เคยมีการรายงานไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งถือเป็นทิศทางที่ดี นอกจากนี้ การที่ปลัดกระทรวงแรงงานแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาอย่างจริงจัง ก็ทำให้กระบวนการมีความชัดเจนมากขึ้นทั้งนี้ การศึกษาในครั้งนี้จะนำข้อมูลจากอดีตที่มีการศึกษามาหลายปีแล้วมาประกอบกับข้อมูลใหม่ที่อัปเดตล่าสุด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนองค์กรไม่สามารถดำเนินการได้ในทันที จำเป็นต้องคำนึงถึงบุคลากรภายในองค์กรด้วย โดยเฉพาะเรื่องการโอนย้ายและสิทธิประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่“ผมคิดว่าทิศทางในขณะนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายให้สำนักงานประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสะท้อนความเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนมากที่สุด
