
เครือข่ายองค์กรผู้หญิง ชูธงรบ! ผู้หญิงไม่แบก ไม่จม สะท้อน 6 กลุ่มมนุษย์แม่ เสนอเข้าถึงสวัสดิการส่งเสริมทางสังคมเบี้ยเลี้ยง 3000 บาทต่อเดือน สู่นโยบายพรรคการเมือง กำหนดนโยบายดูแลสวัสดิการ “อังคณา” ยกปมกม.ลาคลอด 120 วันแม้บังคับใช้แต่ทางปฏิบัติมีปัญหาตัดสิทธิตั้งครรภ์ที่ไม่จดทะเบียนสมรส ขณะที่ พรรคการเมืองขานรับขอเสนอผลักดันนโยบายสาธารณะสวัสดิการทั้งแรงงาน เด็ก สตรีครบสนามเลือกตั้งปี 69

“เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวโดนสามีทำร้าย เข้ามาอยู่ในบ้านพักฉุกเฉิน อยากให้มีสถานที่รองรับผู้หญิงที่คิดหาทางแก้ไขไม่ออก เพราะอยู่ที่นี่รู้สึกปลอดภัย”
..พอท้อง 6 เดือน ก็ไม่มีให้เราทำงานในไลน์การผลิต ด้วยความเป็นแม่อยากการให้ลูกได้กินนมเราจะดีกว่าให้ลูกไปอยู่ต่างจังหวัด และอยากปั้มนมส่งกลับไปให้ลูก…
เคยอยู่ต่างประเทศ แต่พอกลับมาไทย พบว่าประกันสังคม ไม่รองรับภาวะความเจ็บป่วยของลูกคนกลางที่เป็นโรคหอบหืด ยาบางตัวนอกระบบ บัตร 30 บาทใช้ไม่ได้ แต่ในต่างประเทศที่แม่เลี้ยงเดี่ยวจะจ่ายให้ตามอัตรา…

มีน้อง แต่พ่อทิ้งไปตั้งแต่ยังไม่คลอดลูก ยอมรับเป็นวัยรุ่นเราก็เลี้ยงลูกมาเอง และห่วงตอนที่ตัดเล็บป้อนยา ต้องใช้คนที่มองเห็น แต่เรามองไม่เห็น ถ้าอยู่ต่างจังหวัดก็อยากให้มีอสม.หรือมีผู้ช่วยเหลือคนพิการที่มีบุตร .เป็นคำบอกเล่าของตัวแทนผู้หญิงในหลากหลายอาชีพที่สะท้อนถึงปัญหาที่ต้องแบกรับในภาวะความเป็นแม่ พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายความคุ้มครองมารดา ผ่านในเวทีเสวนานโยบายสาธารณะ “ความมั่นคงและมีสุขของผู้หญิงทุกช่วงวัย : ปลอดภัย ไม่แบก ไม่จม” ในวาระการณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงสากล และเตรียมความต้องการเลือกตั้งทั่วไป โดยมีตัวแทนองค์กรผู้หญิง ภาคเอกชน และพรรคการเมืองเข้าร่วมรับฟังข้อเสนอเพื่อผลักดันนโยบายต่อไป

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร นายกสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ระบุว่า ถือเป็นความท้าทายในการผลักดันให้นโยบายสาธารณะเกี่ยวกับสวัสดิภาพสตรี และเด็กให้เกิดการคุ้ม ครองในบริบทที่ประเทศไทย กำลังอยู่ระหว่างการจัดการเลือกตั้ง และขับเคลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ปี 2569 เนื่องจากสถิติยังมีผู้ถูกกระทำเฉลี่ยวันละ 42 ราย เด็กและสตรีเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากแนวคิดค่านิยมชายเป็นใหญ่ บวกกับความตึงเครียดจากเศรษฐกิจถดถอย ภัยสู้รบ ภัยพิบัติขนาดใหญ่ ปัจจัยทางสังคม รวมทั้งภัยความรุนแรงรูปแบบใหม่ทางออนไลน์

พญ.พรรณพิมล ระบุอีกว่า ตลอดเวลา 45 ปี บ้านพักฉุกเฉินสามารถช่วยเหลือสตรีและเด็กที่เผชิญความรุนแรงกว่า 60,000 ราย ทั้งที่พักพิง อาหาร และการดูแลสุขภาพ ที่สำคัญช่วยทำให้ทุกคนผ่านช่วงเวลายากที่สุดในชีวิตสามารถฟื้นฟูตัวเองจนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติมากที่สุด รวมทั้งสร้างทักษะชีวิตเติบโตขึ้นโดยไม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาชีวิต ดังนั้นการช่วยเหลือแม้จะบรรเทาบาดแผลทางกายได้ แต่การบรรเทาบาดแผลทางจิตใจ ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคแม้ว่าจะช่วยเหลือเพียง 1 รายที่เผชิญความยุ่งยากจนคืนกลับสู่สังคม “เวทีนี้จึงอยากมุ่งเน้นแนวคิดปลอดภัย ในกลุ่มผู้หญิงและเด็ก รวมทั้งจะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้หญิง ไม่แบก ไม่จม ซึ่งเป็นงานวิจัยศึกษาทางเศรษฐกิจภายใต้ความเป็นมารดา ซึ่งพบว่าผู้หญิงต้องแบกภาระดูแลลูก ดูแลผู้สูงอายุ ดูแลเศรษฐกิจของครอบครัว จนขาดการพัฒนาตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเหลื่อมล้ำ จะขาดโอกาสการเข้าถึงสวัสดิการ“

นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานกรรมาธิการยุติธรรม สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ในบทบาทของ สว.ทบทวนร่างกฎ หมายที่สภาผู้แทนร่างมาแล้วหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.คุ้ม ครองแรงงาน ในประเด็นสิทธิของสามี ที่จะมาดูแลภรรยา จะไปใส่คำว่าคู่สมรส ซึ่งจะกระทบกับแรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส สามีจะไม่มีสิทธิลางานมาดูภรรยาได้ โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ ถ้าจะจดทะเบียนสมรส ต้องหาหลักฐานจากต้นทางมาให้นายจ้าง
ส่วนเรื่องที่ผ่านแล้วคือ พ.ร.บ.ลาคลอด เชื่อว่าจะมีปัญหามากกับแรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ที่บางคนอาจไม่มีสามี หรือสามีเสียชีวิต หรือถูกสามีทิ้ง จะทำให้ไม่ได้รับการคุ้มครอง ดังนั้นหากระบุไว้เฉพาะคู่สมรส โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามาช่วยเหลือดูแลได้ เท่ากับว่าหญิงที่ไม่จดทะเบียนสมรสจะไม่ได้รับสิทธิ ”ความท้าทายคือกฎหมายที่ออกไปแล้ว อยู่ที่การนำไปปฏิบัติ ก็จะทำให้ผู้หญิงไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการที่ดี เช่นสิทธิการลาคลอด ให้สามีช่วยเลี้ยงดูลูก ซึ่งระบุว่าคู่สมรสทำให้คนที่ไม่ได้จดทะเบียนเข้าไม่ถึงสิทธิ หรือให้พ่อแม่พี่น้องมาดูก็ไม่ได้ ดังนั้นขอให้ดูรายละเอียด เพราะถ้ามีการเข้าถึงความยุติธรรมจะมีปัญหาการตีความ รวมถึงการเรียกร้องสวัสดิการผู้หญิง เช่น ห้องให้นมบุตร แม้แต่ในสภายังไม่มี อยากให้รัฐทำเป็นแบบอย่างก่อน“

นางอังคณา ยังระบุว่า ขณะที่การแก้กฎหมายการคุกคามทางเพศ และมีการเพิ่มเติมนิยามการคุกคามทางเพศ และคำว่าอนาจารไม่มีนิยามในกฎหมายไทย ซึ่งแก้ไขไม่สุดการชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี

ด้าน น.ส.วรรณวิภา ไม้สน ประธานกรรมาธิการสวัสดิการสังคม สส.พรรคประชาชน ยืนยันว่า การเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาชน ยังมีนโยบายด้านสวัสดิการทั้งกลุ่มแรงงาน สตรีและเด็กครบ เพราะเป็นนโยบายเรือธงของพรรคแต่ยังไม่ขอลงรายละเอียดตอนนี้ “สิ่งที่ผลักดันสำเร็จเกี่ยวกับแรงงานในระบบ คือประกาศสิทธิการลาคลอด 120 วันรวมถึงคู่สมรสและให้พ่อลาได้ แม้จะยังไม่ตามเป้าเสนอ 180 วันแต่ถือเป็นอีกก้าวที่ขยับได้ นอกจากนี้ยังมีร่างพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ซึ่งเกี่ยวกับลาไปดูแลคนที่รัก และการลาปวดประจำเดือน ซึ่งต้องลุ้นส่าจะทันในวาระ 2,3 ทันสมัยนี้หรือไม่“

น.ส.วรรณวิภา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังเร่งผลักดันยังมีส่วนเรื่องการจ่ายเงินสวัสดิการให้เด็กและผู้สูงอายุ และอยากทำแก้นิยามคนพิการ ที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการ และสำเร็จแล้วคือพิการตาบอดข้างเดียวให้ถือเป็นผู้พิการที่เคยไม่ได้สิทธิประโยชน์ และการส่งนมฟรีจากแม่ผ่านสายการบิน ขณะที่พยายามผลักดันให้เกิดการปรับปรุงระเบียบเงินกองทุนที่นายจ้างสมทบให้ผู้พิการตามมาตรา 34 เกือบ 10,000 ล้านบาท จะทำอย่างไรให้นำออกมาใช้ดูแลคนพิการได้

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท พรรคประชาธิปัตย์ ยอมรับว่า การผลักดันชีวิตความเป็นอยู่สวัสดิภาพของผู้หญิงและแรงงานเป็นเรื่องยาก แต่หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง เริ่มมีองค์กรภาคประชา ชนที่ทำงานด้านแรงงานสตรีและเด็ก เตรียมจะขอเข้าพบนายอภิสิทธิ์ ส่วนนโยบายพรรคเรื่องแรงงาน สตรีและเด็ก เพราะเพิ่งมีการเปลี่ยนคณะกรรมการนโยบาย

ส่วนน.ส.ตรัยฉัตร ธนสารไตรภพ กรรมการบริหารและรองโฆษก พรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า ผู้หญิงอยู่ในสถานะนางแบก ทั้งเป็นแม่ เลี้ยงลูก การหาเงิน การดูแลพ่อแม่ แต่สวัสดิการกลับย้อนแย้งมาก ดังนั้นพรรคจะผลักดันสวัสดิการตามสิทธิพื้นฐานที่ได้ต้องเท่าเทียมกัน หมายถึงดูแลตั้งแต่เกิดจนแก่ ข้อเสนอดูแลผู้หญิงตั้งแต่ตั้งครรภ์ 3,000 บาทเพื่อบรรเทาค่าใช้จ่าย และกรณีที่แรงงานตั้งครรภ์ถูกปฎิเสธ

นางเรืองรวี พิชัยกุล จากสถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา บอกถึงงานวิจัยการคุ้มครองทางสังคมสำหรับมารดากลุ่มเปราะบาง ว่า เนื่องจากสถานการณ์เด็กไทยมีอัตราเกิดน้อยต่ำกว่า 1% แต่ต้องการ 1.5% เพื่อทดแทนเป็นวาระแห่งชาติ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ทั่วโลกต้องการถึง 2.1% เพื่อทดแทนประชากร.
“อยากให้เปลี่ยนแนวคิดการเลี้ยงลูกต้องเป็นเรื่องบริการสาธารณสุข เป็นสาธารณะไม่ใช่แค่ครอบครัว และเสนอให้รัฐบาลต้องลงทุน 1-2% ของจีดีพี ตอนนี้ลงไม่ถึง 1% ของจีดีพี และผู้ช่วยเลี้ยงเด็ก และผู้บริบาลเป็นสิ่งที่ต้องผลักดันจึงทำให้ย่า ยายต้องกลับมาเลี้ยงเอง“

สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา ได้จัดเก็บข้อมูลข้อเสนอจากกลุ่มแม่และผู้เกี่ยวข้องจำนวน 6 กลุ่มที่ได้สะท้อนสภาพปัญหาที่ต้องเผชิญ ดังนี้ กลุ่มแม่พิการ อยากให้มีเบี้ยยังชีพ 3,000 บาทต่อเดือน เงินสงเคราะห์บุตร 3,000 บาท มีศูนย์เด็กเล็ก การศึกษาพิเศษใกล้บ้าน ขณะที่แม่เลี้ยงเดี่ยว แม่วัยใส แม่ผู้เผชิญความรุนแรง เสนอให้มีเงินอุดหนุนถ้วนหน้า ที่พักพิงปลอดภัย เงินเลี้ยงดูบุตร 1,000-3,000 บาทต่อเดือน ส่วนกลุ่มแม่ชนเผ่า อยากให้มีการรับรองสถานะบุคคล หน่วยบริการแม่-เด็กพื้นที่สูง เงินอุดหนุน 1,500-2,000 บาทต่อเดือนถึงอายุ 12 ปี ผู้ช่วยเลี้ยงเด็กและศูนย์เด็กเล็ก สำหรับแม่อาชีพอิสระ อยากให้ปรับมาตรา 40 ให้ครอบคลุมแม่เด็ก เงินอุดหนุน และกลุ่มยาย-ย่าที่เลี้ยงหลาน อยากให้สนับสนุนแพมเพิส นมผง วัคซีนและมีพื้นที่ดูแลเด็กในชุมชน ในวงเสวนายังสะท้อนถึงปัญาความคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ซึ่งยังมีช่องว่างต่างกับแรงงานในระบบ โดยเฉพาะการลาคลอด เท่ากับการขาดรายได้

ดังนั้นมีข้อเสนอ ต่อ พรรคการเมือง ดังนี้ ควรการชดเชยขาดรายได้ให้ดูแลได้อย่างน้อย 3 เดือน และเงินช่วยเหลือเด็กกับเด็กทุกคน 600 บาท ไม่ใช่จำกัดแค่ต้องให้พ่อแม่ไปพิสูจน์ความยากจนคนจนที่รายได้ไม่ถึง 100,000 บาทเพราะจะลดภาระทั้งแม่และลูกได้ รวมทั้งการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ
