สวัสดิการเด็กออทิสติก – สถานการณ์และความท้าทาย

รายงาน

ข้อมูลพื้นฐาน เรื่อง

สวัสดิการเด็กออทิสติก – สถานการณ์และความท้าทาย

+++++++++++++++++++++

ความเป็นมา

            คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าประกอบด้วยองค์กรเครือข่ายที่มาจากหลากหลายภาคส่วน  มีเป้าหมายในการทำงานคือ การขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายสำคัญ ได้แก่ เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า และการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) มีศักยภาพเพิ่มขึ้นในการจัดบริการดูแลเด็กปฐมวัยทุกคนได้อย่างมีคุณภาพ   แนวทางหนึ่งในการทำงาน คือการเสริมหนุนศักยภาพภาคีเครือข่ายเชิงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการเด็กเล็ก ในการประเมินสถานการณ์ แล้วนำมาสรุปบทเรียนเพื่อพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อไป 

            เครือข่ายคนพิการเป็นภาคีหนึ่งของคณะทำงานฯ  และมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมต่างๆ ของคณะทำงานฯ เสมอ  ประเด็นหนึ่งที่เครือข่ายคนพิการแสดงความห่วงใยเป็นพิเศษคือ เด็กเล็กจำนวนหนึ่งที่มีพัฒนาการล่าข้า หรือบางรายได้รับการตรวจวินิจฉัยแล้วว่ามีภาวะออทิสติก แต่มีอุปสรรคมากในการเข้าถึงสวัสดิการด้านการรักษาและการศึกษา ทำให้เด็กขาดโอกาสในการฝึกทักษะส่งเสริมพัฒนาการ เมื่อเติบโตมาจึงช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตตนเอง ครอบครัวและสังคม

            คณะทำงานฯ เห็นว่าประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงกับสวัสดิการเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด เพราะการที่เด็กออทิสติกได้รับการตรวจวินิจฉัยรักษาและฝึกทักษะตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กจะช่วยให้มีพัฒนาการที่ดีจนใกล้เคียงกับเด็กปกติ คณะทำงานฯได้ประเมินสถานการณ์เพิ่มเติมโดยการจัดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลในพื้นที่จังหวัดพะเยา การจัดประชุมปรึกษาหารือกับผู้บริหาร อปท. บางแห่ง และการศึกษาดูงานองค์กรที่จัดบริการให้เด็กพิเศษรวมทั้งออทิสติก พบว่า การจัดสวัสดิการมีตัวอย่างที่ดีที่ดำเนินการโดยทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม อปท. และความร่วมมือระหว่างหลายองค์กร สามารถใช้ถอดบทเรียนเพื่อนำไปขยายผลได้  ในขณะเดียวกันก็ยังมีอุปสรรคในการจัดสวัสดิการอีกมาก

            ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสัมมนา มีเนื้อหาสาระสำคัญ ดังนี้

            1) ภาพรวมสถานการณ์สิทธิและการจัดสวัสดิการให้แก่เด็กพิเศษ โดยเฉพาะเด็กออทิสติกในประเทศไทย

            2) กรณีศึกษาการจัดบริการหรือสวัสดิการให้แก่เด็กพิเศษและออทิสติก ที่จัดโดยองค์กรภาคีเครือข่ายเด็กเท่ากัน

            3) วิเคราะห์ความท้าทายในการพัฒนาต่อไป

+++++++++++++++++++++++++

ทำความรู้จักกับออทิสติก

            1ออทิสติกคืออะไร

            Autism Spectrum Disorder (ASD) หรือ ออทิสติก  เป็นความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองที่ส่งผลต่อการสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม  ซึ่งมีลักษณะอาการที่เด่นชัด คือ เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้าด้านการสื่อสาร และมีปัญหาด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และพบพฤติกรรมซ้ำๆ เช่นการพูดซ้ำๆ การแสดงออกด้วยท่าทางซ้ำๆ หรือมีความสนใจจำกัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมาก เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีความรุนแรงของปัญหาและอาการที่แตกต่างกันออกไป โดยอาการผิดปกติจะเริ่มสังเกตได้ชัดตอนขวบปีที่สอง และนับจากขวบปีที่สามเป็นต้นไป อาการจะชัดเจน และรุนแรงมากขึ้นถ้าไม่ได้เข้าสู่กระบวนการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

            2) ออทิสติกมีมากแค่ไหน

            ความชุกของภาวะออทิสติก มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก จากรายงานของกรมควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา พบว่าความชุกของเด็กที่มีการวินิจฉัยโรคออทิสติกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่า ซึ่งสอดคล้องกับรายงานความชุกของโรคออทิสติกในประเทศไทยในปี 2547 ที่มีอัตราส่วนประมาณ 1:1,000 และเพิ่มขึ้นเป็น 6 : 1,000 ในปี พ.ศ. 2558

              การสำรวจจำนวนบุคคลออทิสติกทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเกณฑ์ในการวินิจฉัยออทิสติกมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย เดิมเชื่อว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นผลจากเกณฑ์การวินิจฉัยที่กว้างขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น และประชาชนทั่วไปมีความตระหนักในโรคออทิสติกและเข้าถึงบริการมากขึ้น  แต่งานวิจัยระยะหลังซึ่งทำในช่วงเวลาที่ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยเดียวกัน และติดตามในพื้นที่เดิม ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า มีอุบัติการณ์ที่เพิ่มขึ้นจริงและเพิ่มขึ้นมากด้วย นอกจากนี้ เดิมเชื่อว่าพบออทิสติกได้มากในกลุ่มคนที่มีฐานะดี แต่ในปัจจุบันพบว่ามีในทุกฐานะพอ ๆ กัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่าเดิมกลุ่มคนที่มีฐานะดี จะเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขได้ดีกว่า จึงทำให้พบได้มากกว่า

            จากสถิติเดือนกันยายน   2568 กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พบว่า คนพิการที่มาขึ้นทะเบียนทั้งหมดมีจำนวน 2,253,145 คน  เป็นคนพิการออทิสติก 29,322 คน ดังรายละเอียดตามตารางข้างล่าง

ตารางที่ 1 จำนวนคนพิการที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

ประเภทความพิการจำนวนคนร้อยละ
การมองเห็น169,6807.53
การได้ยิน/สื่อความหมาย438,17419.45
ทางการเคลื่อนไหว/ร่างกาย1,169,00551.88
ทางจิตใจพฤติกรรม164,7907.31
ทางสติปัญญา145,8146.47
ทางการเรียนรู้18,4440.82
ออทิสติก29,3221.30
พิการมากกว่า 1 ประเภท117,9155.23

ที่มา: กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

https://dep.go.th/images/uploads/files/Dashboard042568.pdf

            ในจำนวนคนพิการทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียน เป็นเด็กเล็กอายุ 0-6 ขวบ จำนวน 13,048 คน

ยังมีคนพิการจำนวนมาก รวมทั้งบุคคลออทิสติกที่ไม่ได้มาขึ้นทะเบียนเป็นบุคคลพิการ กล่าวคือ ในการสำรวจความพิการ ปี 2565 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามีคนพิการทั้งหมด 4,192,291 คน มีผู้ที่ไปขึ้นทะเบียนคนพิการเพียงร้อยละ 42.8  อย่างไรก็ตาม นิยามความพิการที่ใช้ในการสำรวจแตกต่างจากนิยามของกรมส่งเสริมฯ  และไม่ได้จำแนกประเภทความพิการเฉพาะออทิสติกออกมา

            นอกจากนี้ คนพิการออทิสติกจำนวนหนึ่งอาจขึ้นทะเบียนผิดประเภท  เนื่องจากกฎหมายเพิ่งให้การยอมรับความพิการออทิสติกเป็นความพิการประเภทที่ 7 เมื่อปี 2555 ซึ่งเป็นความพิการประเภทสุดท้าย

ขณะที่การจดทะเบียนคนพิการเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2524 จึงเป็นไปได้ว่าคนพิการที่ไปขึ้นทะเบียนก่อนปี 2555 ถูกจัดอยู่ในประเภทความพิการอื่นๆ 

            รายงานของกระทรวงสาธารณสุข มีตัวเลขเกี่ยวกับจำนวนเด็กเล็กที่ตรวจพบแล้วว่าเป็นออทิสติก โดยเด็กเล็กที่ได้รับการตรวจคือเด็กอายุ 2- 5 ปี 11 เดือน 29 วัน  พบว่า มีเด็กออทิสติกที่เข้าถึงบริการดังนี้

ตารางที่ 2 จำนวนเด็กเล็กออทิสติกที่เข้าถึงบริการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ได้มาตรฐาน

ปีจำนวนเด็กเล็กทั้งหมดจำนวนประมาณการออทิสติก (อัตราร้อยละของประชากร)จำนวนผู้ป่วยออทิสติกสะสมเข้าถึงบริการ
25652,742,66316,459 (0.60%)10,650 (64.71%)
25662,499,52914,995 (0.60%)14,933 (99.59%)
25672,316,54023,165 (1.00%)18,441(79.61%)
25682,179,39121,794 (1.00%)17,910(82.18%)
    

ที่มา:    รายงานมาตรฐาน การเข้าถึงระบบบริการสุขภาพจิต ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข  เข้าถึงวันที่ 15 ตุลาคม  2568  https://hdc.moph.go.th/center/public/standard-report-detail/e959959205e37be069751dbbe9937802  

            รายงานนี้มีข้อดีคือ แยกเด็กเล็กออทิสติกออกมาโดยเฉพาะ และมีทั้งจำนวนประมาณการและจำนวนที่พบจริง เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับการจัดบริการสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการค้นหาเด็กที่ยังเข้าไม่ถึงบริการ

            นอกจากนี้ จะเห็นว่าจำนวนประชากรเด็กเล็กทั้งหมดในแต่ละปีมีจำนวนลดลง แต่จำนวนเด็กออทิสติกกลับเพิ่มขึ้น อาจเป็นไปได้ว่าเมื่อคนเข้าถึงบริการตรวจวินิจฉัยมากขึ้น จึงตรวจพบได้มากขึ้น ดังนั้น ในปี 2567 มีการเพิ่มประมาณการอัตราการเป็นออทิสติกจากร้อยละ 0.60  เป็นอัตราร้อยละ1.00  แสดงว่าอัตราประมาณการที่ใช้น้อยเกินไป

            3) การดูแลรักษาและฟื้นฟู

            แพทย์หญิงชดาพิมพ์ เผ่าสวัสดิ์ นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันราชานุกูล กล่าวว่า เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่สามารถบ่งชี้ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคออทิสติกได้ จึงจำเป็นที่จะต้องรักษาตามอาการ และในขณะนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด การบำบัดรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพที่เหมาะสมจากทีมสหวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง จะสามารถช่วยลดความรุนแรงและทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้ จากการวิจัยที่ผ่านมาการส่งเสริมพัฒนาการร่วมกับการปรับพฤติกรรม เป็นการรักษาที่ได้ผลดีในกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มก่อนวัยเรียน ในกลุ่มวัยเรียน และวัยรุ่น และมีหลักฐานทางการแพทย์ว่าการบำบัดแบบกลุ่มทักษะทางสังคมสามารถช่วยเพิ่มการสื่อสารกับผู้อื่นของเด็กได้ แต่อย่างไรก็ตามพบว่า มากกว่าร้อยละ 70 ของผู้ป่วย ยังคงต้องการการดูแลและการบำบัดฟื้นฟูในระยะยาว

            4) ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ

            ออทิสติกส่งผลกระทบอย่างมากต่อสังคมและเศรษฐกิจ มีการศึกษาวิจัยในสหรัฐอเมริกาถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภาวะออทิสติก พบว่ามีประมาณ 0.8-2% ของ GDP แบ่งเป็น 6 ด้านคือ ต้นทุนทางการแพทย์ ต้นทุนทางการบำบัด ต้นทุนในการจัดการศึกษาที่เหมาะสม ต้นทุนจากผลิตภาพทางเศรษฐกิจที่หายไปของบุคคลออทิสติกวัยผู้ใหญ่ ต้นทุนจากผลิตภาพทางเศรษฐกิจที่หายไปของสมาชิกในครอบครัว เช่น บิดา มารดา ผู้ดูแล และต้นทุนทางค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งพบว่าค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของบิดา มารดา หรือผู้ดูแลบุคคลออทิสติกนั้นสูงมาก ดังนั้นปัญหาหลักที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนจึงมี 2 ประเด็นหลักคือ การตรวจคัดกรองและการเข้ารับการรักษาต่อเนื่องตั้งแต่อายุยังน้อยและปัญหาการไม่มีงานทำ (สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล, ออทิสติก ต้นทุนทางเศรษฐกิจและความท้าทายสังคมไทย กรุงเทพธุรกิจ 22 กันยายน 2562)

            ในประเทศไทย มีการศึกษาของ กฤษฎาดนุเดช วงศ์เวชวิวัฒน์ และคณะ โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างเพื่อสัมภาษณ์ผู้ดูแล และเก็บข้อมูลจากเวชระเบียนของผู้ป่วยกลุ่มอาการออทิซึมสเปกตรัม อายุ 3 – 18 ปี เก็บข้อมูลแบบไปข้างหน้าเป็นระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 – 2562 วิเคราะห์ต้นทุน 3 ด้าน ได้แก่ ต้นทุนทางตรงทางการแพทย์ ต้นทุนทางตรงที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ และต้นทุนทางอ้อมจากการไม่สามารถทำงานได้หรือการขาดงานของผู้ดูแล ผลการศึกษาพบว่า  กลุ่มตัวอย่างจำนวน 147 คน มีต้นทุนรวมในการดูแลผู้ป่วยเฉลี่ย 313,624.1 บาทต่อคนต่อปี ต้นทุนที่มีสัดส่วนสูงสุด ได้แก่ ต้นทุนทางตรงที่ไม่ใช่ทางการแพทย์ 245,374.8 บาทต่อปี คิดเป็นร้อยละ 78.2 ของต้นทุนทั้งหมด ต้นทุนทางตรงที่ไม่ใช่ทางการแพทย์หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่จ่ายเองโดยผู้ป่วย เช่น การเดินทาง อาหาร การศึกษา ค่าจ้างผู้ดูแล สิ่งอำนวยความสะดวก

ภาวะออทิสติกจึงเป็นปัญหาสำคัญของเด็กปฐมวัย ด้วยเหตุผลสำคัญสองประการคือเป็นกรณีที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากตั้งแต่แรกเกิดแล้วส่งผลกระทบอย่างมากต่อทั้งตัวเด็ก ครอบครัวและ สังคม และการตรวจคัดกรองจนพบอาการตั้งแต่ยังเล็ก แล้วได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม จะช่วยให้เด็กมีโอกาสมีพัฒนาการตามวัยและช่วยเหลือตนเองได้และลดผลกระทบต่อครอบครัวและสังคม

พันธกรณีระหว่างประเทศที่สำคัญ

            “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ”(Convention on the Rights of Persons with Disabilities ,CRPD)  เป็นกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริม คุ้มครอง และประกันให้คนพิการมีสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม สาระสำคัญคือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การขจัดการเลือกปฏิบัติ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกและข้อมูลข่าวสาร และการส่งเสริมโอกาสที่เท่าเทียมในสังคม  ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ  โดยการให้สัตยาบัน เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 ซึ่งมีผลบังคับให้ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในอนุสัญญาตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2551

            นอกจากนี้ ยังมีพันธกรณีระหว่างประเทศอื่นๆ ได้แก่

  • ยุทธศาสตร์อินชอน (Incheon Strategy) คือ แผนยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเพื่อ “ทำสิทธิให้เป็นจริง” สำหรับคนพิการ
  • แผนแม่บทอาเซียนว่าด้วยคนพิการ (ASEAN Decade of Persons with Disabilities (2020-2025)) เป็นกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อขับเคลื่อนการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้ได้รับการยอมรับ สิทธิ และโอกาสอย่างเท่าเทียม

กรอบกฎหมายและนโยบายที่สำคัญ

            กรอบกฎหมายและนโยบายที่สำคัญในการจัดสวัสดิการให้แก่คนพิการ ซึ่งรวมทั้งบุคคลออทิสติก มีดังนี้

            1) พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

พรบ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550  เป็นหลักกฎหมายที่ได้กำหนดสิทธิด้านสวัสดิการสำหรับคนพิการ โดยคนพิการแต่ละประเภทต้องทำการขึ้นทะเบียนคนพิการกับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการก่อน จึงจะสามารถใช้สิทธิได้

            ในปี  2555 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ได้แยกออทิสติกเป็นความพิการประเภทที่ 7  ถ้าขึ้นทะเบียนกับรัฐแล้วจะมีสิทธิได้รับสวัสดิการเช่นเดียวกับคนพิการประเภทอื่น  ตัวอย่างสวัสดิการมีดังนี้

  • การบริการด้านการแพทย์
  • การศึกษา
  • เบี้ยความพิการรายเดือน
  • การส่งเสริมการมีงานทำ
  • สิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทาง
  • บริการล่ามภาษามือ
  • การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การสื่อสาร
  • ความช่วยเหลือที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น การปรับปรุงสภาพที่อยู่อาศัย ค่าจ้างผู้ช่วยคนพิการ
  • ความช่วยเหลือให้เข้าถึงบริการสาธารณะ

            2) พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ 2551

            พรบ. จัดการศึกษาสำหรับคนพิการ มีสาระสำคัญ คือการรับรองสิทธิของคนพิการในการได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมตลอดชีวิตโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่งเสริมการศึกษาที่มีมาตรฐานและมีคุณภาพผ่านแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล  จัดให้มีเทคโนโลยี สื่อ และบริการที่จำเป็น รวมทั้งกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสําหรับคนพิการเพื่อพัฒนาและกำกับดูแลการศึกษาสำหรับคนพิการในทุกสังกัด.

            นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอื่นๆ เช่น พรบ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้กล่าวถึงสิทธิเฉพาะสำหรับคนพิการ เช่น การได้รับการฟื้นฟูทั้งในและนอกหน่วยบริการ การได้รับอุปกรณ์เครื่องช่วยที่เหมาะสม และพรบ. สุขภาพแห่งชาติ กล่าวถึงสิทธิคนพิการในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ เป็นต้น

หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบในการจัดบริการ

            หน่วยงานที่สำคัญ มีดังนี้

            1) รมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

 เป็นหน่วยงานหลักในการดูแลคนพิการทุกประเภท มีหน้าที่ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • การเสนอนโยบายและแผนงานเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิ สวัสดิการ และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ  
  • ดำเนินการเพื่อให้คนพิการได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย เช่น จัดทำบัตรคนพิการ การได้รับเบี้ยความพิการ  และการเข้าถึงบริการต่างๆ
  • สนับสนุนองค์กรคนพิการ
  • บริหารจัดการกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
  • ส่งเสริมการจัดตั้งและกำกับดูแลศูนย์บริการคนพิการ

            แนวทางการดำเนินงาน มีแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2566 – 2570) เป้าหมายสำคัญ คือ  คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ได้รับการเสริมพลังด้านสังคมและทางเศรษฐกิจและการคุ้มครองทางสังคม เข้าถึงและได้ใช้ประโยชน์จากบริการสาธารณะต่างๆ รวมทั้งเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร

            บุคคลออทิสติกจะได้รับสวัสดิการเช่นเดียวกับคนพิการประเภทอื่นๆ แต่มีบริการเฉพาะสำหรับบุคคลออทิสติก คือ ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลออทิสติก ซึ่งมีอยู่ 2 แห่ง คือ ที่จังหวัดนนทบุรีและขอนแก่น ศูนย์ดังกล่าวมีบทบาทหลักในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของบุคคลออทิสติกให้สามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ ผ่านการให้บริการที่หลากหลาย เช่น การวินิจฉัยและประเมินความสามารถ การบำบัดรักษา การฝึกทักษะ การให้คำปรึกษาแก่ครอบครัว และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเข้าสังคม

            บุคคลออทิสติกจำนวนหนึ่งไม่ได้ขึ้นทะเบียนคนพิการ ทำไห้ไม่สามารถใช้สิทธิรับสวัสดิการได้ ทั้งนี้มีสาเหตุหลายประการ เช่น ผู้ปกครองไม่ยอมรับว่าลูกมีความพิการ ไม่รู้ข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น

            2) สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ

            เป็นหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษาให้คนพิการทุกประเภท รวมทั้งบุคคลออทิสติก ในการดำเนินงาน มีแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญ คือ  คนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ได้รับการเสริมพลังด้านสังคมและทางเศรษฐกิจและการคุ้มครองทางสังคม เข้าถึงและได้ใช้ประโยชน์จากบริการสาธารณะต่างๆ รวมทั้งเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร

            รูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการออทิสติกใช้วิธีการดังนี้

            (1) ศูนย์การศึกษาพิเศษ  เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการหลายประเภทรวมกัน รวมทั้งเด็กออทิสติก

            (2)โรงเรียนแบบเรียนรวม เป็นการจัดการศึกษาให้แก่เด็กพิการประเภทต่างๆ ได้เรียนรวมกับเด็กปกติในโรงเรียน  ตามปรัชญาการศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All) ที่เชื่อว่าเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม โรงเรียนและครูจึงต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เด็กทุกคนเรียนรวมกันและได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล

            (3) โรงเรียนเฉพาะความพิการ ได้แก่

  • โรงเรียนออทิสติกสุพรรณบุรี จัดตั้งเมื่อปี 2565 โรงเรียนออทิสติกเชียงใหม่ จัดตั้งในปี 2566 เหตุผลหนึ่งที่มีการจัดตั้งโรงเรียนออทิสติกเป็นการเฉพาะ เพราะมีเด็กออทิสติกจำนวนมากขึ้น แต่ไม่มีโรงเรียนเฉพาะ ต้องไปใช้บริการในโรงเรียนของคนพิการประเภทอื่น เช่น โรงเรียนปัญญานุกูล
    • โรงเรียนปัญญานุกูล จัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสติปัญญา แต่เปิดรับเด็กออทิสติกด้วย รับนักเรียนอยู่ประจำ เปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6

            ศูนย์การศึกษาพิเศษ  ทำหน้าที่สอนทักษะที่จำเป็นเฉพาะสำหรับเด็กพิการ เช่น ทักษะการช่วยเหลือตนเอง สังคม การสื่อสาร และวิชาการเบื้องต้น โดยเน้นพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ และสังคมเป็นหลัก  พร้อมทั้งจัดกิจกรรมเสริมพิเศษ เช่น ศิลปะบำบัด และดนตรีบำบัด รวมถึงบริการอื่นๆ ที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียนแต่ละบุคคล  เมื่อเด็กพิเศษได้รับการพัฒนาทักษะมากพอที่จะเริ่มต้นเรียนหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานได้แล้ว ก็จะออกจากศูนย์ฯไปเข้าระบบการเรียนรวมในโรงเรียนทั่วไป หรือโรงเรียนเฉพาะความพิการ

            ศูนย์การศึกษาพิเศษรับสอนทักษะเด็กที่มีความพิการ 9 ประเภท ได้แก่  1. บกพร่องทางการเห็น 2. บกพร่องทางการได้ยิน 3. บกพร่องทางสติปัญญา 4. บกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ 5. บกพร่องทางการเรียนรู้ 6. บกพร่องทางการพูดและภาษา 7. บกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ 8. ออทิสติก และ 9. พิการซ้อน 

            ศูนย์ฯมีในทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 แห่ง  รวมเป็น  77 แห่ง  ศูนย์ฯ ของบางจังหวัดอาจมีหน่วยบริการในระดับอำเภอ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ปกครองที่อยู่ห่างไกลสามารถนำเด็กมารับบริการได้สะดวกขึ้น แต่ยังไม่ครบทุกอำเภอ  ผู้ปกครองที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองจึงมีภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเวลา

            อายุที่รับเข้าเรียน รับตั้งแต่แรกพบความพิการจนถึงอายุ 18 ปี

ตารางที่ 3 แสดงจำนวนนักเรียนพิการทั้งหมดและนักเรียนออทิสติกในศูนย์การศึกษา พิเศษ  77 แห่งทั่วประเทศ  ปี 25572568

ปี พ.ศ. นักเรียนทั้งหมดนักเรียนออทิสติกร้อยละ
255719,9212,22011.14
255821,1832,43311.49
255924,0612,59210.77
256025,8772,96011.44
256126,9363,28712.20
256226,3393,45513.12
256326,9513,71913.80
256427,4744,11814.99
256526,1994,54917.36
256627,5385,95521.62
256729,4587,55125.63
256831,0289,09729.32

ที่มา งานข้อมูลสารสนเทศ กลุ่มแผนและงบประมาณ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานhttp://www.specialset.bopp.go.th/set_index/index.php/Student/center

            จากตาราง จะเห็นว่าร้อยละของเด็กออทิสติกสูงขึ้นทุกปี คือ ภายในเวลา 10 ปี ร้อยละของนักเรียนออทิสติกเพิ่มขึ้นมากเกือนสามเท่าคือจากร้อยละ  11.14 เป็น ร้อยละ 29.32  ของนักเรียนทั้งหมด

            สำหรับเด็กเล็กที่เป็นออทิสติก มีสถิติรายงานว่าในเทอมที่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 กรกฎาคม 2567 ศูนย์การศึกษาพิเศษทั้ง 77 แห่ง รับเด็กพิเศษออทิสติกอายุ 0-6 ขวบ จำนวน 3,692 คน ส่วนเทอมที่ 2 ( 1 สิงหาคม 2567  – 31 มกราคม 2568)  รับเด็ก 4,501 คน รวมเป็น 8,193 คน ซึ่งเป็นไปได้ว่าเด็กบางคนเข้าเรียนทั้งสองเทอม อย่างไรก็ตามตัวเลขเหล่านี้ยังน้อยกว่าจำนวนเด็กเล็กออทิสติกที่เข้าถึงบริการตรวจวินิจฉัยในแต่ละปี ดังในตารางที่ 2 

            โรงเรียนที่มีระบบเรียนรวม เป็นการจัดการศึกษาให้เด็กพิเศษได้เรียนรวมกับเด็กปกติโดยคํานึงถึงความสามารถของแต่ละบุคคล เพื่อส่งเสริมให้เด็กทั้งสองกลุ่มมีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน โดยยึดหลักที่ว่า มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของสังคม  การเตรียมเด็กพิเศษให้เข้าร่วมกิจกรรมกับสังคมตั้งแต่เยาว์วัยจะช่วยให้ทั้งสองกลุ่มเข้าใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และเป็นพื้นฐานที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติสุข การจัดการเรียนรวมมีหลายรูปแบบ โรงเรียน การจัดชั้นพิเศษในการเรียนปกติ จัดชั้นพิเศษคู่ขนานกับชั้นปกติ จัดให้เด็กเรียนรวมเต็มเวลา จัดห้องเรียนเสริมวิชาการบางวิชาให้เด็กในโรงเรียนปกติ

            รายงานข้อมูลนักเรียนพิเศษเรียนรวม ของสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2568 พบว่าทั่วประเทศมีโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม จำนวน 21,165 แห่ง จัดการศึกษาให้เด็กพิเศษทุกประเภท จำนวน 347,989 คน  กลุ่มที่มีจำนวนมากสุดคือ กลุ่มความบกพร่องทางการเรียนรู้  มีจำนวน 309,272 คน  คิดเป็นร้อยละ 88.87   ส่วนเด็กออทิสติกที่เรียนรวม มีจำนวน 7,739 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 2.22 ของเด็กพิเศษทั้งหมด  

            โรงเรียนเฉพาะความพิการ เป็นโรงเรียนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อจัดการศึกษาให้แก่เด็กออทิสติกโดยเฉพาะ ได้แก่ โรงเรียนออทิสติก ในจังหวัดสุพรรณบุรีและเชียงใหม่ หรือโรงเรียนที่จัดการศึกษาให้แก่เด็กพิการที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญาและการเรียนรู้ล่าช้า รวมทั้งออทิสติก ได้แก่ โรงเรียนปัญญานุกูล ซึ่งมีในบางจังหวัด เช่น พิษณุโลก น่าน แพร่ อุดรธานี ร้อยเอ็ด

            3) กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

            มีหน้าที่หลักในการ ส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพด้านสุขภาพจิต ของประชาชน เพื่อให้มีความตระหนักและดูแลสุขภาพจิตของตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้. นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ในการ ศึกษา ๑วิจัย พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี ด้านสุขภาพจิต พัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตให้มีคุณภาพมาตรฐาน

            ผู้มีภาวะออทิสติกที่มีบัตรประจำตัวคนพิการ จะมีสิทธิเข้ารับการรักษาพยาบาลฟรีในสถานพยาบาลของรัฐภายใต้ระบบสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และมีสิทธิรับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ โดยการรักษาหลักคือการกระตุ้นพัฒนาการ ซึ่งรวมถึงการบำบัดทางประสาทสัมผัส กิจกรรมบำบัด และการฝึกพูด ซึ่งต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง

            สถานพยาบาลที่ให้การรักษาและประเมินอาการออทิสติกให้แก่เด็กเล็ก  ได้แก่ โรงพยาบาลในสังกัดกรมสุขภาพจิต เช่น สถาบันราชานุกูล สถาบันสุขภาพเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ ส่วนโรงพยาบาลทั่วไปที่ให้บริการวินิจฉัยรักษาได้ต้องมีศูนย์พัฒนาการเด็ก

            สถานพยาบาลที่สามารถตรวจวินิจฉัยรักษาออทิสติกได้จึงมีจำนวนจำกัด และมักตั้งอยู่ในเมืองใหญ่ อีกทั้งการรักษาต้องทำอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเวลาจึงเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ปกครองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและมีฐานะยากจน

            ข้อจำกัดที่สำคัญของการจัดบริการตรวจรักษาคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กออทิสติกยังมีไม่เพียงพอที่จะรองรับความต้องการของเด็กที่มีภาวะออทิสติก ซึ่งมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ปกครองบางส่วนต้องรอคิวนาน หรือไม่สามารถเข้าถึงบริการได้

            ผู้เชี่ยวชาญสำหรับเด็กออทิสติกมีหลายสาขา แบ่งเป็น

  • สาขาทางการแพทย์ เช่น กุมารแพทย์พัฒนาการหรือ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น
  • สาขาด้านบำบัด เช่น นักกิจกรรมบำบัด นักแก้ไขการพูดและการสื่อสาร นักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กและพฤติกรรม รวมถึง ครูการศึกษาพิเศษ ที่มีความรู้ความเข้าใจในเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

            ผลกระทบที่เกิดจากการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญ ทำให้การวินิจฉัยล่าช้า เด็กต้องรอคิวนานกว่าจะได้รับการวินิจฉัยและส่งต่อไปรับการบำบัดรักษาที่เหมาะสม ส่งผลต่อพัฒนาการ ผู้ปกครองบางรายที่มีฐานะจึงตัดสินใจรับภาระค่าใช้จ่ายเอง โดยการนำเด็กไปรักษากับผู้เชี่ยวชาญในโรงพยาบาลเอกชน

            4) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

            อปท. มีบทบาทหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะและการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน  มีกรอบกฎหมายอย่างน้อย  2 ฉบับ ระบุให้ อปท. สามารถจัดสวัสดิการให้คนพิการได้ ได้แก่

  • พรบ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 16 และมาตรา 17 กำหนดอำนาจและหน้าที่ของ อปท. ในการจัดระบบบริการสาธารณะประการหนึ่งคือ “การสังคมสงเคราะห์และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส”
  • พรบ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550  มาตรา  21  กล่าวว่า

 “เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการให้ราชการส่วนท้องถิ่นออกข้อบัญญัติ เทศบัญญัติ ข้อกำหนด ระเบียบหรือ ประกาศ แล้วแต่กรณี ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ราชการส่วนท้องถิ่นอาจจัดสรรงบประมาณของตนเองเพื่อตั้งเป็นกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการส่วนท้องถิ่นได้…”

            ในทางปฎิบัติ อปท. ส่วนใหญ่ยังทำหน้าที่หลักในการจ่ายเบี้ยยังชีพความพิการ จ่ายเงินอุดหนุนเด็กเล็ก และบริหารจัดการ ศพด. แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับเด็กออทิสติกและคนพิการยังมี อปท. จำนวนไม่มากที่จัดสวัสดิการพิเศษอื่นๆ โดยใช้งบประจำของตนเอง

            นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานอื่นๆที่มีบทบาทส่งเสริมสวัสดิการเด็กออติสติก ได้แก่  และภาคประชาสังคม

องค์กรประชาสังคม

            ภาคประชาสังคมที่มีบทบาทในการพัฒนาสวัสดิการบุคคลออทิสติก ที่สำคัญได้แก่  สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึมไทย มูลนิธิออทิสติกไทย และเครือข่าย คือ ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกและศูนย์บริการคนพิการออทิสติกในจังหวัดต่างๆ  

            สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึมไทย ได้รับการประกาศให้เป็นองค์การคนพิการระดับชาติ สำหรับบุคคลออทิสติกและครอบครัวของประเทศไทย ตามประกาศสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ซึ่งถือว่า เป็น กลุ่มองค์กรช่วยเหลือตนเองสำหรับบุคคลออทิสติกกลุ่มแรก ในประเทศ ที่ดำเนินการในลักษณะ Self Help Organization และ Self-Advocate Network Organization ปัจจุบัน มีชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก ประจำจังหวัด ใน76  จังหวัดทั่วประเทศ วัตถุประสงค์หลักของสมาคมฯคือ การส่งเสริมให้บุคคลออทิสติกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างเท่าเทียม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชุมชนมีบริการและสวัสดิการที่เหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมบุคคลออทิสติกสำหรับการทำงานและมีรายได้ เพื่อสร้างชมรมผู้ปกครองที่เข้มแข็งในทุกจังหวัด และเพื่อให้สังคมมีความเข้าใจ ยอมรับ และเปิดโอกาสให้บุคคลออทิสติกมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่

            มูลนิธิออทิสติกไทย เป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านคนพิการระดับ “ดีมาก” จากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  วัตถุประสงค์หลักของมูลนิธิออทิสติกไทยคือ การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลออทิสติกให้สามารถมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย พัฒนาทักษะ การศึกษา และอาชีพ นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้เกี่ยวกับบุคคลออทิสติกในสังคมให้มากขึ้น

บทบาทที่สำคัญขององค์กรประชาสังคมดังกล่าว ได้แก่  การรณรงค์ขับเคลื่อนนโยบาย เช่น

  • ร่วมผลักดันให้บุคคลออทิสติกเป็นความพิการประเภทหนึ่งใน พรบ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
    • ร่วมผลักดันพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ โดยตั้ง “ศูนย์การศึกษาพิเศษ” เพื่อมีหน้าที่จัดบริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม
    • การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ เช่น ห้องเรียนคู่ขนาน การเรียนรวม และระบบสนับสนุน
    • นโยบายการส่งเสริมการจ้างงานบุคคลออทิสติก
  • การรณรงค์ส่งเสริมให้บุคคลออทิสติกขึ้นทะเบียนคนพิการ เพื่อให้ได้รับสวัสดิการตามสิทธิ
  • การพัฒนาศักยภาพผู้ปกครองบุคคลออทิสติก โดยการส่งเสริมการรวมตัวกันเป็นชมรมผู้ปกครองในจังหวัดต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และแก้ไขปัญหาร่วมกัน รวมทั้งพัฒนาทักษะในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กออทิสติก
  • การส่งเสริมการมีงานทำ เช่น การฝึกทักษะอาชีพ การให้ความรู้ผู้ปกครอง การประสานงานกับนายจ้างและผู้ประกอบการเพื่อรับบุคคลออทิสติกที่ผ่านการฝึกฝนแล้วเข้าทำงาน รวมถึงการตั้งจัดตั้งบริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม

เสียงสะท้อนจากผู้เกี่ยวข้อง

            ภายใต้โครงการขับเคลื่อนการกระจายอำนาจเพื่อสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สสส. สำนัก 4  คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ได้จัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดเวทีสาธารณะ การเยี่ยมชมศูนย์ที่จัดบริการให้เด็ก การประชุมปรึกษาหารือกับ อปท.และครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ทำให้ได้รับข้อมูลความคิดเห็นจากหลากหลายกลุ่ม ได้แก่ ผู้ปกครองเด็กออทิสติก  ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก องค์กรภาคีของคณะทำงานฯ และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล และ อบจ. ได้รับข้อมูลโดยสรุปดังนี้

            สถานการณ์ ปัญหาและความต้องการ

  • ผู้ปกครองเด็ก
    • เด็กออทิสติกมีสิทธิมาก แต่เข้าไม่ถึงสิทธินั้น ทั้งด้านสุขภาพอนามัย ด้านการศึกษา การมีงานทำ
    • ผู้ปกครองเด็กออทิสติกจำนวนมากคือแม่เลี้ยงเดี่ยว ผู้ชายมักทิ้งผู้หญิงหลังจากมีลูกพิการ บางคนฐานะไม่ดี ไม่มีเวลาส่งลูกเข้ารับการศึกษา เพราะต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ
    • ผู้ปกครองจำนวนมากมีฐานะยากจน ไม่มีเงินเป็นค่าเดินทางไปสถาบันการแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งมีแค่ในจังหวัดใหญ่ หรือไปรับการฝึกทักษะที่ศูนย์การศึกษาพิเศษซึ่งอยู่ในตัวเมือง
    • เด็กออทิสติกเข้าไม่ถึงสิทธิหลายอย่างเหมือนคนพิการประเภทอื่น เพราะเป็นความพิการที่มองไม่เห็น สิทธิดังกล่าว ได้แก่ การขอผู้ช่วยเหลือ (PA) การขอสนับสนุนค่าซ่อมบ้าน
    • เด็กบางรายถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่ไม่สามารถสื่อสารบอกเล่าได้
  • ครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนเรื่องการดูแลเด็กออทิสติกมาโดยตรง และต้องดูแลเด็กใน ศพด. จำนวนมาก จึงมีข้อจำกัดเรื่องความรู้ความเชี่ยวชาญและเวลาที่จะดูแลเด็กออทิสติก  แต่ครูมีความใกล้ชิดกับเด็กใน ศพด. มาก ถ้าครูได้รับการอบรมทักษะ อาจช่วยคัดกรองเด็กที่มีความเสี่ยงเป็นออทิสติกได้ดี
  • ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ส่วนใหญ่ยังไม่มีการสนับสนุนเด็กพิเศษ ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ขาดงบประมาณ ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ กังวลเรื่องระเบียบข้อบังคับ มี อปท. จำนวนน้อยที่ได้ดำเนินการจัดสวัสดิการให้แก่เด็กออทิสติกโดยตรงแล้ว
  • หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น ศูนย์การศึกษาพิเศษ พมจ.
    • พ่อแม่มักจะไม่ยอมรับว่าลูกตนเองเป็นออทิสติก และไม่นำเด็กไปลงทะเบียนทำบัตรคนพิการ  โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีฐานะดี ทำให้เด็กเข้าไม่ถึงสิทธิ  ส่วนพ่อแม่ที่มีฐานะยากจนกว่ามักเห็นความสำคัญของการทำบัตรมากกว่า
    • สาธารณสุขมักจะไม่ให้ข้อมูลเด็กออทิสติกหรือพิการแก่ศูนย์การศึกษาพิเศษ  เนื่องจากคนพิการถือเป็นคนไข้ สาธารณสุขจะไม่เปิดเผยความลับของคนไข้ แต่ศูนย์ฯ ต้องการข้อมูลเหล่านี้เพื่อช่วยเหลือเด็ก

            ตัวอย่างที่ดีของ อปท. ที่จัดสวัสดิการให้คนพิการและเด็กออทิสติก

  • อบจ. ปทุมธานี  จัดสรรงบประมาณมาสนับสนุนค่าจ้างครูให้แก่ศูนย์การศึกษาพิเศษ ทำให้ศูนย์ฯสามารถจัดตั้งหน่วยบริการพิเศษเพิ่ม 1 แห่ง ในชุมชนเอื้ออาทรรังสิต อำเภอธัญบุรี
  • เทศบาลนครยะลาจัดโครงการคัดกรองเด็กออทิสติกในโรงเรียนโดยการจัดอบรมครู เมื่อพบเด็กก็จัดระบบส่งต่อให้เด็กได้รับการรักษาหรือพัฒนาต่อไป
  • เทศบาลตำบลแม่คือในเชียงใหม่จัดโครงการคัดกรองเด็กพิเศษ
  • อบจ. พะเยา และ อบจ. ลำปาง มีงบค่าเดินทางสำหรับคนพิการที่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล
  • กทม. มีการอบรมครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ให้สามารถคัดกรองเด็กพิเศษเป็นการเบื้องต้นได้ และมีโครงการนำร่องในเขตบางกอกน้อย โดยการอบรมครู ศพด. ทุกคนให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถดูแลเด็กพิเศษได้  ทำให้เด็กพิเศษสามารถเรียนร่วมใน ศพด. ได้

            กรณีศึกษา

            ศูนย์บริการบุคคลออทิสติกจังหวัดเชียงใหม่/

            ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกจังหวัดเขียงใหม่

            การจัดตั้งชมรมฯ ได้รับการสนับสนุนจาก พม. ตามนโยบายที่ต้องการส่งเสริมองค์กรของคนพิการ  จากนั้นชมรมฯ เป็นผู้ขอจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งต้องได้รับการรับรองตามมาตรฐานองค์กรคนพิการ หลังจากนั้น จึงสามารถขอการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิคคนพิการในการปรับปรุงสถานที่ จ้างเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานและจัดกิจกรรม

            ชมรมฯมีสมาชิกประมาณ 300 คน เป็นเด็กออทิสติก 108 คน ที่เหลือเป็นผู้ปกครอง บุคคลพิการด้านสติปัญญา และจิตอาสา ครอบครัวเด็กประมาณครึ่งหนึ่งฐานะไม่ค่อยดี 

            สมาชิกที่เป็นออทิสติกเกือบทั้งหมดได้รับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กอายุประ 3 ขวบ หรือเรียนชั้นอนุบาล หรือเริ่มเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เนื่องจากมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากเด็กทั่วไป ผู้ปกครองจึงต้องนำไปพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม ในอดีตเมื่อ 20-30 ปีก่อน แพทย์มักวินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางสติปัญญา ซึ่งเป็นความพิการประเภทที่ 5 เพราะตอนนั้นกฎหมายยังไม่แยกประเภทออทิสติก 

            บริการของศูนย์ฯ  จัดให้ฟรี ที่สำคัญมีดังนี้

  • การฝึกทักษะการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ทำอาหาร ทำความสะอาด มารยาทสังคม การทำงานร้านกาแฟ ฯลฯ  มีเด็กมาฝึกเป็นประจำวันละ 10-20 คน
  • โครงการส่งเสริมอาชีพ มีการจัดอบรมฝึกอาชีพและมีงานหัตถกรรมให้เด็กทำสม่ำเสมอ มีร้านขายสินค้าในสถาบันพัฒนาเด็กราชนครินทร์ และออกร้านตามงานต่างๆเป็นประจำ ผลการประกอบการดี  มีรายรับมาจัดสรรเป็นค่าตอบแทนคนทำงานและการลงทุนต่อไปได้  รวมทั้งได้รับการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมแล้ว
  • โครงการส่งเสริมเด็กออทิสติกกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงในพื้นที่ห่างไกล คือ อำเภอกัลยาณิวัฒนาให้เข้าถึงสวัสดิการตรวจวินิจฉัยรักษาและการศึกษา รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ปกครองรวมกลุ่มกันจัดตั้งชมรมเพื่อช่วยเหลือเด็กต่อไป

            องค์กรมีความโดดเด่นหลายด้าน เช่น การฝึกอาชีพ การตลาด การขยายบริการไปช่วยเด็กในพื้นที่ห่างไกล และการสื่อสารสังคม  ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จคือคุณสมบัติของผู้นำที่มีความเสียสละ ความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงาน  มีประสบการณ์ และเครือข่ายสนับสนุนจำนวนมาก

            ศูนย์บริการบุคคลออทิสติกจังหวัดพะเยา/

            ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกจังหวัดพะเยา

            มีรูปแบบการจัดตั้งคล้ายคลึงกับชมรมฯของเชียงใหม่ คือการจัดตั้งชมรมฯและจัดตั้งศูนย์ฯ ตามลำดับ ศูนย์ฯ เริ่มได้รับงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เมื่อปี 2566 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงสถานที่ ค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และจัดกิจกรรรม

การจัดบริการของศูนย์ฯ

  • สำหรับเด็กออทิสติก มีการจัดกิจกรรมฝึกทักษะ 5 ด้าน ได้แก่ ทักษะการพูด การปรับพฤติกรรม ทักษะการช่วยเหลือตนเอง การเสริมสร้างพัฒนาการ และการฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย  บริการทุกอย่างจัดให้ฟรี รวมทั้งอาหารกลางวันและอาหารว่าง
  • โครงการฝึกอาชีพให้แก่ผู้ดูแลเด็กหรือผู้ปกครอง เพื่อส่งเสริมให้มีอาชีพและมีรายได้  โดยให้ฝึกทำงานและผลิตสินค้าหัตถกรรมออกมาหลายแบบ เช่น กระเป๋า รองเท้า แต่มีปัญหาด้านการตลาด ยังขายได้น้อย

            จำนวนเด็กออทิสติกมารับบริการทั้งหมด 57 คน อายุ 11-33 ปี  เด็กที่มาฝึกประจำประมาณ 15 คน  เด็กส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงการศึกษาในระบบ บางคนมีพฤติกรรมรุนแรงโรงเรียนจึงไม่รับ บางคนอายุเกิน 18 ปีแล้ว โรงเรียนจึงไม่รับ มีเด็ก 4 คน ที่มีชื่อเข้าเรียนที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ แต่ครอบครัวไม่สามารถส่งเด็กไปเรียนได้  ศูนย์ฯจึงให้บริการโดยการไปเยี่ยมบ้าน และมีเด็ก 4-5 คน เรียน กศน. เด็กเหล่านี้ถ้าไม่ได้รับการฝึกทักษะ มักมีพฤติกรรมถดถอย“

            ผู้ปกครองเด็กส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาและรับจ้างทั่วไป มีแม่เลี้ยงเดี่ยว 10 กว่าคน เด็กอีกประมาณ 10 กว่าคน อาศัยอยู่กับปู่ย่าหรือตายาย  ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวส่วนใหญ่อยู่ระดับปานกลางค่อนไปทางยากจน

ชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติกจังหวัดยะลา

            มีรูปแบบคล้ายคลึงกับชมรมข้างต้น แต่เพิ่งจัดตั้งเมื่อปี 2560 โดยได้รับการสนับสนุนจากสมาคมออทิสซึมไทย รวมทั้งได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการจัดกิจกรรมต่างๆ แต่ตอนนี้ศูนย์บริการคนพิการของชมรมฯ ได้รับการรับรองมาตรฐานองค์กรคนพิการแล้ว กำลังจะขอรับการสนับสนุนงบประมาณโดยตรงจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิคคนพิการ 

            ทางชมรมฯยังไม่มีเจ้าหน้าที่ที่ได้รับค่าตอบแทน มีเพียงผู้ปกครองที่มีจิตอาสามาเป็นครูวิทยากร ทั้งการฝึกทักษะทั่วไปและการฝึกอาชีพให้แก่เด็ก

            บริการของชมรมฯ มีการฝึกทักษะในการใช้ชีวิตประจำวันให้แก่เด็ก รวมทั้งการฝึกอาชีพ สินค้าที่ผลิตเป็นงานฝีมือ เช่น พรมเช็ดเท้า เปเปอร์มาเช่  ผ้าบาติก

มูลนิธิขอบฟ้ากว้างเพื่อบุคคลพิเศษ

            จุดเริ่มต้นมาจากที่อาจารย์สายชล ครูแนะแนวโรงเรียนเทศบาลวัดกลาง จ. ขอนแก่นสังเกตพบว่ามีนักเรียนกลุ่มหนึ่งที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ มักเรียนตกซำ้ชั้น จึงได้ศึกษาทำความเข้าใจ  พร้อมทั้งทดลองจัดห้องเรียนแบบใหม่ให้เด็กพิเศษกลุ่มนี้ ชื่อ “ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง“  มีความหมายว่า การศึกษาที่กว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในห้องเรียน แต่เป็นการพาเด็กทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เพื่อให้เด็กเขาเกิดการตื่นรู้จากข้างใน เกิดการอยากเรียนรู้

            ก่อนจัดห้องเรียนรูปแบบใหม่ ครูเตรียมความพร้อมโดยไปเข้ารับการอบรม เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กพิเศษ การประชุมปรึกษาหารือกับผู้ปกครอง  หลังจากทดลองจัดห้องเรียนจริงได้เพียงเทอมเดียว มีการประเมินผลร่วมกัน พบว่า ผู้ปกครองพอใจกับการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของลูก ห้องเรียนนี้จึงได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลให้ดำเนินการเรื่อยมา ปรากฎว่าเป็นห้องเรียนที่สร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนและเทศบาล เพราะได้รับรางวัลระดับประเทศ มาตลอดทุกปี ปัจจุบัน มีครูประจำห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง จำนวน 5 คน นักเรียนจำนวน 43 คน

            เมื่อนักเรียนจบการศึกษาภาคบังคับจากห้องเรียนนี้แล้ว ส่วนหนึ่งไม่มีที่ไป ทั้งที่บางคนยังต้องการโอกาสในการพัฒนา ทั้งในส่วนของเด็ก และผู้ปกครอง   ครูและผู้ปกครองจึงร่วมมือกันก่อตั้งมูลนิธิขอบฟ้ากว้างขึ้นเมื่อปี 2560  เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านทักษะชีวิตและอาชีพให้เด็กพิเศษมีทักษะดูแลช่วยตนเองได้ ลดการพึ่งพาคนอื่นในชีวิตประจำวัน และอาจจะเพิ่มความสามารถด้านอาชีพตามศักยภาพความพร้อมของเด็กแต่ละคน

            ด้านงบประมาณ มีเพื่อนอาจารย์ได้สนับสนุนเงินทุนจัดตั้งมูลนิธิฯจำนวน 250,000 บาท   ส่วนเพื่อนอีกท่านได้อนุญาตให้ใช้ที่ดินเป็นสถานที่ตั้งมูลนิธิฯ ส่วนเงินทุนดำเนินงาน ทางมูลนิธิฯมีการจัดกิจกรรมระดมทุนหลากหลายรูปแบบ เช่น การวิ่งการกุศล การขอการสนับสนุนจากภาคธุรกิจ ฯลฯ

ปัจจุบัน มูลนิธิฯ มีเด็กพิเศษ จำนวน 22 คน ดูแลแบบเช้าไปเย็นกลับ ผู้ปกครองมาส่ง แล้วตอนเย็นมารับกลับบ้านหมุนเวียนกันเข้ามาวันละประมาณ 10 คน  ส่วนใหญ่เป็นเด็กโตที่ขาดพัฒนาการ 

มูลนิธิฯจัดบริการฝึกทักษะอาชีดให้แก่บุคคลออทิสติกและผู้ปกครองดังนี้

  • โรงไม้สำหรับแปรรูปงานไม้  นำไม้พาเลตมาทำผลิตภัณฑ์ งานศิลปะที่เด็กพิเศษจะมาร่วมทำได้ เช่น งานขัดไม้ งานวาด ฯลฯ ในส่วนของงบลงทุนมาจาก มาตรา 35 พรบ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่กำหนดทางเลือกให้นายจ้างหรือสถานประกอบการที่ไม่สามารถจ้างคนพิการตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด สามารถส่งเสริมอาชีพคนพิการในรูปแบบอื่นได้
  •  ห้องเลเซอร์ เป็นห้องฝึกทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปในการออกแบบ เด็กพิเศษที่ชอบเล่นคอมพิวเตอร์ สามารถใช้ฝึกทักษะและได้ฝึกสมาธิ ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ทำ เป็นงานที่รับทำตามออเดอร์  เช่น ทำป้าย โลโก้ ของที่ระลึก เหรียญรางวัลงานวิ่ง ฯลฯ
  • ศูนย์เรียนรู้ด้านสุขภาพ การนวด การแช่เท้า ทำผลิตภัณฑ์ยาหม่อง น้ำมันสมุนไพร เป็นต้น
  • การปักผ้า จะปักกัน ทั้งเด็กพิเศษและผู้ปกครอง ที่นี่มีผ้าปักสไตล์มันดาลา (Mandala) เป็นสัญลักษณ์ของผ้าปักที่นี่ ซึ่งก็สามารถจำหน่ายได้เรื่อยๆ จนกระทั่งกิจกรรมขยายไปสู่กลุ่มผู้สูงวัย หรือผู้ที่สนใจทั่วไป
  • ตลาดชุมชนขอบฟ้ากว้าง มีธีมงานหลัก คือ “ จิบชา ชิมขนม ชมผ้าปัก ” โดยจะจัดเดือนละ 1 ครั้ง ในช่วงเริ่มต้นนี้วางแผนไว้ 6 เดือน  เป็นกิจกรรมที่ขายผลผลิตจากผู้ปกครองและเด็ก เครือข่ายผู้ผลิตทางเลือกในเมืองขอนแก่น

ศูนย์การศึกษาพิเศษ หน่วยบริการธัญบุรี /(ตั้งอยู่ในชุมชนเอื้ออาทรรังสิต คลอง 1)

            หน่วยบริการนี้อยู่ภายใต้ศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดปทุมธานี สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการจัดตั้งเมื่อปี 2567 ตามนโยบายหน่วยงานที่ต้องการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ปกครองในเขตอำเภอธัญบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งต้องเดินทางไปรับบริการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษในอำเภอสามโคก ซึ่งอยู่ไกลเสียค่าเดินทางสูง การจัดตั้งเป็นความร่วมมือกันระหว่างศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดปทุมธานี เทศบาลนครรังสิตแบะคณะกรรมการชุมชนเอื้ออาทรรังสิต คลอง 1  หน่วยบริการฯได้รับงบประมาณทั้งจากศูนย์การศึกษาพิเศษ และหน่วยงานภายนอก ได้แก่ อบจ. ปทุมธานี และการทอดผ้าป่าระดมทุน มีบุคลากรทั้งหมด 8 คน แบ่งเป็นข้าราชการครู 2 คน เจ้าหน้าที่อัตราจ้าง 3 คน และพี่เลี้ยงเด็กพิการ 3 คน นอกจากนี้ ยังมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญของศูนย์การศึกษาพิเศาที่เป็นต้นสังกัดมาช่วยเป็นประจำในบางขั้นตอน เช่น การจัดทำแผนการศึกษาและการประเมินความคืบหน้าของเด็กแต่ละราย

            การให้บริการมี 2 รูปแบบ ได้แก่ การให้บริการแบบไป-กลับ มีนักเรียน 71 คน โดยจะให้บริการครึ่งวันเช้า และการให้บริการแบบเยี่ยมบ้านช่วงบ่าย เพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองในการฝึกสอนเด็กต่อไป  การเยี่ยมบ้านทำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง มีนักเรียน 11 คน ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว

            การจัดการศึกษา มีการจัดกลุ่มแบ่งเป็นระดับ โดยพิจารณาจากอายุและพัฒนาการของนักเรียนแต่ละราย ขั้นแรกคือการลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ต่อไปคือการพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ และขั้นสุดท้ายคือการเตรียมพร้อมสำหรับการส่งต่อไปรับการศึกษาในโรงเรียน

            เด็กที่มารับบริการอายุตั้งแต่ 2-10 ปี ผู้ปกครองมีอาชีพรับจ้างทั่วไป และต้องทำงานหารายได้คนเดียว เพราะอีกคนต้องดูแลเด็ก

วิเคราะห์สถานการณ์ ความท้าทาย และแนวทางการพัฒนาในอนาคต

            จากการสำรวจข้อมูลข้างต้นว่าด้วยสถานการณ์เด็กออทิสติก ทั้งสิทธิสวัสดิการ การจัดบริการของหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งประสบการณ์จริงของผู้ปกครองที่เป็นทั้งผู้รับและผู้จัดบริการ ทำให้มองเห็นเส้นทางการพัฒนาในชีวิตของเด็กออทิสติกที่แตกต่างจากเด็กทั่วไป และต้องการสวัสดิการพิเศษที่แตกต่างด้วย โดยมีขั้นตอนการพัฒนาดังต่อไปนี้

  • ขั้นตอนที่ 1.ในวัยเด็กเล็กที่กำลังเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก  มักเป็นช่วงที่อาการแสดงของออทิสติกเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ เด็กจึงต้องการการคัดกรอง และถ้ามีความเสี่ยง ต้องได้รับการตรวจวินิจฉัย
  • ขั้นตอนที่ 2. หลังการตรวจวินิจฉัยแล้ว เด็กต้องการการบำบัดรักษาและฝึกทักษะที่จำเป็นจากบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น แพทย์ นักกิจกรรมบำบัด นักฝึกพูด ทั้งนี้เป็นไปตามอาการของแต่ละคนที่แตกต่างกัน
  • ขั้นตอนที่ 3 ต้องการได้รับการฝึกทักษะการช่วยเหลือตนเอง เพื่อให้มีความพร้อมในการศึกษาต่อในระบบการศึกษาต่อไป หน่วยงานที่เชี่ยวชาญและมีหน้าที่ด้านนี้โดยตรงคือศูนย์การศึกษาพิเศษ
  • ขั้นตอนที่ 4 ต้องการเข้ารับการศึกษาในระบบการศึกษาภาคบังคับที่มีครูผู้สอนที่มีความรู้ความเข้าใจในการสอนเด็กออทิสติก ได้แก่
    • โรงเรียนทั่วไปที่มีห้องเรียนรวม หรือห้องเรียนคู่ขนาน
    • โรงเรียนเฉพาะความพิการ
  • ขั้นตอนที่ 5 ต้องการพัฒนาทักษะด้านอาชีพและได้ทำงานที่มีคุณค่า

ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายที่รับรองให้คนพิการ รวมทั้งเด็กออทิสติก มีสิทธิได้รับสวัสดิการฟรี  ครอบคลุมสวัสดิการต่างๆที่เด็กออทิสติกต้องการในรายการข้างต้น คือ การรักษาพยาบาล การศึกษา การมีงานทำ รวมทั้งสวัสดิการอื่นๆ เช่น เบี้ยยังชีพ การเดินทาง การปรับปรุงที่อยู่อาศัย เป็นต้น  แต่ในทางปฏิบัติ ยังมีความท้าทายอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะการเข้าถึงสวัสดิการเหล่านี้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

การขึ้นทะเบียน

            การขึ้นทะเบียนคนพิการเป็นการรับรองว่าบุคคลนั้นมีสิทธิที่จะได้รับสวัสดิการสำหรับคนพิการ  แต่เด็กออทิสติกจำนวนมากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนคนพิการ ดังตัวอย่างคือ จำนวนเด็กเล็กอายุ 0-6 ปี ที่ขึ้นทะเบียนคนพิการทุกประเภท ยังมีจำนวนน้อยกว่าจำนวนเด็กเล็กออทิสติกอายุ  2-6 ปีที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยแล้ว ดังรายละเอียดข้างล่าง

  • เมื่อเดือนกันยายน 2568 มีเด็กเล็กอายุ 0-6 ปี ที่ขึ้นทะเบียนคนพิการทุกประเภท จำนวน 13,048 คน 
  • ในปี 2567 มีเด็กออทิสติกอายุ 2-6 ปี  จำนวน 18,441 คน

            การไม่ขึ้นทะเบียนทำให้เด็กเสียโอกาสที่จะได้รับสิทธิต่างๆที่ควรได้  เช่น การรักษา การศึกษาพิเศษ  เบี้ยยังชีพ

            เหตุผลประการหนึ่งคือผู้ปกครองไม่นำเด็กออทิสติกไปขึ้นทะเบียนเพราะยังไม่ยอมรับว่าบุตรหลานมีความพิการ และกังวลเรื่องการถูกตีตราจากสังคม

การคัดกรอง วินิจฉัยและบำบัดรักษา

            เด็กออทิสติกที่ได้รับการวินิจฉัยแล้ว ส่วนใหญ่แรกพบอาการตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กที่เข้าเรียนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือเริ่มเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เนื่องจากมีพฤติกรรมที่แตกต่างจากเด็กทั่วไป ผู้ปกครองจึงต้องนำไปพบแพทย์  ส่วนเด็กในพื้นที่ห่างไกล  แม้มีอาการผิดปกติก็มักไม่ได้รับการคัดกรองและตรวจวินิจฉัย

  • ในปี 2567 เด็กเล็กอายุ 2-6 ขวบที่ได้รับการตรวจวินิจฉัยแล้ว มีจำนวน  18,441 คน หรือ ร้อยละ 79.61  ของเด็กเล็กที่คาดว่าเป็นออทิสติกทั้งหมด  นั่นคือ ยังมีเด็กอีกร้อยละ  20.39  ที่ยังเข้าไม่ถึงการตรวจวินิจฉัย

            บุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางในการตรวจวินิจฉัยและบำบัดรักษาเด็กออทิสติกยังมีน้อยและส่วนใหญ่มักอยู่ในเมืองใหญ่ ไม่สามารถทำการคัดกรองเด็กทุกคนได้

            ทางเลือกหนึ่งในการคัดกรอง คือการฝึกอบรมผู้ใกล้ชิดเด็ก เช่น ครูและผู้ปกครอง ให้มีความรู้ในการสังเกตพฤติกรรมของเด็กออทิสติก จะสามารถช่วยคัดกรองเบื้องต้นได้ตั้งแต่เด็กยังเล็ก เมื่อพบเด็กที่มีความเสี่ยงจึงส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญต่อไป

            ในส่วนของการบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง ผู้ปกครองเด็กออทิสติกในพื้นที่ห่างไกลต้องรับภาระหนักเรื่องค่าเดินทางและเวลา บางรายจึงยุติการนำเด็กมาบำบัดรักษา

การศึกษา

            การจัดการศึกษาสำหรับเด็กออทิสติก มีรายละเอียดความท้าทายในการเข้าไม่ถึงบริการดังนี้

  • ศูนย์การศึกษาพิเศษ สอนทักษะที่จำเป็น เช่น ทักษะการช่วยเหลือตนเอง สังคม การสื่อสาร และวิชาการเบื้องต้น  เมื่อเด็กได้รับการพัฒนาทักษะมากพอที่จะเริ่มต้นเรียนหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานได้แล้ว ก็จะออกจากศูนย์ฯไปเข้าระบบการเรียนรวมหรือโรงเรียนเฉพาะความพิการ  แต่ศูนย์การศึกษาพิเศษมีเพียงจังหวัดละ 1 แห่ง ตั้งอยู่ในตัวเมืองและมีหน่วยบริการที่เป็นสาขาในระดับอำเภอ แต่ยังไม่ครบทุกอำเภอ ผู้ปกครองที่อยู่ห่างไกลต้องรับภาระค่าเดินทางและเวลา จำนวนหนึ่งจึงไม่สามารถส่งเด็กเข้าเรียนได้ทุกวัน หรือไม่เข้าเรียนเลย
    • ในปี 2567 ตรวจพบเด็กออทิสติกอายุ 2-6 ขวบ จำนวน 18,441 คน แต่ศูนย์การศึกษาพิเศษรับเด็กอายุ 0-6 ขวบในเทอมที่ 1 ( 1 กุมภาพันธ์ – 31 กรกฎาคม 2567) ได้จำนวน 3,692 คน ส่วนเทอมที่ 2 ( 1 สิงหาคม 2567  – 31 มกราคม 2568)  รับเด็กได้จำนวน 4,501 คน ซึ่งยังห่างจากจำนวนเด็กที่ตรวจพบมาก  ถ้าเด็กทั้งสองเทอมเป็นคนละกลุ่มกันทั้งหมด แสดงว่ามีเด็ก 10,248 คนที่เข้าไม่ถึงบริการของศูนย์ฯ  แต่เป็นไปได้ที่เด็กจำนวนหนึ่งเข้าเรียนทั้งสองเทอม ซึ่งแสดงว่ามีเด็กจำนวนมากขึ้นไปอีกที่เข้าไม่ถึงบริการของศูนย์ฯ
  • โรงเรียนที่มีระบบเรียนรวม เป็นโรงเรียนทั่วไปที่รับเด็กพิเศษมาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยอาจจัดเป็นห้องเรียนรวมหรือห้องเรียนคู่ขนาน โรงเรียนต้องมีครูที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการจัดการศึกษาให้เด็กพิเศษ  ปัจจุบัน ยังมีห้องเรียนคู่ขนานน้อย เพราะมีครูไม่พอ เด็กจำนวนหนึ่งต้องเรียนรวมโดยผู้ปกครองต้องจ้างครูพิเศษมาช่วยดูแลเด็กเอง
  • โรงเรียนเฉพาะความพิการ  เช่น โรงเรียนปัญญานุกูล  รับเด็กบกพร่องทางสติปัญญาเข้าเรียนตั้งแต่อนุบาล 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เป็นโรงเรียนประจำ มีในบางจังหวัด โรงเรียนเปิดรับเด็กออทิสติกที่มีอาการมากด้วย ในบางพื้นที่มีเด็กออทิสติกเข้าเรียนจำนวนมาก จึงมีการจัดตั้งโรงเรียนออทิสติกขึ้นโดยตรง เช่นจังหวัดสุพรรณบุรีในปี 2565 และเชียงใหม่ในปี 2566

            ความท้าทายที่สำคัญของการศึกษา คือ เด็กจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงสถาบันที่ให้บริการ (ทั้งศูนย์การศึกษาเด็กพิเศษ โรงเรียนเรียนรวมและห้องเรียนคู่ขนาน) บุคลากรผู้เชี่ยวชาญมีไม่เพียงพอ เช่น ครูผู้สอนเฉพาะทางด้าน นักฝึกพูด นักกิจกรรมบำบัด และเมื่อเด็กอายุครบ 18 ปี จะต้องออกจากระบบการศึกษาภาคบังคับ

ภาคประชาสังคมและการส่งเสริมการมีงานทำ

            เมื่อเด็กออทิสติกอายุครบ 18 ปี หมดสิทธิ์ใช้บริการระบบการศึกษาภาคบังคับทุกแห่ง  บางคนสามารถศึกษาต่อที่สถาบันอื่นได้ตามศักยภาพของตน แต่เมื่อเรียนจบมีโอกาสหางานทำได้น้อย ส่วนใหญ่ต้องอยู่กับบ้าน

            ผู้ปกครองจำนวนหนึ่งได้รวมกลุ่มกันและจัดตั้งศูนย์บริการคนพิการออทิสติก เพื่อขอรับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการและนำมาใช้ดำเนินงานส่งเสริมพัฒนาอาชีพบุคคลออทิสติก ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบาย พม. ศูนย์บริการคนพิการออทิสติกจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยส่งเสริมให้เด็กออทิสติกใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณค่า และควรได้รับการสนับสนุนมากขึ้น

การสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

            กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พรบ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ และ พรบ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550  มาตรา  21  ให้อำนาจ อปท. จัดบริการได้ตามความต้องการของบุคคลพิการ รวมทั้งออทิสติก ในทางปฏิบัติ อปท. หลายแห่งจัดบริการช่วยเหลือเด็กออทิสติก เช่น จัดรถรับส่งไปเรียนที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ จัดสรรงบประมาณสนับสนุนการขยายหน่วยบริการของศูนย์การศึกษาพิเศษ ช่วยค่าเดินทางไปพบแพทย์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม อปท. บางแห่งกังวลกับกฎระเบียบในการใช้จ่าย จึงไม่ได้จัดบริการให้กลุ่มออทิสติกและคนพิการ

            โดยสรุป ความท้าทายที่มาจากผู้รับบริการ คือ เด็กและและผู้ปกครอง คือ

  • การขาดความรู้ความเข้าใจและทัศนคติของผู้ปกครอง จึงไม่ได้นำเด็กไปขึ้นทะเบียน
  • ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้ไม่สามารถนำเด็กไปบำบัดรักษาหรือเข้ารับศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะ

            ในส่วนของหน่วยงานผู้ให้บริการ ทั้งหน่วยราชการ อปท. และภาคประชาสังคม มีความท้าทายคือ

  • หน่วยงานด้านการแพทย์และการศึกษา ยังมีบุคลากรเฉพาะทางไม่เพียงพอ
  • ขาดงบประมาณในการกระจายการให้บริการ
  • ระเบียบการใช้จ่ายเงินที่ไม่ยืดหยุ่น

แนวทางพัฒนาในอนาคต 

  • การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในระดับชุมชนท้องถิ่น ทั้งด้านสาธารณสุข ครู และผู้ปกครองให้มีทักษะเบื้องต้นในการคัดกรองเด็กทุกคนตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก จะช่วยให้พบเด็กออทิสติกได้เร็วและเริ่มฝึกทักษะได้ทันที
  • การสนับสนุนให้ อปท. มีบทบาทในการจัดบริการให้เด็กออทิสติกมากขึ้น โดย
    • สร้างความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบกฎหมายที่กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ อปท. กับคนพิการ
    • ถอดบทเรียนตัวอย่างของ อปท. ที่จัดทำบริการให้แก่เด็กออทิสติกและเผยแพร่
  • การเพิ่มจำนวนครูที่มีความสามารถในการสอนเด็กออทิสติก โดยการจัดอบรมเพิ่มเติม หรือบูรณาการวิชาการสอนเด็กออทิสติกในหลักสูตรการศึกษาของนักศึกษาครู
  • สนับสนุนการทำงานขององค์กรผู้ปกครองเพิ่มขึ้น
  • รณรงค์ส่งเสริมการขึ้นทะเบียนคนพิการ

+++++++++++++++++++++++++++++

เอกสารอ้างอิง

กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

https://dep.go.th/images/uploads/files/Dashboard042568.pdf

ชดาพิมพ์ เผ่าสวัสดิ์ “โรคออทิสติก (Autism Spectrum Disorder)” เวบไซต์ สถาบันราชานุกูล  อัพเดตเมื่อ 27 มีนาคม 2568 https://th.rajanukul.go.th/academic/academics-data/mdg/1/381

 สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล, ออทิสติก ต้นทุนทางเศรษฐกิจและความท้าทายสังคมไทย กรุงเทพธุรกิจ 22 กันยายน 2562

กฤษฎาดนุเดช วงศ์เวชวิวัฒน์ และคณะ “การศึกษาต้นทุนของกลุ่มอาการออทิซึมสเปกตรัมโดยการเก็บข้อมูลแบบไปข้างหน้า ณ โรงพยาบาลยุวประสาทไวทโยปถัมภ์“   2565 https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmht/article/download/256446/174591/1013913

กรมสุขภาพจิต  เด็กปฐมวัย 0-5 ปี  https://cloud-atg.moph.go.th/promote/sites/default/files/การดำเนินงานhttps://hdc.moph.go.th/center/public/standard-report-detail/e959959205e37be069751dbbe9937802สุขภาพจิตตามกลุ่มวัย.pdf

ร้อยละของผู้ป่วยโรคออทิสติกเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน กรมสุขภาพจิต  ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข https://hdc.moph.go.th/center/public/standard-report-detail/e959959205e37be069751dbbe9937802

รายงานการพิจารณาศึกษาเรื่องบัตรประจําตัวคนพิการของคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรีผูสูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา  2568

สำนักงานสถิติแห่งชาติ การสำรวจความพิการ พ.ศ. 2565 https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2023/20230725162812_14118.pdf

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สวัสดิการและบริการสำหรับเด็กพิการ: สถานการณ์ ความท้าทายและแนวนโยบาย https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2022/05/Services-for-CWD-20-May.pdf

สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานรายงานข้อมูลนักเรียนพิการเรียนรวม แยกเขตพื้นที่การศึกษา จำแนกตามประเภทความพิการ เพศ ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2568 http://specialbasic.specialset.bopp.go.th/specialbasic/download/studentall_deform_2568_1.pdf

เอกสารจำนวนนักเรียนรับจริงจำแนกตามประเภทความพิการ ณ 31 มกราคม 2566 ของศูนย์การศึกษาพิเศษ http://www.specialset.bopp.go.th/set_index/re_center/student/2565/2/table3.pdf

จิตราพร แก้วพรม  “การเรียนรวม : แนวทางใหมในการจัดการศึกษาสําหรับเด็กออทิสติก“ เอกสารประกอบการประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 2 “GRADUATE SCHOOL CONFERENCE 2018”   http://journalgrad.ssru.ac.th/index.php/miniconference/article/view/1711/1590

เพ็ญทิพา แจ่มจันทร์เกษม “นวัตกรรมสังคมเพื่อการดูแลบุคคลออทิสติกในประเทศไทย” ดุษฎีนิพนธ์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต 2564

ธนภรณ์ โคตรสมบัติ  “บทบาทของศูนย์พัฒนาเด็กพิเศษกับการขัดเกลาทางสังคมเด็กออทิสติก กรณีศึกษา ศูนย์การเรียนพรวลัย จังหวัดลำปาง“ รายงานการศึกษาเฉพาะบุคคล ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร 2565

พฤกษา พุฒิศรีเมธี, กฤชวรรธน์ โล่ห์วัชรินทร์  ศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการขององค์กรปกครองท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jber/article/download/242742/166332

#####################

เรียบเรียงโดย

ปรีดา ศิริสวัสดิ์

คณะทำงานขับเคลื่อนนโยาบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า