17 ปี บนเส้นทางสู่ห้องเรียนขอบฟ้ากว้างของคนพิเศษ

++++++++++++++++++++

บทสัมภาษณ์ อาจารย์สายชล  สิงห์สุวรรณ

มูลนิธิขอบฟ้ากว้างเพื่อบุคคลพิเศษ

จากจุดเริ่มต้นที่ไม่มีความรู้เรื่องเด็กพิเศษ

“จุดเริ่มต้น ณ ตอนนั้น อาจารย์สายชล สิงห์สุวรรณ เป็นครูแนะแนว อยู่ในโรงเรียนเทศบาลวัดกลาง สังกัดเทศบาลนครขอนแก่น  ต้องทำงานกับเด็กทุกกลุ่ม ต้องสอนในชั้นเรียน จัดกิจกรรมนอกเวลากับเด็กเก่ง เด็กกิจกรรม โรงเรียนนี้ได้ขยายโอกาสเปิดถึงชั้นมัธยมปลายเป็นโรงเรียนแรกของเทศบาลในประเทศไทย  แต่เด็กไม่มีความมั่นใจ เพราะถูกติดป้ายไปแล้วว่า เป็นเด็กมัธยมปลายจากโรงเรียนเทศบาล เราก็มาคิดว่า จะทำยังไงให้เขาภูมิใจในความเก่งในแบบที่เขาเป็น สร้างกลุ่มนี้จนกระทั่งเด็กกลุ่มนี้ไปต่อได้ดี“

“ต่อมา ก็มาพบปัญหาว่า ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ถูกออกจากระบบ เด็กก็ดูดีอยู่นะ นิสัยก็ดี แต่เอ๊ะทำไมถึงติดศูนย์ (0) ร  มส ถูกออกจากระบบต่อหน้าต่อตา ไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไร เมื่อแก้ไม่หมด แก้ไม่ได้ ไม่ทันเวลา ต้องเรียนซ้ำชั้น ถ้าไม่ยอมซ้ำชั้นก็ต้องไปหาเรียนที่อื่น หรือ ถ้ายอมอยู่ต้องแก้ให้ได้เพื่อให้เลื่อนชั้นขึ้นไป ก็แล้วแต่ความเมตตาของครู และพบว่า เด็กนักเรียนกลุ่มนี้จำนวนมากมีปัญหาด้านพัฒนาการบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) การอ่าน-การเขียน หรืออ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  ซึ่งในช่วงเวลานั้น  สังคมในโรงเรียนเองยังไม่ได้มีการรับรู้  ไม่ชัดเจนว่าเด็กพิเศษเป็นยังไง เขาไม่ปกติอย่างไร หรือเห็นถึงความสำคัญของปัญหาเด็กที่มีพัฒนาการบกพร่องเรียนรู้ “

อ.สายชล สิงห์สุวรรณ  ประธานมูลนิธิขอบฟ้ากว้างเพื่อบุคคลพิเศษ ย้อนอดีตให้ฟัง

“ ตอนนั้นองค์ความรู้เรื่องเด็กพิเศษเราก็ไม่รู้ ไม่มีใครรู้ รู้กันน้อยมาก พวกครูธรรมดาจะไม่ได้เรียนเรื่องนี้มาเลย หลักสูตรวิชาชีพไม่ได้มีเรียนเรื่องนี้ นอกจากว่าไปเรียนเอกการศึกษาพิเศษ ถึงจะรู้เรื่องเด็กพิเศษ” 

“การไม่ยอมรับเด็กพิเศษ ในช่วงนั้น โรงเรียนดังแห่งหนึ่งในเมืองขอนแก่น ถึงขั้นที่ไม่ยอมรับเด็กพิเศษเข้าไปเรียน เพราะว่าจะทำให้คะแนนสอบโอเนตของโรงเรียนตกต่ำลง โรงเรียนนี้จึงไม่อยากรับเด็กพิเศษเหล่านี้เข้าไปเรียนร่วมกับเด็กปกติในโรงเรียน”

“หลังจากที่ได้มีการพุดคุยแลกเปลี่ยนกับคุณหมอที่โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่น และครูบัวเรียน (ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ที่อนุญาตให้มูลนิธิขอบฟ้ากว้าง ใช้เป็นที่ตั้งในปัจจุบัน) ครูบัว มีความรู้เรื่องเด็กพิเศษ จากที่ได้ไปอบรมเกี่ยวกับเด็กพิเศษ เป็นเวลา 1 เดือน และก็กลับมาทำงานกับเด็กพิเศษ  ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือ LD และเด็กออทิสติค“

LD ย่อมาจาก Learning Disorder หรือ โรคบกพร่องทางการเรียนรู้ เป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่ทำให้เด็กมีปัญหาเฉพาะด้านการเรียนรู้ เช่น การอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ แม้ว่าสติปัญญาจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ เด็ก LD จะเรียนรู้ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันอย่างน้อย 2 ชั้นปีในทักษะที่บกพร่อง โดยมีความยากลำบากในการประมวลผลข้อมูลที่เกี่ยวกับทักษะเหล่านั้น

 ออทิสติค Autism Spectrum Disorder หรือ ASD คือ ภาวะความผิดปกติของการพัฒนาการทางสมองที่ส่งผลกระทบต่อการสื่อสาร และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม รวมถึง มีพฤติกรรมซ้ำๆ หรือสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษ อาการจะแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล โดยมักแสดงออกในวัยเด็กเล็ก และหากได้รับการวินิจฉัยและบำบัดรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้

“เมื่อ 20 ปีก่อน มืดเลย ไม่รู้เรื่องนี้เลย เริ่มรู้มากขึ้นจากที่ได้คุยกับคุณหมอว่า เด็กเขาติดขัดที่ระบบภายในสมอง เด็กไม่สามารถที่จะอ่านและคิดคำนวณ บางคนมีอาการทั้งสองอย่าง บางคนคิดคำนวณได้ แต่อ่านไม่ได้  สอนอย่างไรก็ไม่สามารถอ่านได้ สอนสะกดพยัญชนะ เขาก็ไม่สามารถสะกดได้ บางคนต้องสอนซ้ำๆ เป็นพันๆครั้ง ถ้าครูมีความอดทนมากพอ” 

“หลังจากนั้น ก็ทิ้งงานกิจกรรมกับเด็กปกติ แล้วมาทำงานกับเด็กพิเศษ มีเวิรค์ช้อปที่ไหน ก็จะขอเข้าไปเรียนรู้ ขอตั้งคำถามว่าทำไมเด็กเป็นแบบนี้ ทำอย่างไรจึงจะช่วยเขาได้ พอดีมารู้จักกับครูบัวเรียน ที่อกหักผิดหวังจากโรงเรียนใหญ่ในจังหวัด ที่ไม่ต้องการเด็กพิเศษ ก็เลยออกจากที่นั่นมา แล้วมาทำงานที่เดียวกัน ก็เลยทำงานใกล้ชิดกันมากขึ้น”

“จนกระทั่งที่โรงเรียนเทศบาลวัดกลางมีการจัดการเรียนร่วมในชั้นปกติ เพราะทางศูนย์การศึกษาพิเศษ เขต 9 ทราบว่าครูบัวเรียนย้ายมาที่นี่และยังยินดีที่จะรับเด็กพิเศษมาร่วมชั้น ประกอบกับผู้บริหารเทศบาลนครขอนแก่น  สนใจแนวการศึกษาทางเลือก ได้มีการจัดอบรมให้กับบุคลากรทางการศึกษาของเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อเปิดกว้างด้านการศึกษา โดยเชิญ อาจารย์วิศิษฐ์  วังวิญญู มาเป็นวิทยากร เพื่อเปิดโลกแห่งการเรียนรู้”

อาจารย์สายชล กล่าวว่า “ การแลกเปลี่ยนจากภายในจริงๆ เราไม่ได้ไปเปลี่ยนการศึกษาอะไร แต่เรามาเปลี่ยนตัวเรานี่แหละ เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนในสิ่งที่ไม่กล้าทำอะไร ก็มาลองดูซิว่าเราจะทำอะไรได้”  ตลอดทั้งได้ไปเรียนหลักสูตรจิตปัญญา กับอาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู ที่เชียงราย เป็นเวลา 1 เดือน หลังจากนั้น กลับมาริเริ่มทำห้องเรียนใหม่

จึงนำมาสู่การจัดห้องเรียนใหม่สำหรับเด็กพิเศษ ตอนนั้นเทศบาลนครขอนแก่นมีโรงเรียนในความดูแลจำนวน 11 โรงเรียน และเริ่มจัดรูปแบบการเรียนการสอนแบบขอบฟ้ากว้าง ในโรงเรียน จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนเทศบาลวัดกลาง โรงเรียนเทศบาลโนนทัน โรงเรียนเทศบาลหนองใหญ่ ในที่สุดก็เหลือโรงเรียนเทศบาลวัดกลางเพียงแห่งเดียวที่ยังสามารถดำเนินการต่อเนื่องมาถึง 17 ปี ที่มีความพร้อมจะนำการจัดห้องเรียนรูปแบบ  “ขอบฟ้ากว้าง“ มาจัดรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ เริ่มตั้งแต่ชั้น ป.1 จนถึง ม.3 และแยกกลุ่มการเรียนตามช่วงชั้นของเด็ก ซึ่งปัจจุบันมีครูประจำชั้น จำนวน 5 คน จำนวนนักเรียน 43 คน

ห้องเรียนร่วม 

“ก่อนที่จะมาถึงห้องเรียนขอบฟ้ากว้างนั้น คณะของเราทดลองทำห้องเรียนร่วม ห้อง 3/8  เป็นห้องเรียนสุดท้ายที่ใครๆ ก็ไม่เอา  เป็นเด็กชั้นมัธยมต้น ม.3 ซึ่งเป็นห้องที่รวมของเด็กสารพัด ที่มาอยู่ในห้องเรียนนี้ อาทิเช่น เด็กหลังห้องก็อยู่ตรงนี้ ไม่มีใครอยากมาสอน เด็ก LD ฯลฯ เด็กพวกนี้ถูกผลักมาเรื่อยๆ จนมารวมกันอยู่ห้องนี้ ส่วนด้านการเรียนที่ผ่านมาได้นั้น เพราะคนไหนเก่ง มีงานส่ง ครูก็จะเขียนลงช่องให้ผ่าน เอาแค่ผ่านฉันก็พอแล้ว แต่ไม่ได้รู้จริง อ่านไม่ได้ เด็กไม่ได้ถูกแก้ปัญหา จบไปทั้งที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้นั้นแหละ”

“ตอนนั้น อาจารย์วิศิษฐ์ วังวิญญู ก็มาทำโครงการกับเด็กห้อง 3/8 จนกระทั่งเกิดความเปลี่ยนแปลง จากเด็กทั้งหมดจำนวน 35 คน ที่เคยมีสถิติว่า ห้องนี้จะจบเพียงแค่ 5 คน แต่พอทำกิจกรรม ก็ประหลาดมาก เกิดการเปลี่ยนแปลงคือ ที่ไม่จบก็เหลือเพียงแค่ 5 คน การจัดกระบวนการเรียนการสอน เช่น ยอมรับเขา เขาได้รับการดูแลเอาใจใส่ ครูให้โอกาสไม่ทิ้งเขา  ส่วนเด็กที่ไม่จบ ก็เป็นเด็กที่เขามีปัญหาอื่นๆจริง ห้อง 3/8 ทดลองทำอยู่ 1 ปี ก็พบว่า ทำต่อไปก็จะไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นทาง หากจะทำต่อ เราต้องไปช้อนเอาเด็กเหล่านี้มาตั้งแต่เล็กเลย ถึงจะสามารถพัฒนา และปรับเปลี่ยนเด็กเหล่านี้ได้จริง”

กว่าจะเป็น ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง 

“หลังจากนั้น ก็เลยมาวิเคราะห์กันว่า ถ้าเราจะยังมาทำ 3/8 ไปเรื่อยๆ คงไม่ได้หรอก เหนื่อยตาย แล้วเด็กที่ตกหล่นอยู่ตามรายทางจะทำยังไง  จึงเป็นที่มาที่ไป มาเริ่มทำห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง ชื่อ “ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง” อาจารย์วิศิษฐ์  วังวิญญู เป็นผู้ตั้ง มีความหมายว่า การศึกษาที่กว้าง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะในห้องเรียน แล้วการที่เราพาเด็กทำกิจกรรม พาไปข้างนอก ไปนั่นไปนี่ หลายที่หลายทาง เพื่อให้เด็กเขาเกิดการตื่นรู้จากข้างใน เกิดการอยากเรียนรู้ อย่างไม่จำกัด แล้วเด็กพวกนี้ ไม่มีแบบเรียน ไม่ใช่อยู่แต่ในห้องเรียน ไม่ใช่ไปเรียนอย่าง 3/8 ไม่ได้ถูกแก้ปัญหาทั้งหมด ยังต้องเรียนภาษาไทย 1 ชั่วโมง ชั่วโมงต่อไปเลขคณิต ชั่วโมงต่อไปวิชาอื่น เด็กกลุ่มนี้เขาไม่ทัน เรียนแบบเด็กคนอื่นไม่ได้ จะวัดผลอย่างไร“

“ช่วงปีพ.ศ. 2551 – 2552  การเตรียมความพร้อมที่จะเปิดห้องเรียนรูปแบบใหม่  มีการประชุมปรึกษาหารือกับผู้ปกครอง จนกระทั่งปีการศึกษา 2553 ก็เริ่มเปิดห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง แต่ก่อนหน้านั้น ช่วงที่ไปอบรมที่เชียงรายเป็นเวลาถึง 1 เดือน ก็มีการศึกษาเกี่ยวกับกฎหมาย พระราชบัญญัติการศึกษาฯ กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่าถ้าเราจะทำห้องเรียนรูปแบบนี้ในโรงเรียน จะทำได้ไหม มีวิธีไหนที่จะทำได้ ที่ไม่ใช่รูปแบบการศึกษาพิเศษ ซึ่งรูปแบบการศึกษาพิเศษ จะเป็นศูนย์การศึกษาพิเศษที่แยกสอน มีครูการศึกษาพิเศษ แล้วเขาพัฒนาเด็กให้พร้อม แล้วส่งออกไปเรียน ชั้น ม.1 2 3 4 5 ลำดับต่อไป เรียนร่วมก็คือ เรียนกับเพื่อนปกติ วันละ 1-2 ชั่วโมง แล้วกลับมาเรียนกับครูพิเศษ ไม่เกิน 3 ชั่วโมงอย่างน้อย ซึ่งก็ไม่ตอบโจทย์รูปแบบของเรา และเราก็ไม่มีครูตำแหน่งการศึกษาพิเศษด้วย“

“กระบวนการเตรียมความคิดกับผู้ปกครอง เชิญผู้ปกครองมาพูดคุย ว่าเราจะทำโครงการแบบนี้ ลูกของคุณจะต้องออกจากชั้นเรียน มาอยู่กับโครงการของเราเพื่อมาฟื้นฟูเขาเป็นพิเศษเฉพาะการเรียนรู้ แต่เราไม่รับรองว่าลูกของเขาจะเปลี่ยนแปลงถึงขนาดที่จะกลับไปเรียนอยู่ในชั้นเรียนปกติได้  แต่เราจะทำให้ดีที่สุด มีพื้นที่ให้เขาเรียนอย่างมีความสุข อาจจะฟื้นฟูเกิดการเรียนรู้ได้ระดับไหน เราจะทำสุดกำลังของเรา แล้วจะเรียนรู้ไปกับเขา เพราะเราเองก็ไม่รู้มากไปกว่าผู้ปกครอง และครูปัจจุบัน เราก็เรียนรู้ใหม่ไปด้วยกัน สรุปผู้ปกครองก็เห็นดีด้วย ในปีแรกที่เปิดห้องเรียน มีเด็กมาเรียนจำนวน 26 คน”

“เรายังมีการสร้างความเข้าใจร่วมกับผู้ปกครอง ถึงการมีส่วนร่วมว่า ไม่ใช่ว่าคุณเอาเด็กมาทิ้งไว้ให้กับครู แล้วคุณจะรอรับแต่ความสำเร็จ แต่เราจะต้องทำไปด้วยกัน ถ้ามีกิจกรรมอบรม กิจกรรมต่างๆ ผู้ปกครองก็ต้องมาร่วมด้วย เช่น กิจกรรมไหว้ครู กิจกรรมวันแม่ ฯลฯ ที่จัดเฉพาะของเราเล็กๆ”

“ครั้นพอต้องทำ MOU ให้มีโครงการนี้เท่านั้น กลับมีกระแสไม่มีใครอยากให้ทำ ไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีเด็กพิเศษแบบนี้ เด็กแย่ๆ อย่างนี้ในโรงเรียน แต่เราก็ยังดำเนินการต่อ เราดึงครูมาเข้าโครงการนี้ ซึ่งเป็นครูที่เยี่ยมๆ ครูวิทยาศาสตร์มือหนึ่ง ครูสังคมมือหนึ่ง แล้วครูบัวเรียนเป็นครูที่สอนอ่านออกเขียนได้มือหนึ่ง  ครูในโรงเรียนจึงไม่พอใจว่า ทำไมเอาครูดีๆ มาสอนเด็กแบบนี้   เราก็ต้องมั่นคง ไม่หวั่นเสียงใดๆ ทำตามแบบที่เรามุ่งมั่นต่อไป   นอกจากครูที่ทำงานขอบฟ้ากว้างอย่างเดียว ต่อมาก็มีกลุ่มครูบรรจุใหม่ มาประกบไปด้วยกับครูรุ่นอาวุโส แบบเรา และน้องๆ ก็อยู่มาจนทุกวันนี้“

”หลังจากที่ทำผ่านไป 1 เทอม แล้วมีการประเมินผลร่วมกัน พ่อแม่เด็กนี่พรั่งพรูแย่งกันพูดว่า ลูกเปลี่ยนแปลงยังไง คนนั้นเปลี่ยนอย่างนั้น คนนี้เปลี่ยนอย่างนี้ คือ เหมือนเด็กมีพื้นที่ แล้วมีครูที่เข้าใจ ฉันไม่ต้องไปแข่งกับใคร ฉันสบายใจ ไม่ถูกบูลลี่  แต่ระบบยังไม่ได้ดี ในปีแรกเป็นแบบลองทำก่อน เช่น พาเด็กเดินไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด ซื้อตั๋วให้เด็กไปดูหนังด้วยกัน ทำอะไรสารพัดที่เขาไม่ทำกัน เราก็พาไปหมด จึงเกิดคำถามจากเสียงสังคมว่า ลงทุนมากไปไหมกับเด็กพวกนี้ และมีความพยายามจะไม่ให้โครงการนี้ไปต่อ โดนต่อต้านสารพัดในช่วงแรก“

”การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กพิเศษ ก็มีพัฒนาการมาตามลำดับ การออกแบบ การค้นหากิจกรรมใหม่ๆ การทดลองกิจกรรม เพื่อให้เด็กมีสมาธิ มีความนิ่ง  ครูก็จะนิ่งไปด้วย เพื่อให้เกิดการจัดระบบได้จริง หลังจากนั้น ก็มีการสรุป การปรับระบบ ปรับหลักสูตรภายใน การออกไปข้างนอกน้อยลง แต่ก็จะมีบ้าง หรือท้ายที่สุด ก็ปรับเปลี่ยน เพิ่มรูปแบบค่ายธรรมชาติ เริ่มมาทำในปีที่ 2  ซึ่งก็มาจากการศึกษาแนวทางเลือก แนววอลดอร์ฟ  และคิดว่า ค่ายธรรมชาติ จะช่วยเด็กพิเศษได้ ก็เลยจัดค่ายศึกษาธรรมชาติ พาเด็กและผู้ปกครอง ไปจัดค่ายในพื้นที่อุทยาน ทำกันแบบงงๆ ไปก่อน”

วอลดอร์ฟ คือ แนวทางการศึกษาทางเลือก ที่เน้นการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้านทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยมีเป้าหมายให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลย์ วิธีการสอนบูรณาการวิชาการเข้ากับกิจกรรมต่างๆ เช่น ดนตรี วาดภาพ เล่านิทาน และการเคลื่อนไหว เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง

“หลังจากปีแรก เราเห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นการตื่นของเด็กออทิสติค ที่ไม่มีปฏิสัมพันธ์ ไม่พูด ไม่อยากพูดกับใคร ไม่สนใจอะไรกับใคร ไปเห็นภูเขา ก็ร้องตะโกนอย่างตื่นเต้น ที่ได้เห็นภาพธรรมชาติจริงๆ ที่ไม่เคยเห็น  น่าจะเป็นสิ่งที่เขาขาด  จนถึงกับขอโทรศัพท์ ไปหาเพื่อนที่ไม่ได้มา จากเด็กออทิสติคที่ ไม่เคยคิดว่าเขาจะมีสัมพันธภาพได้ กลับเป็นคนคิดถึงเพื่อนที่ไม่ได้มาด้วย   เรามีความรู้สึกว่า ธรรมชาติภูเขาทำให้เด็กแบบจุดติดเลยเหรอ  คือ มหัศจรรย์ การที่เราค้นพบการเชื่อมโยงกับธรรมชาติอย่างมีคุณภาพ เราก็ทำมาอย่างต่อเนื่อง”

“บทเรียนการจัดค่ายธรรมชาติ  ตอนแรกผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองไม่ได้ไปด้วย แต่ภายหลังที่ต้องให้ผู้ปกครองไปด้วย ไปกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แล้วก็มีการทำกิจกรรมแยกกัน ทำให้พ่อแม่ มีโอกาสได้คุยกัน จึงเกิดเป็นห้องเรียนพ่อแม่ในค่าย เกิดการจัดรูปแบบกิจกรรมที่ลงตัว เราก็จะแยก 2 ส่วน (1) ช่วงเราทำกิจกรรมร่วมกันพ่อแม่และเด็ก (2) ช่วงแยกพ่อแม่เรียนรู้ส่วนพ่อแม่ เด็กเรียนรู้ส่วนเด็ก”

“กิจกรรมส่วนเด็ก เราก็ปล่อยไปกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯได้เลย เพื่อไปทดสอบว่าเขาสามารถฟังคำสั่งคนอื่นได้ไหม ใช้ชีวิตได้ไหม ฝึกทักษะสังคมกับคนอื่น ผลที่ออกมา เจ้าหน้าที่อุทยานต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า บอกง่าย เชื่อฟัง สามารถทำตามคำสั่งได้ ไม่ออกนอกกรอบ  เหมือนว่ากลัวตายเหมือนกันนะเด็กพวกนี้ การจัดค่ายธรรมชาติ ใช้เวลา 3 วัน เป็นอย่างน้อย บางค่าย ก็ใช้เวลาถึง 3 คืน 4 วัน การจัดรูปแบบค่ายธรรมชาติ ได้จัดมาแล้วทั้งสิ้น จำนวน 28-29 ครั้ง“

“การปรับหลักสูตรให้เหมาะสม ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง  พัฒนาจากระบบการสอนในห้องเรียน จนกระทั่งเข้าสู่ระบบแผนพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนเทศบาลนครขอนแก่น เพื่อที่จะทำแผนใช้งบประมาณ ที่นี้พอทำได้ ซึ่งในสมัยนั้น นายกเทศมนตรีนครขอนแก่นคือ คุณพีระพล พัฒนพีระเดช ก็อยากจะให้ ทั้ง 11 โรงเรียน ที่อยู่ในสังกัดเทศบาล ได้รับรู้ ถ้าทำได้ ค่อยๆ ทำขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อให้มีห้องเรียนแบบนี้รองรับเด็กพิเศษ  ณ ตอนนั้น ที่เริ่มทำห้องเรียนแบบขอบฟ้ากว้าง มีด้วยกัน 3 โรงเรียน คือ โรงเรียนเทศบาลวัดกลาง โรงเรียนเทศบาลโนนทัน และโรงเรียนเทศบาลหนองใหญ่ ซึ่งแต่ละโรงเรียน ก็มีใจอยู่นะ เพียงแต่ว่า ภายในโรงเรียนเขามีปัญหาไม่เอาเหมือนกับเรา เราดื้อ เราไม่ยอมแพ้  ของเรามีครูถึง 4 คน อีกสองโรงเรียนเขาพยายามทำมาได้ 2 ปี  ก็ไม่มีพลังพอ เพราะมีครูแค่ 2 คน แล้วเงื่อนไขในโรงเรียนเขา เป็นโรงเรียนเล็กกว่าโรงเรียนวัดกลาง ภารกิจต่างๆ ของครูมีมาก ครูต้องวิ่งทำงานทั้งส่วนกลาง แล้วยังต้องมาดูห้องเรียนห้องนี้ด้วย สอนวิชาของตัวเองด้วย ซึ่งบริบทแต่ละโรงเรียนไม่เหมือนกัน เขาก็เลยไปต่อไม่ได้“ 

”ที่โรงเรียนเทศบาลวัดกลาง ครูห้องเรียนนี้มีความเต็มใจ โดยมีครู 4 คนที่อยู่สอนมาต่อเนื่อง ปัจจุบัน มีครูประจำห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง จำนวน 5 คน นักเรียนจำนวน 43 คน ข้อกังวลของเรา คือว่า หากมีการปรับเปลี่ยนผู้บริหาร หรือผู้บริหารไม่เอาด้วย แต่ห้องเรียนขอบฟ้ากว้างก็เป็นที่เชิดชูหน้าตาของโรงเรียนและเทศบาล เพราะได้รับรางวัลระดับประเทศ มาตลอดทุกปี อย่างล่าสุดได้รางวัลมา เราก็นำมาจัดกิจกรรมวารีบำบัด จัดพาเด็กนักเรียนห้องขอบฟ้ากว้าง ไปว่ายน้ำ และกิจกรรมพัฒนาศักยภาพทางศิลปะและอาชีพ“

มูลนิธิขอบฟ้ากว้างเพื่อบุคคลพิเศษ

มูลนิธิฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560  ด้วยความร่วมมือของผู้ปกครองห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง และโรงเรียนเทศบาลวัดกลาง เพื่อรองรับเด็กที่จบจากห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง เพราะเมื่อนักเรียนจบการศึกษาภาคบังคับจากห้องเรียนนี้แล้ว ส่วนหนึ่งไม่มีที่ไป ทั้งที่บางคนยังต้องการโอกาสในการพัฒนา ทั้งในส่วนของเด็ก และผู้ปกครอง 

ดังนั้น กลุ่มผู้ปกครองจึงได้หารือกัน  และเห็นร่วมกันว่าควรที่จะมีการก่อตั้งองค์กรเพื่อดูแลเด็กพิเศษที่โตเป็นผู้ใหญ่พิเศษ หรือบุคคลพิเศษ เพื่อให้พัฒนาศักยภาพด้านทักษะชีวิตและอาชีพ อย่างน้อยคือดูแลช่วยตนเองได้ ลดการพึ่งพาคนอื่นในชีวิตปกติ และอาจจะเพิ่มความสามารถด้านอาชีพตามศักยภาพความพร้อมของเด็กแต่ละคน รวมถึงผู้ปกครองด้วย

“ช่วงแรกเริ่ม มีการก่อตั้งองค์กรในรูปแบบชมรมผู้ปกครอง กลุ่มผู้ปกครองขอบฟ้ากว้าง ก็ไม่ได้รับการยอมรับจากที่ไหนเลย จึงคุยกันว่าเราต้องมีองค์กรที่ชัดเจน เพราะว่าเด็กจะต้องได้รับสิทธิของเขา เราจะต้องมีกองทุนอะไรสักอย่าง  ไม่ใช่หวังจะพึ่งแต่เทศบาล เมื่อเด็กจบจากโรงเรียนแล้ว เทศบาลก็หมดหน้าที่ของเขาในการจัดการศึกษาระดับพื้นฐาน  เราต้องมีเงินสำหรับมาบริหาร ส่วนองค์กรจะเป็นสมาคม หรือจะเป็นมูลนิธิ เราได้ศึกษารูปแบบสมาคมของออทิสติคจังหวัดขอนแก่น  ที่เขาทำมาก่อน เราเห็นข้อจำกัดที่ความเป็นสมาคมต้องจ่ายค่าสมาชิกรายปี ซึ่งพวกเราคงไม่ไหว  ดังนั้น จึงสรุปว่า จัดตั้งเป็นมูลนิธิที่มีกองทุน สามารถให้กลุ่มผู้ปกครองทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่คิดว่าเกิดประโยชน์ โดยคณะกรรมการช่วยกันคิดว่าเด็กในเครือข่ายของเราต้องการพัฒนาตรงจุดไหนเพิ่มขึ้น  องค์กรที่มีสถานะทางกฎหมายรับรองสามารถระดมการสนับสนุนช่วยเหลือจากสังคมได้ สุดท้ายก็มาลงตัวที่ มูลนิธิขอบฟ้ากว้าง มีเพื่อนอาจารย์สายชลที่ใจบุญ ได้สนับสนุนเงินจัดตั้งมูลนิธิฯ จำนวน 250,000 บาท จนสามารถจดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิฯจนสำเร็จ  ส่วนครูบัวเรียนไม่ขอเป็นกรรมการมูลนิธิฯ แต่ได้อนุญาตให้ใช้ที่ดินเป็นสถานที่ตั้งมูลนิธิฯ ซึ่งได้ดำเนินการกิจกรรมต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน”

“ถ้าเราหาเงินได้แล้ว เราก็ค่อยๆ พัฒนากันไป เพราะว่าเด็กที่จบจากม.3 ถ้าไม่ได้ทำงานอาชีพ แล้วกลับไปอยู่บ้าน กลายเป็นเสียแรงงานสองแรง เมื่อตอนเด็กยังเรียนที่ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง พ่อแม่ได้ไปทำงานหาเงิน แต่เมื่อเด็กจบม.3 พ่อหรือแม่ต้องเฝ้าลูก ทิ้งไว้ที่บ้านคนเดียวก็อันตราย จะพาไปทำงานด้วยก็ไม่ได้ เขาไม่ให้เอาไปด้วย   บางคนที่มีพัฒนาการดี จนกระทั่งเข้าไปเรียนอาชีวะ หรือ เทคนิคได้ แล้วสามารถที่จะทำงานได้ ตรงนี้ก็หมดห่วงแล้ว  แต่พวกที่ไปต่อไม่ได้ จะทำยังไง ถ้ากลับไปอยู่บ้านก็จะถดถอยแน่นอน  ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์สัดส่วนที่ไปต่อได้ ถ้าเด็กที่มาหาเราตั้งแต่เด็กๆ เลย 1ต่อ2 จะได้รับการพัฒนาที่ดี แล้วส่วนใหญ่ก็ไปต่อได้  นอกจากว่า เขาบกพร่องภายในมากๆ จริงๆ”

“ ปัจจุบัน มูลนิธิฯ มีเด็กที่ดูแลอยู่  จำนวน 22 คน ดูแลแบบเช้าไปเย็นกลับ ผู้ปกครองมาส่ง แล้วตอนเย็นมารับกลับบ้านหมุนเวียนกันเข้ามาจำนวน 10 คน และอีก 10 คนก็ไม่ได้มาทุกวัน  เป็นเด็กโตที่ขาดพัฒนาการ  ไม่ได้รับการพัฒนาแต่แรก เพราะตอนนั้น พ่อแม่เองก็ขาดองค์ความรู้เรื่องนี้  แต่เด็กที่มาที่นี่ เขายังพอดูแลตัวเองได้ ขนาดที่ว่าทำอะไรกินเองได้ ช่วยงานได้บางอย่าง  ไม่ถึงกับว่าต้องนั่งรอให้ป้อนข้าวป้อนน้ำ ช่วยกวาดใบไม้ สามารถช่วยงาน ตามคำสั่งของเราได้ เพียงแต่ว่าอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้”

ผังพัฒนาการ

จากห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง  สู่มูลนิธิขอบฟ้ากว้างเพื่อบุคคลพิเศษ

กิจกรรมฝึกทักษะด้านอาชีพ ทางเลือกของผู้ปกครองและเด็กพิเศษ

(1)โรงไม้สำหรับแปรรูปงานไม้  ที่นำไม้พาเลตมาทำผลิตภัณฑ์ งานศิลปะที่เด็กพิเศษเขาจะมาร่วมทำได้ เช่น งานขัดไม้ งานวาด ฯลฯ ในส่วนของงบลงทุนมาจาก มาตรา 35 สิทธิของผู้พิการ เงื่อนไขที่สถานประกอบการที่มีคนงาน 100 คนต้องจ้างผู้พิการ 1 คน หรือต้องส่งเงินเข้ากองทุนพวกเราก็ใช้สิทธิ์ตรงนี้ แต่เราทำร่วมกันในรูปแบบการบริหารจัดการร่วมกันของกลุ่มผู้ปกครอง  และส่วนหนึ่งได้รับการบริจาคไม้พาเลต จากบริษัทต่างๆ

(2) ห้องเลเซอร์ เป็นห้องฝึกทักษะการออกแบบผลิตภัณฑ์ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการออกแบบ คอมพิวเตอร์ออกแบบมีโปรแกรมสำเร็จรูป  เด็กพิเศษที่ชอบเล่นคอมพิวเตอร์ เราให้เขาฝึกทักษะ ได้ฝึกสมาธิ สามารถทำได้ ทั้งเด็กออทิสติค และ เด็ก LD  ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ทำ เป็นงานที่รับสั่งทำตามออเดอร์  เช่น ทำป้าย โลโก้ ของที่ระลึก เหรียญรางวัลงานวิ่ง ฯลฯ

ครูต้อม (ผู้ปกครอง) เป็นครูผู้ดูแลและครูฝึกเด็กพิเศษในกิจกรรมที่ (1) และ (2)  ครูต้อมกล่าวถึงแรงบันดาลใจที่ได้มาช่วยมูลนิธิขอบฟ้ากว้างว่า  “ ลูกผมเป็นเด็กพิเศษ เบอร์ 5(กลุ่มบกพร่องทางสติปัญญา) เมื่อก่อนทำงานที่กรุงเทพ กลับมาอยู่ขอนแก่น 11 ปีที่แล้ว ตอนนั้นลูกเรียน ป. 4 ตอนแรกเรียนอยู่โรงเรียนเทศบาลหนองคู แล้วมาเข้าเรียน ม.1 ที่ขอบฟ้ากว้าง ตอนนี้เรียนจบจากห้องขอบฟ้ากว้างแล้ว ตอนนี้เขาอายุ 22 ปี “

 “ผมรู้สึกผูกพันกับมูลนิธิฯ รู้สึกเป็นครอบครัว  มูลนิธิฯได้ให้โอกาสครอบครัวเรา ก็เลยอยากแชร์ให้กับครอบครัวอื่นๆ ต่อไป จากลูกที่อ่านไม่ได้เลย  มาเรียนห้องเรียนนี้เขาอ่านได้ ตอนที่ลูกชายอ่านหนังสือได้ วันหนึ่งเขาสามารถอ่านหนังสือตัววิ่งทางทีวีได้ก็ยิ่งรู้สึกตกใจมาก ตอนขึ้น ม.3 ดีใจมากๆ ที่ลูกอ่านหนังสือได้”

(3)  ศูนย์เรียนรู้ด้านสุขภาพ การนวด การแช่เท้า ทำผลิตภัณฑ์ยาหม่อง น้ำมันสมุนไพร เป็นต้น

(4) การปักผ้า จะปักกัน ทั้งเด็กพิเศษและผู้ปกครอง ที่นี่มีผ้าปักสไตล์มันดาลา (Mandala) เป็นสัญลักษณ์ของผ้าปักที่นี่ ซึ่งก็สามารถจำหน่ายได้เรื่อยๆ จนกระทั่งกิจกรรมขยายไปสู่กลุ่มผู้สูงวัย หรือผู้ที่สนใจทั่วไป ก็มาเรียนการปักผ้าที่นี่

(5) ตลาดชุมชนขอบฟ้ากว้าง มีธีมงานหลัก คือ “ จิบชา ชิมขนม ชมผ้าปัก ” โดยจะจัดเดือนละ 1 ครั้ง ในช่วงเริ่มต้นนี้วางแผนไว้ 6 เดือน  เป็นกิจกรรมที่ขายผลผลิตจากผู้ปกครองและเด็ก เครือข่ายผู้ผลิตทางเลือกในเมืองขอนแก่น หลังจากช่วงทดลอง 6 เดือนแล้วค่อยประเมินว่าจะไปต่อได้หรือไม่

ตามปกติ มูลนิธิฯ อาศัยการระดมทุนด้วยการจัดผ้าป่า และนำรายได้มาจัดกิจกรรมและเป็นต้นทุนการประกอบอาชีพของผู้ปกครอง และฝึกบุคคลพิเศษไปด้วย  โดยมูลนิธิฯ จะเน้นอาชีพผลิตสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์จากผ้า งานศิลปะ งานฝีมือ งานไม้ การปลูกผักอินทรีย์  ดังกล่าวข้างต้น

ส่วนกิจกรรมสุดท้าย ที่เป็นงานรณรงค์ประจำปีของมูลนิธิขอบฟ้ากว้าง คือการจัดกิจกรรมงานวิ่งการกุศล “ขอบฟ้ากว้าง RUN วิ่งด้วยกัน กับคนพิเศษ 2024” เป็นการสื่อในมิติการวิ่งเป็นทางเลือก ในการเริ่มต้นสร้างการรับรู้ต่อสังคม ให้เห็นว่าเขาเกิดมาแตกต่าง แต่บนเส้นทางเดียวกัน เราแบ่งพื้นที่ให้คนพิเศษมีลู่วิ่งด้วย ที่ผ่านมา การจัดวิ่งการกุศล “วิ่งกับคนพิเศษ”  จัดมาแล้ว 2 ครั้ง และจะจัดครั้งที่ 3 ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 สถานที่จัดคือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ปัจจุบันตาม บุคคลพิเศษมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แต่สังคมยังขาดความเข้าใจ ครอบครัวหลายครอบครัวยังไม่กล้าเปิดใจ ส่งลูกเข้ารับการบำบัด จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ทำให้เด็กสะสมความเครียดจากการถูกทำร้ายจากบ้านและสังคมที่ไม่เกื้อกูล ไม่ดูแลและให้โอกาสเขา และคาดหวังให้เขาเป็นเหมือนคนอื่น

มูลนิธิฯ อยากให้สังคม มองเห็นพื้นที่ตัวอย่างของครอบครัวและชุมชนขอบฟ้ากว้าง ที่ยอมรับเด็กอย่างที่เขาเป็น และเทศบาลนครขอนแก่นที่ให้พื้นที่ห้องเรียนขอบฟ้ากว้าง ได้เยียวยาเด็กพิเศษในวัยเรียน ส่วนมูลนิธิฯ ก็เน้นมาดูแลผู้ปกครองและบุคคลพิเศษที่โตแล้ว

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

1.การทำระบบคัดกรองแบบปูพรม ยิ่งเร็วจะยิ่งแก้ปัญหาได้ทันท่วงที เด็กสามารถมีพัฒนาการที่ดีขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยการบรรจุเข้าไปในสมุดสีชมพูที่ใช้ติดตามสุขภาพเด็กตั้งแต่แรกเกิด

2. การคัดกรอง โดยใช้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นพื้นที่หลักที่สร้างการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น รพ.สต. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน และชุมชน เป็นต้น

++++++++++++++++++++++++++++++++++

เรียบเรียงโดย

ปรียานุช ป้องภัย คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าภาคอีสาน