เด็กเล็กถ้วนหน้า : คำมั่นที่ยังเป็นเพียงเงาสะท้อนของความไม่เท่าเทียม

คำถาม รัฐอยู่ในสมการไหน ในการพัฒนาเด็ก

        เด็กน้อยทุกคน เกิดมาพร้อมกับรอยยิ้มบริสุทธิ์ ที่รอวันเติบโตมาบนโลกที่สวยงาม พ่อแม่ทุกคนคาดหวังเช่นนั้น คาดหวังให้ลูกของตนอยู่ในสังคมที่เท่าเทียม

        แต่ในโลกของความเป็นจริงนั้น เด็กนับล้านคนในประเทศนี้ กลับเติบโตขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐ ที่ยังไม่ชัดเจนแม้แต่สวัสดิการพื้นฐานที่จะให้กับอนาคตของชาติ

        เมื่อวันที่ 13   สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสติดตามคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา โดยคณะอนุกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน และกลุ่มชาติพันธุ์ กรุงเทพมหานคร เยี่ยมชมมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ ซึ่งตั้งอยู่ในชุมชนเสือใหญ่อุทิศ รัชดาภิเษก ที่พึ่งของชุมชนที่มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง

        มูลนิธิเด็กอ่อนสลัมฯ ดำเนินการมาแล้ว 44 ปี มีภารกิจหลักคือ ดูแลเด็กเล็กในชุมชน ที่ผู้ปกครองมีรายได้น้อย และไม่มีเวลาที่จะดูแลลูก  ตลอดการทำงาน 40 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้มูลนิธิฯ พัฒนาการดูแลเด็กไปจนถึงการอบรมครู สร้างเครือข่ายครูพี่เลี้ยงเด็ก เกิดขึ้นทั่วประเทศ และอีกภารกิจที่สำคัญ คือ การสนับสนุนสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน ทั้งที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน ให้เติบโต ขยายตัวขึ้นในชุมชน โดยเปิด – ปิดตามเวลาการทำงานของผู้ปกครอง ผู้ปกครองจะเริ่มมาส่งลูกตั้งแต่   7 โมงเช้า กว่าจะมารับลูกหลังเลิกงานก็ 6 โมงเย็น ซึ่งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กฯ ทั่วไป ไม่สามารถทำแบบนี้ได้  ในขณะที่งบประมาณค่าใช้จ่ายนั้น มาจากเงินบริจาคของประชน องค์กรระหว่างประเทศ และผู้ปกครอง ที่จะจ่ายให้มูลนิธิฯ ประมาณวันละ 30 บาท หรือผู้ปกครองบางคนก็สามารถจ่ายเท่าที่จ่ายได้ ตอนนี้มูลนิธิฯ รับดูแลเด็กตั้งแต่ 3 เดือนถึง 5 ขวบ มีเด็กประมาณ 70 คน

        ในการพูดคุยของคณะกรรมาธิการฯ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และหน่วยงานผู้สังเกตการณ์ จากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตอนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ได้แจ้งว่า ขณะนี้มีสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน ที่มูลนิธิฯ ให้การสนับสนุนต้องปิดตัวลง ตามข้อระเบียบ ปฎิบัติของ พม. ในขณะเดียวกัน ก็ไม่มีรายงานว่า กระทรวง พม.นี้ สนับสนุนสถานรับเลี้ยงเด็กนี้แต่อย่างไร

        ข้อเท็จจริงนี้ ชัดเจนขึ้นกับสถานรับเลี้ยงเด็กบ้านครูแดง ย่านบางโพงพาง พระราม 3  บ้านครูแดงเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กในเครือข่ายของมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ บ้านครูแดงรับเลี้ยงเด็ก 18 คน เริ่มอายุตั้งแต่ 5 เดือน ถึงประมาณ 6 ขวบ ผู้ปกครองจะช่วยค่าใช้จ่ายวันละ 150 บาท โดยเด็กจะได้กินอาหาร 3 มื้อ พร้อมขนมของว่างระหว่างวัน เวลาในการเปิดรับเด็ก เริ่มตั้งแต่ 7   โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น หรือบางวันอาจจะเย็นกว่านั้น หากผู้ปกครองต้องทำงานเกินเวลาหรือมีธุระ มารับลูกไม่ได้

        “เราเคยเปิดรับเด็กเช้าสุด คือ ตี 5 ส่งคืนดึกสุด คือตี 1” ข้อมูลจากครูแดง

        ล่าสุด จากการตรวจตาของ พม.ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน ได้สั่งการให้ครูแดงติดตั้งประตูกระจก ติดแอร์ เพื่อป้องกันปัญหาฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี และสถานรับเลี้ยงเด็กทุกแห่งพร้อมจะทำตาม เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็ก แต่ปัญหาคือ ครูแดงไม่มีสตางค์ แต่หากไม่ทำตามข้อเสนอของ พม. สถานรับเลี้ยงเด็กบ้านครูแดง ต้องปิดตัวลง เพราะไม่ถูกต้องตามมาตรฐานของ พม.  ด้วยมาตรฐานนั้นของ พม. ครูแดงต้องกู้นอกระบบเพื่อติดประตูกระจก และแอร์

        เช่นเดียวกับบ้านครูฉันท์ สถานรับเลี้ยงเด็กอีกแห่งหนึ่งย่านสาธุประดิษฐ์ ที่ไม่ไกลจากบ้านของครูแดงนัก ที่ต้องลงทุนติดประตูกระจก แม้ว่าจะยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ พม. แต่ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของเด็ก สถานรับเลี้ยงเด็กบ้านครูฉันท์ มีขนาดเล็กกว่าบ้านครูแดง รับเลี้ยงเด็กเล็กตั้งแต่ประมาณ 6 เดือนถึง 3 ขวบ เปิดบ้านรับเด็กๆ ตั้งแต่ 7.30 น. ส่งเด็กคนสุดท้ายไม่ต่ำกว่า 6 โมงเย็น หรือจนกว่าพ่อแม่จะมารับ

        ทั้งบ้านครูแดงและบ้านครูฉันท์ ต่างเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กที่ต้องต่อสู้ด้วยตนเอง บ้านครูแดงที่ขึ้นทะเบียนกับ พม.แล้ว ได้รับการสนับสนุน คือ นมปีละ 1-2 ลัง ของเล่นบางส่วน คุณอ่านไม่ผิด นมไม่ใช่เดือนละ 2 ลัง แต่เป็นต่อปี  ในขณะที่บ้านครูฉันท์ ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ พม.แต่ก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก เพราะหากไม่ขึ้นก็จะเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กเถื่อน และอาจจะถูกปิดตัวลง

        วงพูดคุยจากการดูงาน สถานที่จริงในวันนั้น คณะกรรมาธิการคงจะมีคำถาม หรือข้อเสนอมากมายที่จะถามและเสนอให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบดูแลดำเนินการ หรือสนับสนุนให้เป็นไปในแนวทางที่รัฐควรจะทำ ในขณะที่ผู้สังเกตการณ์อย่าง สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คงจะมีข้อมูลและข้อเสนอในงานวิจัย ว่าจะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างไร โดยเริ่มที่เด็ก กลุ่มเปราะบางของสังคม พร้อมกับการตั้งคำถามของสภาพัฒน์ ที่ว่า รัฐอยู่ที่ไหนในสมการการดูแลกลุ่มเปราะบางเหล่านี้

        เสียงจากนักวิชาการ ภาคประชาสังคม องค์กรระหว่างประเทศ อย่างยูนิเซฟ พูดตรงกันว่า การลงทุนในเด็กคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด แต่คำพูดเหล่านี้ยังคงล่องลอยมากกว่าจะกลายเป็นนโยบายจริงที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเด็กและครอบครัว

        บ้านครูฉันท์และบ้านครูแดง คือตัวอย่างของข้อจำกัดทางกฎหมายและโครงสร้างระบบราชการ ที่ไม่สามารถสนับสนุนงบประมาณให้กับสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนได้  ในขณะที่ศูนย์ฯรับเลี้ยงเด็กของรัฐเอง ก็ไม่สอดคล้องกับชีวิตจริงของคนในชุมชน ที่เปิด 8 โมง เลิก 4 โมงเย็น เวลาก่อนและหลังจากนั้น ที่พ่อแม่ยังไม่เกเลิกงาน เด็กจะอยู่ที่ไหน   

        ไม่นับถึงเงื่อนไขต่างๆ ของ พม. ที่ทำให้บ้านที่รับเลี้ยงเด็ก  จาก 300 เหลือเพียง 65 หลัง ทิ้งให้ผู้ปกครองต้องเผชิญกับความลำบากเพียงลำพัง

        หากวันนี้รัฐยังไม่ก้าวข้ามข้อจำกัดทางกฎหมาย ไม่ยอมให้ท้องถิ่นมีอิสระในการจัดสรรงบประมาณเพื่ออนาคตของเด็กเล็ก นั่นหมายถึงเรากำลังปล่อยให้อนาคตของชาติ ค่อย ๆ หล่นหายไปพร้อมกับรอยยิ้มของเด็ก เพราะเด็กเล็กควรจะเป็นอีกกลุ่มคนหนึ่งที่รัฐต้องโอบอุ้มมากที่สุด แต่กลายเป็นกลุ่มที่ถูกทิ้งมากที่สุดเช่นกัน         ท้ายสุดนี้ ในขณะที่ในปีงบประมาณ 2569 งบประมาณที่จะอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าน่าจะถูกปัดตกไป แต่อยากจะฝากไปถึงรัฐว่า เด็กควรจะเป็นหัวใจของนโยบายชาติ เพราะพวกเขาคืออนาคตที่เราทุกคนมีส่วนร่วมกำหนด หากรัฐยังคงเพิกเฉย ความฝันเรื่องสังคมเท่าเทียมก็จะเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่มีวันแตะต้องได้จริง