
วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดงานเสวนาในหัวข้อ ““แนวทางพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยใน กทม.” ณ หอศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้กรุงเทพมหานคร สนับสนุนสถานรับเลี้ยงเด็กทุกประเภท ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร เพื่ออำนวยความสะดวกให้เด็กและครอบครัวจากทุก กลุ่มในสังคม โดยเน้นความเท่าเทียมให้เด็กทุกคนสามารถเข้าสถานเลี้ยงเด็กโดยมีหน่วยงานรัฐสนับสนุน โดยเวทีในช่วงแรกเป็นการนำเสนอสถานการณ์ของเด็กปฐมวัย และสถานรับเลี้ยงเด็ก/ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน กทม.

ศูนย์พัฒนาเด็กฯ ภาคประชาชน ยืนยัน การพัฒนาเด็กไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานเดียว เรียกร้องรัฐต้องเข้ามาดูแล
ราเชนเด้อ ระดิ่งหินศูนย์พัฒนาเด็กเล็กราษฎร์พัฒนา ชุมชนบ้านพัฒนา เขตมีนบุรี ในฐานะภาคประชาชนที่จัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ กล่าวว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กราษฎร์พัฒนาดำเนินการมา 27 ปี เด็กส่วนใหญ่นับถืออิสลาม ศูนย์ฯ จะเน้นให้เด็กเรียนรู้พร้อมปฏิบัติ มีพื้นที่ให้เด็กได้เล่นเพื่อเสริมจินตนาการ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติในพื้นที่ ให้เด็กได้เล่นเป็นหลัก และใช้หลักการในการทางศาสนาในการดูแลเด็ก ที่ดูแลเด็กทุกคนในชุมชนเหมือนลูก อุปสรรค คือ เบื้องต้นเราไม่สามารถเบิกงบประมาณจากกทม.ได้ และบุคลากรที่ค่อนข้างเสียสละมาทำงาน ครูพี่เลี้ยงจะเสมือนพี่เลี้ยงที่เป็นสายใยของครอบครัว การดูแลเด็ก 1 คน ต้องอาศัยหน่วยงานจากหลายองค์กร ไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง

สำหรับศูนย์รับเลี้ยงเด็ก อาจจะต้องดูบริบทของพื้นที่ ว่าเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหรือไม่ หากเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม รัฐควรจะเพิ่มศูนย์ฯมากขึ้น เพื่อรองรับสนับสนุนอาชีพของพ่อแม่ ในขณะที่บางพื้นที่อาจจะไม่เหมาะกับการมีศูนย์พัฒนาเด็ก หรือศูนย์รับเลี้ยงเด็ก ดังนั้นรัฐต้องพิจารณาและคอยดูแลและสอดส่อง

บ้านครูแดง เปิดแนวทางจ้างผู้สูงอายุดูแลเด็กในชุมชน พร้อมสร้างความเข้าใจผู้ปกครอง ศูนย์ฯเด็กเน้นสร้างสมรรถนะ มากกว่าวิชาการ
ด้านศรัญญา เข็มแก้ว หรือครูแดง ประธานเครือข่ายบ้านร่วมพัฒนาเด็ก/สถานรับเลี้ยงเด็กบ้านครูแดง กล่าวว่า การเกิดขึ้นของ สถานรับเลี้ยงเด็กครูแดง เกิดมาจาก รับเลี้ยงเด็กตั้งแต่ 07.00 – 18.00 น. แต่ในความเป็นจริงผู้ปกครองจะพาเด็กมาฝากตั้งแต่ 05.00 น. บางครั้งผู้ปกครองมารับเวลา 01.00 น. เราก็ต้องดูแล เพราะไม่งั้นผู้ปกครองไม่สามารถประกอบอาชีพได้ สถานรับเลี้ยงเด็กที่เป็นองค์กรรากหญ้า โดยมีมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม เป็นพี่เลี้ยง ในส่วนของพี่เลี้ยงเด็ก นั้น สถานรับเลี้ยงเด็กบ้านครูแดง เน้นให้ผู้สูงอายุในชุมชนมาเป็นผู้เลี้ยงเด็ก โดยมีค่าใช้จ่ายให้ ซึ่งได้ประประโยชน์ในหลายๆด้านเพราะผู้สูงวัยจะมีความใจเย็นและมีประสบการณ์ในการเลี้ยงเด็ก ซึ่งต้องทำความเข้าใจกับผู้ปกครองด้วยว่า ศูนย์ฯ จะไม่เน้สอนวิชาการ แต่จะเน้นเสริมสมรรถนะของเด็ก

ด้านผู้ปกครองเด็กประสานเสียง รัฐต้องสนับสนุนศูนย์ฯพัฒนาเด็กเล็ก เพื่อลดภาระผู้ปกครอง
อลงกรณ์ ชยานุกูล คุณพ่อลูก 4 ตัวแทนผู้ปกครอง กล่าวว่า เป็นพ่อของลูก 4 คน มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ตอนมีลูกคนแรกต้องฝากเลี้ยงไว้ที่ต่างจังหวัด และมาทำงานกรุงเทพฯ พอมีลูกคนที่สองก็ค่อนข้างเครียดว่าจะฝากไว้ที่ไหน ประกอบกับมีข่าวที่สถานรับเลี้ยงเด็กทำร้ายร่างกายเด็ก ตอนแรกจึงใช้การฝากเป็นอาทิตย์ เมื่อมั่นใจแล้วจึงฝากเป็นรายเดือน ซึ่งในฐานพ่อแม่ เราต้องดูหลายอย่างจากสถานรับเลี้ยงเด็กนอกจากสถานที่นั้นจะดูแลลูกได้แล้ว ต้องสามารถพัฒนาลูกเราได้ด้วย
ทั้งนี้ จึงขอฝากไปยังหน่วยงานรัฐ ควรจะมีงบประมาณมาสนับสนุนการดูแลเด็กให้กับสถานรับเลี้ยงเด็ก และศูนย์รับเลี้ยงเด็กเหล่าสนี้ เพื่อให้สถานรับเลี้ยงเด็กมีสถานภาพที่ดีขึ้น และสร้างความมั่นใจให้กับพ่อแม่ ในการนำลูกมาฝากเลี้ยง และพ่อแม่ไปประกอบอาชีพอย่างมั่นใจและตั้งใจทำงาน
อยากให้สถานรับเลี้ยงเด็กมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทั้งของรัฐและเอกชน ในขณะที่ของหน่วยงานเอกชนผู้ปกครองต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นรัฐควรจะสนับสนุนด้วย
จากนั้นเป็นเวทีเสวนา ในหัวข้อ “แนวทางพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในกทม.”
ประธานฯเครือข่ายเด็กถ้วนหน้า สุนี ไชยรส ระบุ สถิติเด็กเกิดน้อย แต่รัฐยังไม่มีนโยบายดูแลให้ทั่วถึง ย้ำกทม. ในฐานะเขตปกครองพิเศษ เร่งดำเนินการนำร่อง
ผศ.สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานฯ กล่าวว่า สถิติ ศพด.มีทั้งหมด 50ม000 แห่ง เด็ก 0-6 ปี อยู่ในศุนยื เด็กทั้งหมด 4 ล้าน และอีก 2 ล้านเด็กอยู่ที่ไหน กทม. 20000 แห่ง อนุบาลใน อปท. ในบณะที่เด็กที่ปู่ย่า ตายาย อายุน้อยลง ยังต้องทำงานหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นในขณะนี้เด็กจะถูกทอดทิ้ง ปัญหาโภชนาการของเด็กมีปัญหาเกือบทั่วประเทศ ในขณะที่เด็กเดกิดน้อย แต่รัฐก็ยังดูแลไม่ทั่วถึง ดังนั้นคณะทำงานฯ จึงเลือกการกระจายอำนาจ เพื่อให้ท้องถิ่นได้ดูแลเด็ก เพื่อการดำเนินงานจะได้สะดวกมากขึ้น เช่นให้ผู้สูงอายุมาดูแลเด้กได้
ทั้งนี้ กทม.ในฐานะหน่วยงานเขตปกครองพิเศษ จึงคิดว่า กทม.ควรจะมีการดำเนินการในการดูแลเด็ก ที่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง

กทม.ยอมรับเด็กหายไปจากระบบ ถึง 3 ใน 4 เตรียมแก้ข้อบัญญัติฃให้การศึกษาภาคบังคับเริ่มตั้งแต่อนุบาล
ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้บริหารกรุงเทพมหานครที่กำกับดูแลด้านเด็กเล็ก กล่าวว่า สถานการณ์เด็กในพื้นที่ จำนวนเด็กในระบบ กทม. จะมีเด็กเกิด 4 – 6 หมื่นคน เด็กหายไปประมาณ 3 ใน 4 ที่ไม่รู้ไปอยู่ไหน เฉพาะในกทม. ปริมาณแด็กออกจากนอกระบบเยอะมาก ในขณะที่คุณภาพก็ยังเป็นปัญหาหลัก ในส่วนการดูแลเด็กนั้น กทม.แบ่งเป็น 2 แบบ คือ กทม.มีโรงเรียนอนุบาล 429 โรง ส่วนที่ 2 ให้ชุมชน กลุ่มบุคคลเป็นผู้ดูแล โดยกทม.สนับสนุนชุมชนซึ่งอาจจะได้งบประมาณไม่เท่ากับทางฝั่งโรงเรียน ซึ่งฝั่งโรงเรียนทำได้ 100 เปอร์เซ็นต์ สามารถทำได้ทุกอย่าง ค่าวัสดุต่อหัว 600 บาท ค่าอาหาร 32 บาท

รองฯ ศานนท์ กล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่ของ กทม. คือ จะทำอย่างไรให้เด็กเข้าสู่ระบบมากขึ้น แต่เดิมโรงเรียนรับเด็กอนุบาลที่อายุ 4 ขวบ ซึ่งมีเด็กน้อยมาก จึงลดมาเหลือรับ 3 ขวบ ปี 2567 เด็กเพิ่มเข้ามา 10,000 คน ปีที่ 2 เปิดเพิ่มอีก มีเด็กเข้ามา 20,000 คน ดังนั้น กทม.จึงเตรียมเสนอข้อบัญญัติการรับเด็กเล็ก โดยเสนอให้การศึกษาภาคบังคับเริ่มตั้งแต่อนุบาล เพื่อลดปัญหาเด็กอยู่นอกระบบ

นักวิชาการ เรียกร้องกทม.ใช้อำนาจที่มีเพื่อดูแลเด็ก ดำเนินคดีทางอาญากับบุคคลที่ทรมานเด็ก
นายแพทย์วิพุธ พูลเจริญ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนานโยบาย กล่าวว่า การใช้การกระจายอำนาจเป็นเครื่องมือของท้องถิ่น เพื่อทำงานในการดูแลเด็กเล็ก ซึ่งกรุงเทพมหานคร มีอำนาจในการเต็มสำหรับภารกิจดูแลเด็ก แต่กทม.ยังไม่ใช่อำนาจนี้ในการดำเนินการ ซึ่งกทม.จะแบ่งเป็นสำนักฯ และแต่ละสำนักฯ จะดำเนินการของบประมาณตามสำนักเอง ซึ่งหากจะดูแลเด็ก อาจจะต้องจัดการข้ามสำนักได้ ประเด็นสำคัญของอำนาจทางปกครองของ กทม.มีอำนาจมากกว่าข้อบัญญัติของกทม. เช่น หากรับเลี้ยงเด็กแล้วไม่สามารถดูแลเด็กๆได้ดี ต้องดำเนินการตามมอาญา ซึ่งผอ.เขตบางท่าน ยังไม่ได้เข้าใจว่ามีอำนาจดำเนินการได้เช่นผู้อำนวยการเขตสามารถดำเนินการจับกุม หากพบเด็กถูกทารุณกรรมในพื้นที่ได้
การปรับระบบให้เด็กเป็นศูนย์กลาง แต่ความเป็นจริงก็ไม่เกิดขึ้น ยังใช้หลักสูตรเป็นตัวตั้งในการพัฒนาเด็ก เรายังไม่มีการดูเด็กเพื่อพัฒนา ทั้งนี้ ประเทศไทยควรจะมีนโยบายในการพัฒนาศูนย์เด็กเล็ก และเลือกรูปแบบที่ประสบความสำเร็จมาเป็นต้นแบบ เพื่อเป็นตัวอย่าง แต่ต้องคำนึงถึงบริบทแต่ละพื้นที่ โดยสนับสนุนกลุ่มประชาสังคมที่เข้มแข็งดำเนินการ โดยกทม.สามารถที่จะใช้อำนาจดำเนินการได้

ด้าน สก.กทม.ยื่นเสนอขอแก้ข้อบัญญัติศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพิ่มงบฯดำเนินการ
เอกกวิน โชคประสพรวย สมาชิกสภากรุงเทพ เขตราชเทวี กล่าวว่า ในฐานะสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ซึ่งอยู่ในคณะทำงานในการดูแลศูนย์พัมนาเด็กเล็ก ปัญหาที่พบเหมือนกับที่รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวใสนตอนต้น คือ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ไม่ได้อยู่ในชุมชน ขาดงบประมาณในการดำเนินงาน จนบางครั้งต้องปิดไฟเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งผลกระทบก็เกิดขึ้นกับเด็ก

ดังนั้น จึงได้มีการยื่นเสนอแก้ข้อบัญญัติเกี่ยวกับศูนย์พัมนาเด็กเล็ก โดยระบุให้มีค่าปรับปรุงกายภาพ ที่สามารถดำเนินการได้ สวัสดิการของพี้เลี้ยง งบประมารในการตั้งจากสำนักพัฒนาชุมชน เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าน้ำดื่ม เพื่อดูแลเด็ก เนื่องจากบ้อบัญญัตินี้เกี่ยวข้องกับการเงินการคลัง จึงต้องผ่านผู้ว่าฯกทม. และยังไม่มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯกทม.
ด้าน นิภาพรรณ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภากรุงเทพ เขตป้อมปราบศรัตรูพ่าย กล่าวว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในคณะพัฒนาศูนย์เด็กเล็กโดยตรง แต่มีความสนใจจึงอยากจะร่วมในการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กเพื่อการพัฒนาเด็ก เช่น ห้องเรียนปลอดฝุ่น เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กผจญกับฝุ่น ในอนาคตอยากจะทำเป็นโซลาเซลล์ด้วย หากอาคารรองรับ
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการรับเด็กที่อายุ 2 ปี ในขณะที่ผู้ปกครองสามารถดูแลลูกที่เพิ่งเกิดได้เพียง 3 เดือนและช่อว่างระหว่างนั้น เด็กอยู่ที่ไหน อย่างไร

ประธานกมธ.สวัสดิการสังคม เตรียมเสนอแก้ปัญหาการบริหารศูนย์ฯเด็กเล็ก 5 หมื่นแห่ง 19 หน่วยงาน
ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ประธานกรรมาธิการการสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า การดูแลเด็กที่เป็นทรัพยากรที่สำคัญของประเทศไทย แตกต่างกันมากในแต่ละหน่วยงาน และไม่มีความเท่าเทียมกัน ทั้งนี้การดูแลเด็กยังมีช่องว่าง เช่น ตั้งต่ 3 เดือน – 2 ขวบ ขณะนี้เราได้ประสานงานกับหลายหน่วยงานในการส่งนมแม่ให้กับเด็ก เพื่อดูแลเด็กและลดค่าใช้จ่ายของกระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตาม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในประเทศไทย มีประมาณ 5 หมื่นแห่ง อยู่ในความดูแลของ 19 หน่วยงาน แยกกันบริหาร ไม่มีนโยบายรวม ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาให้ทั้งหมดไปในทางเดียวกัน

นอกจากนี้ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต้องมีเป้าหมายให้พัฒนาเด็กให้สมวัย เลือกการละเล่นให้เหมาะสมกับวัย เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการทางสติปัญญาและทัศนคติ และต้องมีการสังเกตเด็กว่าเขาสนใจอะไร เด่นด้านไหน เพื่อพัฒนาเด็กให้เหมาะสมไปทางนั้น อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องดีที่องค์กรท้องถิ่น อย่าง กทม.มีการเสนอแก้กฎหมายเพื่อแก้ปัญหา แต่ในขณะเดียวกัน ต้องมีการดำเนินการควบคู่ไปด้วย และส่วนการกระจายอำนาจนั้น ต้องมีเป้าหมายชัดเจน และที่สำคัญคือต้องทำจริงชัดเจน แต่ฝากไว้ว่าส่วนไหนที่กฎหมายไม่ได้เขียน ควรจะทำได้
นักสื่อสารเด็กเท่ากัน รายงาน
