แรงงาน-เกษตรกร-ผู้บริโภค แถลงร่วมประเด็น FTA ไทย-อียู ขอให้ยึดประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้ง อย่าเร่งรีบลงนาม เสนอแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

เครือข่ายประชาสังคมจัดแถลง “FTA ไทย-อียู ใครได้ ใครเสีย?” ส่งสารไปถึงคณะเจรจาของรัฐบาลไทย ก่อนเจรจาครั้งที่ 6 ช่วงสิ้นเดือน มิ.ย. 2568 เรียกร้องบรรจุเงื่อนไขการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ การมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านรัฐสภา และ คัดค้านท่าทีการเร่งรัดการลงนามสัญญาการค้าภายในปี 2568 ของรัฐบาลไทย โดยมีการเสนอต่อยอดไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยเฉพาะในเรื่องการเจรจาสัญญาระหว่างประเทศและเรื่องการชดเชยเยียวยาที่เป็นธรรมอีกด้วย

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 มิ.ย. 68 ที่ผ่านมา FTA Watch, สภาองค์กรของผู้บริโภค, สมัชชาคนจน,  สหภาพคนทำงาน, มูลนิธิชีววิถี, เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย และองค์กรประชาสังคมทั้งหมดราว 17 กลุ่มและองค์กร ได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน ณ โรงแรม TK Park and Conventions แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สืบเนื่องมาจากการสัมนาให้ความรู้ในประเด็นต่าง ๆ ในวันที่ 19 มิ.ย. 68 เช่น จาก WTO สู่ FTA และภูมิรัฐศาสตร์โลกกับการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป, บทว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐใน FTA, การคุ้มครองแรงงานในบริบทของแรงงานไทยในปัจจุบันและการเจรจา FTA เป็นต้น

เรื่องของอาหารและเรื่องของการเกษตรมันไม่ควรที่จะถูกนำมาอยู่ในการเจรจา…”

จากการสัมภาษณ์กับหัวหน้าไพฑูรย์ สร้อยสด ตัวแทนจากสมัชชาคนจน ตั้งข้อห่วงใย เห็นว่าในเรื่องของอาหารและการเกษตรไม่ควรอยู่ในข้อตกลง FTA ดังกล่าว มีความกังวลว่าไทยเจรจาโดยไม่มีอำนาจต่อรองเยอะเท่าสหภาพยุโรป ควรมีกรอบการเจรจาที่เป็นธรรม ไม่ใช่การปล่อยให้อำนาจที่เหนือกว่ามาบีบประเทศขนาดเล็กให้ยอมอ่อนข้อต่อการเจรจา และเมื่อมองจากข้อมูลปัจจุบันแล้ว ข้อตกลงการค้าเสรีครั้งนี้จะให้ผลเสียมากกว่าผลบวกกับชาวนา-เกษตรกร-ผู้ผลิตรายย่อยในไทย

ถ้าดูตามข้อมูลที่เราได้รับมา เรามองเห็นถึงผลเสียมากกว่า…”

อย่างกรณีการเปิดให้มีการนำเข้าสินค้าทางเกษตรเข้ามาในไทยโดยมีการลดภาษีให้เป็นศูนย์ ซึ่งคนตัวเล็กตัวน้อย อำนาจต่อรองในทางเศรษฐกิจก็ไม่มีอยู่แล้วแม้ในสภาพสังคมไทยก็ตาม หากมีกระแสเข้ามาจากการค้าเสรี ก็อาจสร้างผลกระทบให้พวกเขาต้องอยู่อย่างยากลำบากมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม จนอาจจะอยู่ไม่ได้เลย ซึ่งหัวหน้าไพฑูรย์เรียกว่าเป็นการทำลายเกษตรกรรายย่อยดังเช่นสมัชชาคนจน

ในเรื่องของคาร์บอนเครดิต หัวหน้าไพฑูรย์ อธิบายต่อว่า  ทางสมัชชาคนจนเราไม่เห็นด้วยกับการใช้กลไกตลาดคาร์บอนเครดิตมาแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะฉะนั้นมันต้องหยุด หรือต้องเลิกกระบวนการที่ทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไออ็อกไซด์ที่ทำให้โลกร้อน หรือให้พูดง่าย ๆ ก็คือ มันต้องหยุดพวกเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือการเติบโตทางภาคอุตสาหกรรม การใช้กลไกตลาดเข้ามามันเป็นเพียงแค่กลลวง เพื่อที่จะให้บริษัทเหล่านั้นสามารถที่จะทำลายโลก หรือว่าสามารถที่จะก่อให้เกิดสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มันเลวร้ายขึ้นได้ เพียงแค่มันดูดีว่าเขาได้ไปอนุรักษ์โน่นนี่นั่น แต่สุดท้ายจริง ๆ ก็คือใบเบิกทางให้เขาทำลายต่อไป

โดยต่อมาในวันที่ 23 มิ.ย. 68 ทางเพจสมัชชาคนจนก็ได้เผยแพร่แถลงการณ์เพิ่มเติมอีกฉบับว่าด้วยการเจรจา FTA ระหว่างไทยกับอียูโดยมีเนื้อหาดังนี้

แถลงการณ์สมัชชาคนจน : อาหารและการเกษตรต้องไม่อยู่บนโต๊ะเจรจา : FTA ไทย -อียู
สืบเนื่องจากในช่วงระหว่างวันที่ 23–27 มิถุนายน พ.ศ. 2568 ทางรัฐบาลไทยโดยกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นเจ้าภาพการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (FTA ไทย-อียู) ในรอบที่ 6 โดยจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร และรัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายที่จะเร่งรัดการเจราจาให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้

สมัชชาคนจนได้ติดตามการเจรจานี้มาโดยตลอดและมีความวิตกกังวลในหลายประเด็น เช่น เรื่องเกี่ยวกับอธิปไตยทางอาหารและสิทธิเกษตรกร เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน เรื่องแรงงาน เป็นต้น เราเห็นว่าการเปิดเสรีทางการค้าเหล่านี้จะส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรรายย่อยอย่างพวกเราดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วอย่างในกรณีFTA ไทย -จีน และFTA ไทย – ออสเตรเลีย ที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกผักและเลี้ยงโคนมต้องล่มสลายลงไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลต้องตระหนักและให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในภาคการเกษตรที่ผลิตอาหารหล่อเลี้ยงผู้คน การเร่งรีบในการเจรจาและกรอบการเจรจาที่ไม่เป็นธรรมมีแต่จะส่งผลเสียหายให้กับประเทศ

สมัชชาคนจนจึงขอประกาศจุดยืนและข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยและคณะผู้เจราจาของไทยดังนี้
1. ต้องไม่มีการเจรจาทางการค้าใดๆ ตราบใดที่กรอบการเจรจานั้นยังไม่เป็นธรรมต่อประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะความไม่เป็นธรรมต่อเกษตรกรรายย่อยและผู้ใช้แรงงาน

2. รัฐบาลต้องคุ้มครองเกษตรกรรายย่อยให้เป็นไปตามปฏิญญาสิทธิเกษตร และต้องไม่มีเรื่องอาหารและการเกษตรในการเจรจาเขตการค้าเสรี

3. รัฐต้องไม่เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ [UPOV 1991] และไม่แก้ไข พรบ.คุ้มครองพันธุ์พืชให้ขยายอายุสิทธิบัตร

4. เราไม่ยอมรับข้อตกลงปารีสไม่ว่าจะเป็นการค้าคาร์บอนหรือการเก็บภาษีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาจอมปลอม เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลต้องมีมาตรการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง หยุดการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ระเบียงเศรษฐกิจที่จะเป็นตัวการในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนการผลิตแบบเกษตรนิเวศแทนเกษตรเคมี

5. รัฐบาลต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาหลักขององค์การแรงงานโลก(International Labour Organization,ILO) 2 ฉบับ ได้แก่ฉบับที่  87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและคุ้มครองสิทธิ์ในการรวมตัวกัน ค.ศ. 1948 และฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิ์ในการรวมตัวกันและสิทธิ์ในการร่วมเจรจาต่อรอง ค.ศ. 1949 ทันที

พวกเราจะยังคงติดตามการเจรจาการค้าเสรีของรัฐบาลต่อไป และหากเห็นว่าข้อเรียกร้องของเราไม่ได้รับความใส่ใจจากรัฐบาลพวกเราก็จะยกระดับในการติดตามต่อไป

ในส่วนของสิทธิด้านแรงงาน แถลงการณ์ของภาคประชาสังคมในเวทีวันนี้ประกอบไปด้วยข้อเรียกร้องที่ชัดเจนจากเครือข่ายขับเคลื่อน ILO 87, 98 ที่พึ่งหวังให้การรับรองสิทธิในการรวมตัวและต่อรองนั้นได้รับการบรรจุเป็นเงื่อนไขหนึ่งสำหรับการเจรจาต่อรองกับสหภาพยุโรง ซึ่งเครือข่ายนี้ก็ประกอบไปด้วยหลากหลายองค์กร เช่น สหภาพคนทำงาน จากการสัมภาษณ์คุณฉัตรชัย พุ่มพวง ตัวแทนจากสหภาพคนทำงานก็ได้เล่าถึงความสำคัญของอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เอาไว้ดังนี้

ILO 87, 98 เป็นกลไกสากลนึง ที่จะเป็นเครื่องมือเสริมอำนาจต่อรองภายในสังคมนี้ให้มีมากขึ้น ในขณะที่อำนาจต่อรองภายในสังคมนี้ ในฐานะคนทำงานทุกคน แทบไม่มีอยู่เลย ทั้งด้วยวัฒนธรรม, กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ, ความเหลื่อมล้ำที่กดดันชีวิตของผู้คนจนแทบจะสิ้นหวัง ทำให้การรวมตัวเป็นไปอย่างยากลำบาก การถูกแบ่งแยก แทรกแซง รวมถึงเข้าภักดีต่ออุดมการณ์รัฐของสหภาพฯ บางส่วนทำให้ ILO 87, 98 จึงเป็นอีกเครื่องมือในระดับสากลชิ้นนึงที่คนทำงานในสังคมนี้ จะหยิบใช้ร่วมกันเพื่อต่อรองกับรัฐและทุน เพื่อให้ชีวิตการทำงานดีขึ้นได้ รัฐบาลที่เห็นแก่ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ จึงต้องลงนามในอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับนี้ (แน่นอนว่าไม่มี ตลอด 30 ปีที่ขบวนแรงงานต่อสู้ผลักดันเรื่องนี้มา)

ส่วนเรื่อง FTA แน่นอนว่า นักสหภาพแรงงานที่เชื่อในคุณค่าประชาธิปไตย ย่อมไม่เห็นด้วยและไม่อาจจะโอบรับอุดมการณ์และวิถีแบบ “ตลาดเสรี” หรือ “เสรีนิยมใหม่” ที่ให้รัฐและทุน อยู่เหนือชีวิตของคนส่วนใหญ่ ทำอะไรก็ได้เพื่อกำไรสูงสุด แม้จะแลกด้วยชีวิตของคนมากมายก็ตาม รวมถึงในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นประชาธิปไตยในด้านต่าง ๆ เช่น ยา, กรรมสิทธิ์พืช หรือความปลอดภัยในข้อมูล เป็นต้น ที่พี่น้องภาคประชาสังคมหลากหลายกลุ่มที่เชื่อในคุณค่าประชาธิปไตยได้แถลงร่วมกันวันนี้ ก็เป็นสิ่งที่เราปรารถนาอยากยืนหยัดเคียงข้างกันเช่นกัน

เพื่อผลประโยชน์และชีวิตที่มีความสุขของคน 99% ของสังคมนี้และทั้งโลก…” คุณฉัตรชัย กล่าวส่งท้าย

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 67 สำนักข่าวประชาไท ได้รายงานว่า เครือข่ายขับเคลื่อน ILO 87/98 และตัวแทนจากพรรคประชาชนได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อตัวแทนสหภาพยุโรปที่โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ โดยเรียกร้องให้มีการนำอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เข้าเป็นเงื่อนไขในการเจรจา ด้วยสาเหตุว่าการยอมรับหลักการพื้นฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศดังนี้จะทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อสังคมและเศรษฐกิจโดยรวม นายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ได้อธิบายเพิ่มเติมอีกด้วยว่าการรับรองอนุสัญญาทั้งสองฉบับนั้นทำได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไขกฎหมายไทยก่อน

ในแถลงการณ์ “เสียงประชาชนสู่โต๊ะเจรจา: FTA ไทย-อียู” วันที่ 20 มิ.ย. 68 ประกอบไปด้วยข้อเรียกร้องทั้งหมด 11 ข้อ โดยมีการระบุสาเหตุการรวมตัวครั้งนี้ว่า เพื่อส่งเสียงแสดงความห่วงกังวลต่อการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรปในประเด็นการเกษตร ความมั่นคงทางอาหาร สิ่งแวดล้อม แรงงาน การเข้าถึงยา ระบบหลักประกันสุขภาพ การไหลบ่าของสินค้าแอลกอฮอล์ และประเด็นอ่อนไหวอื่น ๆ ไปยังคณะผู้เจรจาและรัฐบาลไทย และเรียกร้องให้มีการเจรจาที่หนักแน่นและละเอียดรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นที่ตั้ง ไม่เร่งรัดเพียงเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น ๆ จนกระทบเสียหายต่อสังคมในระยะยาว

1. ในบทว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา จะต้องไม่มีบทบัญญัติที่เข้มงวดเกินไปกว่าความตกลงว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การการค้าโลก (TRIPs Agreement) และส่งผลกระทบด้านลบต่อการเข้าถึงยา ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติทั้งสามระบบ การสาธารณสุข อุตสาหกรรมยาภายในประเทศ นโยบายส่งเสริมนวัตกรรมด้านเภสัชกรรมและการแพทย์ในประเทศ และความมั่นคงทางยา

2. ประเทศไทยต้องไม่ถูกบังคับเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV 1991) หรือยอมตามเงื่อนไขใดก็ตามที่บังคับให้ไทยแก้ไขกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับ UPOV 1991 ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสิทธิเกษตรกรในการเก็บรักษาพันธุ์พืชไปปลูกต่อ กลไกการแบ่งปันผลประโยชน์ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และจะทำให้เมล็ดพันธุ์มีราคาแพงขึ้น และส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

3. ประเทศไทยต้องไม่เปิดตลาดสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย ผู้ผลิตขนาดกลางและขนาดย่อม และประเภทสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยที่ประเทศไทย

3.1 ต้องไม่ลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจนเกษตรกรรายย่อยไม่สามารถแข่งขันได้ เช่น กรณีเนื้อหมู เครื่องในสัตว์ วัตถุดิบอาหารสัตว์ประเภทข้าวโพดและถั่วเหลือง ฯลฯ เพราะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนการผลิตสูงกว่ามาก อีกทั้งต้องกำหนดมาตรการป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพอย่างเข้มงวดสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องในสัตว์ที่ไม่ได้ใช้สำหรับการบริโภค ทั้งต้องมีหลักประกันว่ามาตรการเซฟการ์ดจะสามารถบังคับใช้ได้โดยทันทีเมื่อเกษตรกรได้รับผลกระทบ

3.2 ต้องไม่ลดภาษีศุลกากรในกรณีสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพราะการไหลบ่าของสินค้าดังกล่าวจะทำให้เกิดผลกระทบทั้งในด้านผู้ผลิตรายย่อยในประเทศ(ซึ่งกฎหมายเพิ่งผ่อนปรนให้สามารถผลิตได้เมื่อเร็วๆนี้) อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนไปพร้อมๆกัน โดยควรมีระบบภาษี Special Consumption Tax (SCT) ที่คุ้มครองสุขภาพที่เหมาะสมรองรับล่วงหน้าก่อนมีความตกลง (เช่นกรณีเวียดนาม) หรือมาตรการเซฟการ์ดเมื่อการนำเข้าส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของผู้ผลิตรายย่อย

4. ในการเจรจาจะต้องมีบทบัญญัติที่ให้ประเทศสามารถสงวนพื้นที่ทางนโยบายของประเทศ ให้สามารถมีหรือบังคับใช้นโยบายสาธารณะเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข และความมั่นคงของสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. ในบทว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ไทยต้องคงพื้นที่ทางนโยบายและเงื่อนไขการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม ศักยภาพผู้ผลิตภายในประเทศ และความมั่นคงด้านยาและเวชภัณฑ์ของประเทศ และสามารถทำนโยบาย Offset ให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นประโยชน์กับประเทศสูงสุด

6. ในบทว่าด้วยบทว่าด้วยมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) รัฐภาคีมีสิทธิในการใช้มาตรการเพื่อคุ้มครองสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ พืช หรือสิ่งแวดล้อม ตามหลักการป้องกันไว้ก่อน (precautionary principle) แม้ยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สิ้นสุด โดยไม่จำกัดเฉพาะกรณีตามมาตรา 5.7 ของความตกลง SPS ของ WTO

7. ในบทว่าด้วยการค้าทางดิจิทัล

7.1 ประเทศไทยต้องเจรจาโดยเน้นให้มีการสร้างความร่วมมือด้านกฎระเบียบและการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี มากกว่าการผูกมัดด้วยกฎเกณฑ์การค้าทางดิจิทัลที่มีผลผูกพันทันที
7.2 ประเทศไทยต้องสงวนสิทธิ์ในการควบคุมการไหลเวียนของข้อมูลข้ามพรมแดน โดยกำหนดเงื่อนไขและข้อยกเว้นที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนและรักษาความมั่นคงทางข้อมูลของประเทศ

7.3 ประเทศไทยต้องไม่ยอมรับข้อผูกมัดต่อไปนี้

7.3.1 การกำหนดข้อห้ามในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อขีดความสามารถของภาครัฐในการดำเนินนโยบายที่สำคัญ เช่น การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การจัดเก็บภาษีดิจิทัล และการกำหนดความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ

7.3.2 การจำกัดอำนาจรัฐในการกำหนดให้มีการขออนุญาตล่วงหน้าสำหรับบริการออนไลน์ ซึ่งจะทำให้ภาครัฐขาดเครื่องมือที่สำคัญยิ่ง ในการกำกับดูแลบริการที่มีความเสี่ยงสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น แพลตฟอร์มทางการเงินดิจิทัล หรือบริการสินเชื่อออนไลน์ อาจเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยปราศจากการกำกับดูแลที่เพียงพอ หรือการตรวจสอบเบื้องต้นที่จำเป็น

7.3.3 การห้ามจัดเก็บภาษีจากการส่งผ่านข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงและรุนแรง ต่อฐานภาษีของประเทศกำลังพัฒนาเช่นประเทศไทย ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ภาษีที่สำคัญ และกระทบต่อการนำรายได้ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์เพื่อสาธารณะ

ในบทที่ว่าด้วยการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Trade and Sustainable Development, TSD) ควรมีท่าทีในการเจรจาดังนี้

8.1. ปรับกรอบ TSD ให้สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม ต้องยึดหลักความรับผิดชอบที่แตกต่าง และส่งเสริมความร่วมมือเชิงสนับสนุน มากกว่ากำหนดเงื่อนไขฝ่ายเดียว

8.2. ออกแบบกลไก “การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม” สำหรับประเทศคู่ค้า โดยรวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยี การเข้าถึงเงินทุน และระยะเวลาปรับตัวที่เหมาะสม

8.3. ปฏิเสธการใช้กลไกตลาดคาร์บอนทุกประเภทในการลดก๊าซเรือนกระจก แต่ให้ยึดหลักแนวทางนอกกลไกตลาด ด้วยการให้กลุ่มปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ลดการปล่อย

คาร์บอนโดยตรงตามหลักความรับผิดชอบที่แตกต่าง (ใครปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างความเสียหายทางนิเวศมาก ต้องรับผิดชอบมากตามขนาดของปัญหาที่สร้างขึ้น)

8.4. ยอมรับและสนับสนุนแนวทางหลากหลายของการดูแลธรรมชาติ (Pluriversal Environmentalism) เปิดพื้นที่ให้ชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสิทธิของชนพื้นเมืองในการกำหนดแนวทางการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการจัดการทรัพยากรเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

8.5. เคลื่อนสู่เศรษฐกิจที่เกื้อกูลธรรมชาติภายในปี 2050 กรอบการค้าใหม่ควรตั้งอยู่บนฐานของการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงลดผลกระทบ แต่ต้องส่งเสริมการฟื้นฟูโลกธรรมชาติ ตามเป้าหมายกรอบความตกลงคุณหมิง-มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพโลก 2022

8.6. ส่งเสริมการยกระดับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนภายในภาคี ในประเทศคู่เจรจาจะต้องมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลมลพิษจากแหล่งกำเนิดตามหลักการของกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) และข้อบังคับทางกฎหมายที่ส่งเสริมความโปร่งใสในการให้ข้อมูลสารเคมีบนฉลากของผลิตภัณฑ์พลาสติกและผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ ที่ทัดเทียมกัน

8.7 รับรองสิทธิในการใช้แรงงานสัตว์ตามวิถีวัฒนธรรม ภายใต้กรอบกฎหมายและมาตรฐานด้านสวัสดิภาพสัตว์ของรัฐภาคี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางวัฒนธรรม จะไม่ถูกนำมาเป็นเงื่อนไขหรือข้อกีดกันทางการค้า

9. รัฐบาลไทยต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาหลักขององค์การแรงงานโลก (International Labour Organization, ILO) 2 ฉบับ ในหมวดว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการเจรจาต่อรอง ซึ่งได้แก่ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและคุ้มครองสิทธิ์ในการรวมตัวกัน ค.ศ 1948 และฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิ์ในการรวมตัวกันและสิทธิ์ในการร่วมเจรจาต่อรอง ค.ศ. 1949 ทันที

10. รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่ดูแลรับผิดชอบการเจรา ต้องเปิดให้ภาคธุรกิจเอกชนและภาคประชาสังคมเข้าถึงเนื้อหาสาระของการเจรจาอย่างเท่าเทียม สร้างความโปร่งใสในการเจรจา และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งในทางตรงและโดยผ่านรัฐสภา

11. คณะเจรจาของไทยควรยื่นข้อเสนอให้มีบทบัญญัติต่อไปนี้ในการเจรจา

11.1 การส่งเสริมให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เป็นรูปธรรมและนำไปสู่การมีนวัตกรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

11.2 การป้องกันความเหลื่อมล้ำและผลกระทบเชิงลบจากปัจจัยกำหนดสุขภาพในเชิงพาณิชย์ (commercial determinant of health) ตามข้อเสนอแนะในรายงานของ WHO และ UN เพื่อให้ผู้ก่อมลพิษที่มีผลต่อสุขภาพต้องรับผิดชอบและเกิดการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ภาคประชาสังคมที่สนับสนุนแถลงการณ์ข้างต้นประกอบไปด้วย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย, เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ประเทศไทย, สภาองค์กรของผู้บริโภค, มูลนิธิชีววิถี, เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN), มูลนิธิบูรณะนิเวศ, เครือข่าย Thai Climate Justice for All, สภาเกษตรกรแห่งชาติ, เครือข่ายขับเคลื่อน ILO 87/98, สหภาพคนทำงาน, สมัชชาคนจน, กลุ่มพัฒนาแรงงานสัมพันธ์ตะวันออก, เครือข่าย Healthy Forum, เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ, สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย (สพท.), เครือข่ายศูนย์สิทธิผู้บริโภคกรุงเทพฯ, กลุ่มวิสาหกิจเมล็ดพันธุ์และการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร บ้านโนนเชือก, และกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)

ทั้งนี้ ทางเครือข่ายภาคประชาสังคมจะนำแถลงการณ์ข้อเรียกร้องร่วมจากวันที่ 20 มิ.ย. 68 ไปยื่นให้กับตัวแทนคณะเจรจาของรัฐบาลไทยและสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการต่อไปในวันที่ 24 มิ.ย. 68

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน