
เมื่อวันที่ 24 พ.ค.68 สหภาพแรงงานแอมเนสตี้ ประเทศไทย หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า “สหภาพแรงงานเทียนเหลือง” ได้ส่งตัวแทนขึ้นกล่าวแถลงการณ์สหภาพแรงงาน ณ การประชุมสามัญประจำปีของกรรมการและสมาชิกองค์กรแอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทยชื่อว่า Annual General Meeting 2025 หรือ AGM25 ที่โรงแรม Best Western จตุจักร กรุงเทพมหานคร
ซึ่งในการประชุม AGM25 จะมีวาระเกี่ยวกับการรายงานการดำเนินงานขององค์กร รวมไปถึงการดำเนินงานของกลุ่มเครือข่าย Amnesty Club ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วไทย เพื่อให้สมาชิกและกรรมการองค์กรได้รับรู้โดยทั่วกัน ทั้งนี้ หนึ่งในการนำเสนอที่น่าจับตาคือการนำเสนอของกลุ่มพนักงานแอมเนสตี้ประเทศไทยเอง นำโดยตัวแทนของสหภาพแรงงานแอมเนสตี้ประเทศไทย
“ปัจจุบันเรามีสมาชิกอย่างน้อย 17 คน ทั้งที่อยู่ที่นี่และไม่ได้อยู่ที่นี่ โดยยึดหลักแรงงานตาม International Labour Organization และยึดถือตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อที่ 23 วงเล็บ 4 ว่าด้วยการตั้งสหภาพ…” เฝาซี ลาเต๊ะ ตัวแทนสหภาพแรงงานแอมเนสตี้ฯ กล่าวบนเวที

คุณเฝาซี อ่านแถลงการณ์ต่อว่า ปัจจุบันเนื่องจากสหภาพแรงงานแอมเนสตี้ฯ ถูกตั้งขึ้นไม่นานและอยู่ในระยะแรกเริ่มจึงมีเป้าหมายเบื้องต้นดังนี้
เพื่อนำเสนอแนวทางเชิงโครงสร้างและแนวนโยบายต่อองค์กร
รับฟังเสียงพนักงานในองค์กรอย่างมีระบบ
ช่วยผลักดันสภาพการทำงานและพื้นที่ปลอดภัยภายในองค์กร
ผลักดันความยุติธรรมภายในองค์กร สร้างอำนาจในต่อรองให้คนทำงาน ได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม ปราศจากการเลือกปฏิบัติ
“บางคนอาจจะตั้งคำถามว่าองค์กรอย่างแอมเนสตี้ จำเป็นต้องมีสหภาพด้วยเหรอ คำตอบคือจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ควรเกิดขึ้นภายนอกองค์กรเท่านั้น มันต้องเริ่มจากข้างใน สหภาพแรงงานคือเครื่องมือการมีส่วนร่วมในที่ทำงาน เป็นกลไกที่เปิดพื้นที่ให้เสียงของพนักงานทุกคนถูกได้ยินอย่างแท้จริง เป็นการรวมพลังเพื่อความโปร่งใส ความยุติธรรมและความยั่งยืนในการทำงาน…” คุณเฝาซี กล่าวต่อ
“ในโลก NGO เรามักพูดถึงภารกิจ จนลืมว่าคนที่ขับเคลื่อนภารกิจนั้นต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นธรรมแค่ไหน เราทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ และความเชื่อเพื่อเปลี่ยนโลก แต่เราก็สมควรได้รับการคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีในการทำงานเช่นกัน…”
ตัวแทนสหภาพแอมเนสตี้ฯ กล่าวทิ้งท้ายการแถลงว่าการจัดตั้งสหภาพครั้งนี้ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับผู้กำหนดนโยบายองค์กรหรือผู้บริหาร แต่เป็นการเชิญให้มีการพูดคุย การเปิดใจและการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ฟังเสียงกันและกัน โดยหวังให้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ ลูกจ้างชั่วคราว และผู้ปฏิบัติงานในทุกระดับ มีสิทธิ์ในส่วนร่วมในการตัดสินใจ ส่งผลกับชีวิตในการทำงานของเรา และขอให้ผู้บริหารและเพื่อนร่วมงานทุกคน มองการก่อตั้งสหภาพแรงงานครั้งนี้ เป็นโอกาสที่แรงงานกับองค์กรจะร่วมกันสร้างองค์กรที่ยุติธรรม มีมนุษยธรรม และเป็นแบบอย่างในการทำงานเพื่อสังคม
“สิทธิแรงงานและสิทธิการสมาคมคือสิทธิมนุษยชน” คุณแสงเทียน เผ่าเผือก ตัวแทนสหภาพแรงงานแอมเนสตี้ฯ อีกคนกล่าว
จากการสัมภาษณ์เพิ่มเติมกับคุณเฝาซี ลาเต๊ะ และ คุณแสงเทียน เผ่าเผือก ในวันเดียวกัน นักสื่อสารแรงงานก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมมาว่า สหภาพแรงงานแรงงานแอมเนสตี้ฯ ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อวันกรรมกรสากล วันที่ 1 พ.ค. 68 ที่ผ่านมา โดยมีการริเริ่มความพยายามมาตั้งแต่ปีก่อนหน้าแล้ว
คุณเฝาซีมองว่ากฎหมายเกี่ยวกับสหภาพแรงงานนั้นมีทั้งในระดับประเทศและระดับสากล แต่ปัจจุบันนี้จะพยายามตั้งต้นที่ธรรมนูญและข้อบังคับของสหภาพก่อนเพื่อให้สหภาพสามารถมีความยั่งยืนสามารถยืนระยะได้ โดยคาดหวังว่าจะเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีความรู้ในขบวนการแรงงานประกอบ และถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้สหภาพแรงงานแอมเนสตี้ฯ นั้นเป็นโมเดลในเรื่องของการตั้งสหภาพแรงงานให้กับองค์กรอื่น ๆ ที่ทำงานเพื่อสังคมเช่นเดียวกัน
คุณแสงเทียน อธิบายเพิ่มเติมว่าเธอมั่นใจว่าองค์กรเองก็สนับสนุนสหภาพประมาณหนึ่ง แต่สิ่งที่ยังไม่แน่ชัดคือแนวทางว่าจะทำอย่างไรให้มั่นใจได้ว่าคนทำงานได้รับการสนับสนุนให้เกิดการส่งเสียงมากที่สุด และทำอย่างไรให้สิ่งที่คนทำงานเรียกร้องนั้นได้รับการตอบสนองโดยฝ่ายผู้บริหารองค์กร เธอเล่าต่อว่าทางสหภาพแอมเนสตี้ฯ มีแผนที่จะเริ่มหาความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน รวมถึงแนวทางของแอมเนสตี้ในระดับสากล ซึ่งก็มีสหภาพแรงงานอยู่แล้วเหมือนกัน
โดยสุดท้ายนี้ทางตัวแทนสหภาพแรงงานแอมเนสตี้ฯ ทั้งคู่ต่างแสดงความเห็นว่าพวกเขาไม่เพียงต้องการที่จะทำงานเพื่อสมาชิกของสหภาพแรงงานเท่านั้น แต่ต้องการทำเพื่อองค์กรและสมาชิกขององค์กรทั้งหมด โดยภายในองค์กรเองก็มีการจ้างงานหลายรูปแบบ เช่น พนักงานประจำและพนักงานชั่วคราว เป็นต้น
นักสื่อสารแรงงาน
