
สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า… จากแผนปฎิบัติการปักกิ่งถึงภาคเศรษฐกิจการดูแล
“บนถนนหนทางยาวไกล
มาหญิงไทย ร่วมกันสร้างสรรค์
สรรค์สร้างโลกสดใสชื่นบาน
ดวงตะวันเจิดจ้ากลางใจ…”
เสียงเพลง “หญิงกล้า” แต่งโดย วิชัย นราไพบูลย์ ขับร้องโดย วงภราดร เป็นเพลงที่นักกิจกรรมเพื่อความเสมอภาคทางเพศของไทยใช้ขับร้องเพื่อสะท้อนถึงการต่อสู้ของผู้หญิง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538
ในโอกาสวันสตรีสากล ปี 2568 ซึ่งครบรอบ 30 ปี ของการประชุมสตรีโลกที่กรุงปักกิ่ง ขอร่วมเฉลิมฉลองด้วยการเรียบเรียงเรื่องราวบางประการในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าของความเสมอภาคทางเพศ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสังคม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับแรงงานหญิง ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์ของวันสตรีสากล
การประชุมสตรีโลกเมื่อปี 2538: ประเด็นน่าห่วงใยในแผนปฏิบัติการปักกิ่ง
ปี 2538 มีการประชุมสตรีโลกที่กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีตัวแทนจากรัฐบาล 189 ประเทศเข้าร่วม รวมทั้งยังมีการประชุมขององค์กรเอกชนที่จัดขึ้นคู่ขนานกันไปด้วย ผลจากการประชุม ตัวแทนภาครัฐพร้อมใจกันยอมรับปฏิญญาและแผนปฏิบัติการปักกิ่งอย่างเป็นเอกฉันท์ ในแผนปฏิบัติการนี้ได้ระบุประเด็นที่น่าห่วงใยเป็นพิเศษ 12 ประเด็น อันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย และการเสริมพลังให้สตรี ได้แก่ ความยากจน การศึกษาและฝึกอบรม สุขภาพ ความรุนแรง ความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ เศรษฐกิจ อำนาจและการตัดสินใจ กลไกทางสถาบันสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน สิ่งแวดล้อม และเด็กผู้หญิง

ในช่วงนั้น ยังไม่มีการระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ภาระรับผิดชอบของผู้หญิงในการเลี้ยงดูเด็กเล็ก เป็นประเด็นที่น่าห่วงใยเป็นพิเศษ ทั้งนี้อาจเนื่องจากบริบทของสังคมยังมีความท้าทายอื่นๆที่โดดเด่นกว่า เช่น ความยากจน การขาดโอกาสทางเศรษฐกิจและการมีส่วนร่วมตัดสินใจ แต่อาจกล่าวได้ว่าการเลี้ยงดูเด็กผสมผสานอยู่ในวาระอื่นๆ เช่น ความยากจน สุขภาพ เศรษฐกิจ
ในประเทศไทยขณะนั้น กลุ่มผู้ใช้แรงงานหญิงและองค์กรเอกชนด้านผู้หญิง นำโดย กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี เพิ่งประสบความสำเร็จจากการเรียกร้องสิทธิลาคลอด 90 วัน เมื่อ พ. ศ. 2536 และตระหนักถึงความสำคัญของภาระการเลี้ยงดูเด็กเล็กของผู้ใช้แรงงานหญิง จึงได้เริ่มหยิบยกปัญหาและความต้องการใหม่ คือ ศูนย์เลี้ยงดูเด็กเล็ก มาเป็นข้อเรียกร้องในโอกาสวันสตรีสากล และทำมาอย่างต่อเนื่องเกือบทุกปี ดังตัวอย่างข้อเรียกร้องที่ระบุว่า
“รัฐต้องจัดให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนอย่างทั่วถึง มีคุณภาพและปรับเปลี่ยนเวลาเปิด – ปิด ศูนย์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนทำงาน“
ข้อเรียกร้องดังกล่าวได้รับการตอบรับจากรัฐบ้างในบางปี แต่อาจกล่าวได้ว่าไม่สามารถสร้างผลกระทบที่สำคัญ เพราะไม่ได้ส่งผลให้ภาครัฐจัดบริการดูแลเด็กเล็กอย่างเป็นระบบถ้วนหน้าสอดคล้องกับสภาพการทำงานของแรงงานในภาคอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องใหม่ เรื่องเงินอุดหนุนเด็ก ที่มีการขับเคลื่อนภายหลัง กลับประสบความสำเร็จตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558

30 ปี หลังการประชุมสตรีโลก : ความท้าทายใหม่ของสังคม
หลังการประชุมสตรีโลก 30 ปี บริบทและความท้าทายของสังคมทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคือ โครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย เนื่องจากอัตราการเกิดน้อยลงและคนอายุยืนยาวขึ้น
ปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีอัตราเจริญพันธุ์รวมอยู่ที่ 1.03 จัดว่าต่ำสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก ขณะที่ก่อนการประชุมสตรีโลกที่ปักกิ่ง คือ ช่วงปี 2533-2538 ไทยมีอัตราเจริญพันธุ์รวมที่ 2.05
อัตราเจริญพันธุ์รวม หมายถึง จำนวนลูกเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ ตัวเลขที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 2.1 กล่าวคือ จำนวนเด็กเกิดใหม่อยู่ในระดับที่ทดแทนพ่อและแม่ได้
การที่เด็กเกิดน้อยลงจึงเป็นวิกฤตที่จะส่งผลกระทบมากมายต่อสังคม โดยเฉพาะการขาดแคลนประชากรวัยแรงงานในการพัฒนาเศรษฐกิจ และภาระทางเศรษฐกิจและสังคมในการดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี
เมื่อเร็วๆนี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม โดย จงจิตต์ ฤทธิรงค์ ได้สำรวจความเห็นประชาชนไทยจำนวน 1,042 คน เพื่อสอบถามความคิดเห็นในประเด็น “สถานการณ์เด็กเกิดน้อยและสังคมสูงอายุ” ในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2567 พบว่า
1. กลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในสถานะสมรส ซึ่งมีประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ตอบทั้งหมด
a. ร้อยละ 39 ยืนยันว่าจะมีลูกแน่นอน
b. ร้อยละ 30 คิดว่าอาจจะมีลูก
c. ร้อยละ 20 ตั้งใจจะไม่มีลูก
2. คนต่างรุ่น มีความคิดเห็นต่างกันเรื่องการมีลูก โดยคนรุ่นอายุน้อยมีความตั้งใจมีลูกต่ำที่สุด
3. กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 49 เห็นด้วยว่าเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดจะช่วยส่งเสริมให้คนไทยมีลูกมากขึ้น แสดงว่าเงินอุดหนุนเด็กเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญ แต่ไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจมีบุตร ดังนั้นรัฐบาลควรต้องมีนโยบายอื่นร่วมด้วย

ภาคเศรษฐกิจการดูแล – ความเสมอภาคทางเพศ
ผู้หญิงต้องรับภาระหนักในการทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการดูแลโดยเฉพาะงานดูแลที่ไม่ได้รับค่าจ้าง องค์กรที่ทำงานด้านสิทธิสตรีทั่วโลกได้พูดคุยประเด็นนี้กันมานานหลายสิบปี แต่ยังได้รับความสนใจในแวดวงจำกัด
ล่าสุดเมื่อปี 2023 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) ได้ทำการศึกษาพบว่า ทั่วโลกมีผู้หญิง 708 ล้านคนที่ไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ร้อยละ 45 ให้เหตุผลว่ามีภาระรับผิดชอบงานดูแล และร้อยละ 34 มีเหตุผลส่วนตัว เช่น การศึกษาและสุขภาพ ในขณะที่มีผู้ชายเพียง 40 ล้านคนที่ไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยร้อยละ 5 ให้เหตุผลว่ามีภาระรับผิดชอบงานดูแล และร้อยละ 58 มีเหตุผลส่วนตัวด้านการศึกษาและสุขภาพ
ในการศึกษา มีการลงรายละเอียดถึงการปฏิรูปนโยบายของประเทศต่างๆที่เป็นกรณีศึกษา โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับภาระงานดูแล ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กเล็ก เช่น การขยายสิทธิลาคลอด การพัฒนาภาคบริการดูแลเด็กเล็ก การพัฒนาหลักสูตรดูแลเด็กปฐมวัย การจัดสรรงบประมาณเพิ่มให้แก่ศูนย์เด็กเล็ก ฯลฯ รวมทั้งมีการติดตามผลระยะยาว ทำให้ได้ข้อค้นพบหลายประการ ที่น่าสนใจ ได้แก่ ผลการศึกษาที่ครอบคลุม 82 ประเทศ ที่พบว่า การลงทุนทุก 1 ดอลล่าร์ เพื่อลดช่องว่างเรื่องการลาหยุดงานที่ได้รับค่าจ้างด้วยเหตุผลเกี่ยวกับดูแลเด็ก และการพัฒนาการดูแลและส่งเสริมการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย(Early Childhood Care and Education: ECCE) จะส่งผลให้ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.76 ดอลล่าร์ ภายในปี 2035

นอกจากผลประโยชน์จากการลงทุนแล้ว การพัฒนาภาคเศรษฐกิจการดูแลยังจะได้รับประโยชน์ด้านอื่น ได้แก่ ความเสมอภาคทางเพศ และการสร้างงาน ตัวอย่างเช่น
● มีศักยภาพในการสร้างงาน 96 ล้านตำแหน่งในปี 2035
● ลดช่องว่างรายได้ระหว่างเพศ จาก 20.1% ในปี 2018 เป็น 8 % ในปี 2035
● เพิ่มการจ้างงานผู้หญิงทั่วโลก เฉลี่ย จากร้อยละ 46.2 เป็นร้อยละ 56.5
● เด็กมีพัฒนาการที่ดี ถ้ามีการดูแลและส่งเสริมการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย ทั้งที่เป็นกฎหมายและการปฏิบัติอย่างถ้วนหน้า
ILO จึงเรียกร้องต่อรัฐบาล สหภาพแรงงานและองค์กรนายจ้าง ให้พัฒนาประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจการดูแล ตัวอย่างเช่น
– รับรองอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับภาคเศรษฐกิจการดูแล
– ส่งเสริมงานที่มีคุณค่า หรืองานที่เป็นธรรม ในภาคเศรษฐกิจการดูแล
– บูรณาการเรื่องงานการดูแลไว้ในนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้อง
– เสริมสร้างนโยบายและมาตรการที่เอื้อต่อการสร้างสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว และภาระงานดูแล
– มีนโยบายด้านการคุ้มครองความเป็นมารดา
– จัดสรรงบประมาณเพื่อลงทุนในภาคเศรษฐกิจการดูแลที่มีคุณภาพให้เพียงพอ ราคาไม่แพง และคนส่วนใหญ่เข้าถึงได้

บทส่งท้าย
การขับเคลื่อนความเสมอภาคทางเพศอันเป็นหลักการสำคัญของขบวนการสิทธิสตรี ต้องบูรณาการควบคู่ไปกับประเด็นอื่น โดยเฉพาะภาคเศรษฐกิจการดูแลและสวัสดิการเด็กเล็ก และต้องก้าวไปพร้อมกับประเด็นของพี่น้องเครือข่ายอีกหลากหลายกลุ่ม เพื่อนำไปสู่สังคมใหม่ที่มีความเสมอภาคมากกว่าเดิม ดังเนื้อหาในวรรคท้ายของเพลงหญิงกล้า
”โลกทั้งผองเหมือนดังน้องพี่
เอื้ออารีต่อกันได้ไหม
ขาวหรือดำ ต่ำสูงจากใคร
สังคมใหม่ หญิงชายเท่าเทียม“
อ้างอิง
http://www.apsw-thailand.org/CEDAW.html
https://www.theprachakorn.com/newsDetail.php?id=1002
https://www.ilo.org/…/GEDI-STAT%20brief_formatted_28.10… )
==========
เขียนโดย ปรีดา ศิริสวัสดิ์ คณะทำงานขับเคลื่อนสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า
