
สวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้ากับการกระจายอำนาจ
ตอนที่ 2
ศูนย์เด็กเล็กในชุมชน – ท้องถิ่นต้องอุดหนุนอย่างถ้วนหน้า
“เด็กในศูนย์ส่วนใหญ่เป็นลูกหลานคนในชุมชนริมทางรถไฟมักกะสันหรือชุมชนใกล้เคียง พ่อแม่เด็กก็ทำงานรับจ้างทั่วไป เช่น ขายของ ขับรถส่งของ หรือขายของเองเล็กๆน้อยๆ อยู่ในละแวกนี้ โดยเฉพาะประตูน้ำ รายได้ไม่มาก มีเด็กบางคนที่มาไกล เพราะพ่อแม่มาทำงานแถวนี้ ก็เลยเอาลูกมาเข้าเรียนที่นี่ สะดวกในการรับส่ง“
ครูแพรว แก้วกล้า ผู้จัดการศูนย์เด็กเล็ก กล่าวถึงเด็กที่เข้าเรียนในบ้านไม้ริมทางรถไฟ
ศูนย์เด็กเล็กที่ไม่ได้สังกัด กทม.
ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนริมทางรถไฟมักกะสัน จัดตั้งมาได้ประมาณ 30 กว่าปี โดยการสนับสนุนของบาทหลวงนักพัฒนาชุมชนแออัด สถานที่เป็นบ้านของอดีตผู้นำชุมชน ในอดีต ศูนย์เคยอยู่ในสังกัด กทม. และได้รับการสนับสนุน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ศูนย์ถูกตัดออกจากสังกัด กทม. หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนใดๆ
ทางศูนย์เคยพยายามขอจดทะเบียนในฐานะที่เป็นสถานรับเลี้ยงเด็กของเอกชนกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แต่ไม่ผ่านเกณฑ์ เนื่องจากคุณสมบัติหลายประการต่ำกว่ามาตรฐาน เช่น อัตราส่วนครูต่อเด็ก ความคับแคบของพื้นที่และความขาดแคลนอุปกรณ์
ครูแพรวเล่าต่อว่า “ศูนย์เปิดให้บริการ วันจันทร์-วันศุกร์ ผู้ปกครองเด็กบางคนเลิกงานช้า ต้องการฝากเด็กไว้ที่ศูนย์ต่อ แต่ครูไม่สามารถให้บริการได้ เพราะบ้านครูอยู่ไกลจากศูนย์และต้องมาทำงานตั้งแต่เช้า ”
“เราปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์ แต่เปิดวันนักขัตฤกษ์ เพราะผู้ปกครองเด็กส่วนใหญ่ต้องทำงานโดยไม่มีวันหยุด จึงต้องหาที่ฝากเลี้ยงลูก ส่วนศูนย์ก็ต้องการรายได้ให้พอกับค่าใช้จ่าย“
“ศูนย์เก็บค่าบริการวันละ 40 บาท อาจสูงกว่าศูนย์ในสังกัด กทม. เล็กน้อย แต่ผู้ปกครองยังนิยมส่งลูกหลานมาเรียนที่นี่ เหตุผลสำคัญเป็นเพราะศูนย์เปิดบริการมานาน มีชื่อเสียงที่ดีในการดูแลเด็ก ผู้ปกครองบางคนก็เคยเป็นเด็กในศูนย์ที่นี่มาก่อน จึงมีความเชื่อถือไว้วางใจให้ศูนย์ดูแลลูกหลาน”
“เด็กของศูนย์ตอนนี้มีประมาณ 100 คน วันนี้มา 92 คน เด็กอายุ 2-14 ปี เด็กที่อายุเกิน 6 ขวบ มีไม่กี่คน เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่เพิ่งย้ายมาอยู่เมืองไทย พูดอ่านเขียนไทยยังไม่ได้ จึงมาเริ่มต้นเรียนที่นี่ก่อนเข้าโรงเรียน”
”ร้อยละ 70 ของเด็ก เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติที่ทำงานแถวนี้ เรายินดีรับเด็กๆ ลูกหลานแรงงานข้ามชาติ เพราะคิดว่าเขาอยู่ในประเทศไทย การอบรมสั่งสอนให้เขามีการศึกษา จะช่วยให้เขาปรับตัวเข้ากับสังคมไทยได้ดี อีกทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่เด็กที่ทำงานรับจ้าง รายได้น้อย ไม่ค่อยมีเวลาดูแลลูก ก็คล้ายกับคนไทยที่หาเช้ากินค่ำ“
ในกรณีนี้ ประเด็นเด็กไม่ได้ถือสัญชาติไทยไม่ได้เป็นเหตุผลหลักที่ศูนย์เด็กเล็กไม่ได้รับการสนับสนุน แต่เป็นประเด็นที่มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในทุกภูมิภาคของประเทศ คือ ศูนย์เด็กควรรับดูแลลูกหลานแรงงานข้ามชาติหรือไม่ และเด็กเหล่านี้ควรได้รับการอุดหนุนค่าอาหารกลางวันและอื่นๆเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทยหรือไม่ เรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ชี้แจงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 ว่า ”ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย สามารถสรุปได้ว่า เด็กที่อายุไม่เกิน 18 ปี ที่อยู่ในเขตอำนาจของรัฐไทย ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน โดยห้ามเลือกปฏิบัติ เพราะเหตุเชื้อชาติ สีผิว ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น ต้นกำเนิดทางชาติ ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิดหรือสถานะอื่น ๆ ของเด็ก โดยเด็กนั้นต้องได้รับการรับรองสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งก็รวมไปถึงการได้รับสิทธิตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพตามแนวนโยบายของรัฐบาลด้านการศึกษาที่จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย“

“ที่นี่มีครูทั้งหมด 3 คน วุฒิการศึกษา อนุปริญญา มัธยมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 แต่ละคนได้รับเงินค่าตอบแทนเดือนละไม่ถึงหมื่น จำนวนเงินไม่แน่นอนเพราะขึ้นอยู่กับรายได้สุทธิแต่ละเดือนที่ไม่เท่ากัน รายได้หลักมาจากค่าบริการที่เก็บจากผู้ปกครองหักด้วยค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ครูไม่มีสวัสดิการใดๆ รวมทั้งไม่มีโอกาสได้รับการอบรมพัฒนาความรู้ในการดูแลเด็ก เนื่องจากศูนย์ไม่มีสังกัด ส่วนตัวครูแพรว ทำงานที่นี่มา 26 ปี“
บทบาท กทม. – การพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในพื้นที่แบบถ้วนหน้า ?
เมืองใหญ่เช่น กทม. มีประชากรจำนวนมาก ทั้งคนในพื้นที่และคนต่างถิ่นที่โยกย้ายเข้ามาหางานทำ การนำลูกหลานที่ยังเล็กมาอยู่ด้วยกันมีข้อดีที่ช่วยให้เด็กได้มีโอกาสอยู่ร่วมกับพ่อแม่
จากรายงานของ กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง จำนวนสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2566 พบว่า กทม. มีศูนย์ในสังกัด 728 แห่ง แบ่งเป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) 299 แห่ง โรงเรียนอนุบาล 429 แห่ง ดูแลเด็กอายุ 0-6 ขวบ จำนวน 32,341 คน มีเด็กพัฒนาการล่าช้า 59 คน มีจำนวนครูปฐมวัย 1,788 คน พี่เลี้ยงเด็ก 2,743 คน
กรุงเทพมหานครได้จัดสรรงบประมาณค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนในโรงเรียนสังกัด กทม.ระดับชั้นเด็กเล็กในอัตราเดียวกับที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด คือวันละ 36-22 บาท/คน/วัน ตามขนาดของโรงเรียน ถ้ามีจำนวนเด็กมากขึ้น จำนวนเงินต่อหัวจะลดลง
กรณี ศพด. กทม. สนับสนุนให้เฉพาะแก่ ศพด. ในสังกัดเท่านั้น ส่วนที่อยู่นอกสังกัด ไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ
เมื่อต้นปี พ.ศ. 2562 สภากรุงเทพมหานครตระหนักถึงบทบาทของ สถานเลี้ยงเด็ก และ ศพด. ไร้สังกัด ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ กทม. จึงได้จัดตั้งและมอบหมายให้ คณะกรรมการวิสามัญศึกษาการจัดตั้งและพัฒนารูปแบบศูนย์เด็กอ่อนให้มีมาตรฐาน ทำการศึกษาสำรวจสถานรับเลี้ยงเด็กไม่มีต้นสังกัดในเขต กทม. เมื่อปี 2562 ผลการศึกษาพบว่า มีจำนวนสถานรับเลี้ยงเด็กที่ทำการสำรวจ จำนวน 186 แห่ง แบ่งเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัยที่ไม่มีต้นสังกัด 167 แห่ง และสถานรับเลี้ยงเด็กปฐมวัยสังกัดอื่นๆ เช่น สถานประกอบการ หมู่บ้านเอื้ออาทร ฯลฯ อีก 19 แห่ง

ลักษณะการจัดบริการมีความยืดหยุ่นตามความต้องการของผู้ปกครอง เช่น
- รับดูแลเด็กอายุ 0-5 ขวบ
- เด็กส่วนใหญ่มาเช้ากลับเย็น บางส่วนอยู่เป็นประจำรายเดือน
- อัตราค่าบริการคิดเป็นรายวัน หรือรายเดือน
- ค่าบริการมีอัตราแตกต่างกัน เช่น รายวันมีตั้งแต่ 50-200 บาท รายเดือนมีตั้งแต่ 2,000-4,500 บาท
คณะผู้จัดทำรายงานได้วิเคราะห์ข้อเด่นข้อด้อยของศูนย์ ดังนี้
- ศูนย์มีจุดแข็งคือการได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครอง บางแห่งจึงสามารถเปิดบริการได้เป็นเวลายาวนานมากกว่า 10 ปี
- ผู้ดูแลเด็กส่วนใหญ่มีความรักเด็ก และมีประสบการณ์จากการเลี้ยงดูบุตรของตนเอง เมื่อบุตรเติบโตเข้าโรงเรียนแล้ว จึงสมัครใจเลือกอาชีพดูแลเด็กในชุมชน ถึงแม้ว่าจะมีรายได้ไม่มาก
- ศูนย์มีบทบาทช่วยแบ่งเบาภาระผู้ปกครองที่มีรายได้น้อย
- อายุของผู้ดูแลเด็กส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคนเป็นต้นไป ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ขาดโอกาสเรียนรู้เรื่องการเสริมสร้างพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กแบบใหม่ๆ
- ศูนย์มีรายได้จำกัด จึงต้องการความช่วยเหลือจาก กทม. เรื่อง ของกินของใช้จำเป็นสำหรับเด็ก เช่น นมผง ผ้าอ้อมสำเร็จรูป ที่นอนเด็ก แป้ง สบู่ ยาสีฟัน ยากันยุง อุปกรณ์กันกระแทก รถเข็นเด็ก เสื้อผ้าเด็ก รวมทั้งขาดแคลนของเล่นและอุปกรณ์เสริมสร้างพัฒนาการเรียนรู้เด็ก
คณะผู้จัดทำรายงานมีข้อเสนอแนะหลายประการ ที่สำคัญมีดังนี้
- กทม.ควรช่วยพัฒนาศักยภาพผู้ดูแลเด็ก การจัดหลักสูตรอบรมควรเป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่าย และเหมาะสมกับบริบทของชุมชน
- ควรจัดพยาบาลอนามัยชุมชนและ อสม. เข้าเยี่ยมและให้คำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ
- ภาครัฐและองค์กรท้องถิ่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุนเชิงนโยบายและกำหนดข้อบัญญัติที่เอื้อต่อการสนับสนุนให้สถานเลี้ยงเด็กไม่มีต้นสังกัด ได้รับการสนับสนุนเช่นเดียวกับสถานเลี้ยงเด็กที่มีต้นสังกัดภาครัฐ เป็นประเด็นสำคัญที่เสนอต่อระดับบริหารเพื่อกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะ ที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาวะเด็กปฐมวัยในเขตเมืองต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในระดับปฏิบัติ ครูแพรว เล่าว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
”หลังปี 2562 ศูนย์ยังไม่เคยได้รับการสนับสนุนทั้งด้านวัสดุอุปกรณ์การเรียนหรือเงินค่าอาหารกลางวันจาก กทม. และยังไม่เคยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานรัฐมาเยี่ยม มีเพียงภาคธุรกิจโรงแรมสองสามรายที่มาเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กปีละครั้ง“
“เป็นเรื่องที่ดีมากๆ ถ้า กทม. จะรับศูนย์เข้าไปอยู่ในสังกัด การสนับสนุนของ กทม. จะช่วยให้เรามีทั้งเงินและความรู้ที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการเด็กให้ดีกว่าเดิม“
การสนับสนุนถ้วนหน้าโดยไม่จำกัดสถานะ
การที่ อปท. เจ้าของพื้นที่ไม่ได้ให้การสนับสนุน ศพด. ที่ไม่ได้อยู่ในสังกัด เป็นกรณีที่ไม่ได้เกิดเฉพาะกับ กทม. แต่เกิดขึ้นทั่วไปในเขตชุมชนเมืองขนาดใหญ่ ซึ่งมี ศพด. ของเอกชน(ที่ไม่ใช่ธุรกิจเต็มรูปแบบ) เพราะคนในชุมชนต้องการสถานที่รับดูแลเด็กเล็กที่ไว้วางใจได้ในราคาที่ไม่แพง
สาเหตุสำคัญที่ อปท. ในกรณีนี้ คือ กทม. ไม่ได้จัดงบประมาณสนับสนุนศูนย์เด็กเล็กบางแห่งคือ สถานะความเป็นศูนย์ในสังกัดหรือนอกสังกัด การกำหนดสถานะนี้เป็นไปตามระเบียบที่ อปท. กำหนดขึ้น
ถ้า อปท. กำหนดสถานะของศูนย์เด็กเล็กโดยใช้หลักการสำคัญคือ การทำหน้าที่ของศูนย์ในการให้บริการดูแลเด็กเล็กจากครอบครัวรายได้น้อยอย่างมีคุณภาพในระดับที่ยอมรับได้ ก็น่าจะทำให้ศูนย์จำนวนมากสามารถเปลี่ยนสถานะเข้ามาอยู่ในสังกัดได้ ช่วยให้เด็กได้รับการดูแลที่ดีกว่าเดิม ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองลง และเป็นการพัฒนาสู่การจัดสวัสดิการให้ครอบคลุมถ้วนหน้า
เป็นเรื่องน่าชื่นชมที่ คณะกรรมการวิสามัญศึกษาการจัดตั้งและพัฒนารูปแบบศูนย์เด็กอ่อนให้มีมาตรฐาน สภากรุงเทพมหานคร ได้ริเริ่มเรื่องนี้ไว้แล้ว โดยการจัดทำรายงานการศึกษาและมีข้อเสนอแนะที่ดี สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า คือเสนอให้จัดสวัสดิการให้เด็กทุกคนเท่าเทียมกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ประเด็นคือการนำข้อเสนอแนะดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติควรมีความรวดเร็ว เวลา 6 ปีที่ผ่านไป หมายถึงเด็กเล็ก 6 รุ่น ที่เติบโตขึ้นจนพ้นวัยเรียนศูนย์เด็กโดยไม่ได้รับสวัสดิการที่ควรได้จากรัฐ
บทบาทที่ก้าวหน้าของ กทม. ที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ในการจัดสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงให้เด็กทุกคนในพื้นที่ได้รับประโยชน์ คือ ได้รับโอกาสในการเสริมสร้างพัฒนาการอย่างเท่าเทียมแล้ว ยังเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับให้องค์กรปกครองท้องถิ่นอื่นได้เรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนด้วย
อ้างอิง
คณะกรรมการวิสามัญศึกษาการจัดตั้งและพัฒนารูปแบบศูนย์เด็กอ่อนให้มีมาตรฐาน สภากรุงเทพมหานคร “ รายงานผลการศึกษา เรื่อง การจัดตั้งและพัฒนารูปแบบศูนย์เด็กอ่อนให้มีมาตรฐาน” 2562 https://bmc.go.th/wp-content/uploads/2020/06/42_2562.pdf สืบค้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมกิจการเด็กและเยาวชน “รายงานจำนวนสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย” (ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2566) https://datacatalog.dcy.go.th/dataset/edcis_12_06/resource/41a596d1-90f1-4953-9d77-1c24e6f35b72 สืบค้น เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน “สพฐ. แจงแนวปฎิบัติรับนักเรียนที่ไม่มีทะเบียนราษฎร” https://www.obec.go.th/archives/991570 สืบค้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2568
สัมภาษณ์ ครูแพรว แก้วกล้า หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนริมทางรถไฟมักกะสัน เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568
เรียบเรียงโดย ปรีดา ศิริสวัสดิ์ คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า
