เครือข่ายผู้หญิง คนทำงาน และเด็ก ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ในวาระวันสตรีสากล

       แถลงการณ์วันสตรีสากล เครือข่ายผู้หญิง คนทำงาน และเด็ก ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ในวาระวันสตรีสากล

 เนื่องในวาระ “วันสตรีสากล” 8 มีนาคมของทุกปี  เครือข่ายผู้หญิงจะจัดการเฉลิมฉลองพร้อมจัดเวทีเสวนาเพื่อทบทวนสิทธิและความเสมอภาคของสตรีในสังคม รวมถึงวิพากษ์ วิเคราะห์นโยบายของรัฐบาลต่อผู้หญิง โดยในปีนี้ เครือข่ายองค์กรผู้หญิง องค์กรคนทำงาน และเครือข่ายเด็ก 9   ประกอบด้วย ขบวนผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (WeMove)   คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า 450 องค์กร  มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (HomeNet Thailand)   มูลนิธิเพื่อสิทธิแรงงาน (มสร.)  มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม (มสส.สถาบันวิจัยบทบาทหญิงชายและการพัฒนา สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ได้จัด “เวทีวาระวันสตรีสากล” ภายใต้หัวข้อ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐ : ทิ้งผู้หญิงคนทำงานและเด็กไว้ข้างหลัง

ทั้งนี้ ภายหลังการจัดเวที เครือข่ายองค์กรผู้หญิง องค์กรคนทำงาน และเครือข่ายเด็ก มีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี(แม่ลูกอ่อน) และรัฐบาลเร่งแก้ไขอย่างจริงจังในเฉพาะหน้า  ดังนี้ 

1)จัดงบประมาณปี 2569 ให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี 29 พฤศจิกายน 2567 และ มติคณะรัฐมนตรี 24 ธันวา  2567 เรื่องเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าเดือนละ 600 บาท    เงินอุดหนุนหญิงมีครรภ์ตั้งแต่เดือนที่ 5 ถึงเดือนที่ 9 เดือนละ 3,000 บาท   เบี้ยคนพิการเดือนละ 1,000 บาทแบบถ้วนหน้า  และเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 1,000 บาทแบบถ้วนหน้า  

2) การขยายสิทธิในระบบประกันสังคม

                2.1) ให้แม่มีสิทธิลาคลอดและเลี้ยงดูบุตรอย่างน้อย 180 วัน เพื่อส่งเสริมให้เด็กได้ดื่มนมแม่ที่สมบูรณ์  และให้พ่อ ลาไปดูแลแม่และบุตรได้ 30 วันเพื่อสร้างความอบอุ่นสู่ครอบครัว       โดยได้รับค่าจ้างเต็ม

                   2.2)   รัฐต้องเร่งดำเนินการให้ลูกจ้างทำงานบ้านได้  เข้าประกันสังคมมาตรา ๓๓  เพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ และการคุ้มครองเช่นเดียวกับแรงงานกลุ่มอื่นๆ

                2.3 )รัฐต้องให้การคุ้มครองความเป็นมารดาแก่แรงงานนอกระบบหญิง   โดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ เงินชดเชย การลาคลอด   90 วัน  ในประกันสังคมมาตรา 40

               2.4) รัฐต้องดำเนินการให้ไรเดอร์และแรงงานแพลตฟอร์ม เข้าระบบประกันสังคมมาตรา 33  และกองทุนเงินทดแทน

3)  รัฐต้องเร่งรัดให้มีสถานรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่ 6 เดือนถึงสามปีที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและสอดคล้องกับวิถีการทำงานของคนทำงานหญิง  สำหรับแม่ที่มีความจำเป็น

4) ขอให้รัฐบาลไทยลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติตามมติ ครม. 24 กันยายน 2567 โดยให้อยู่ในขั้นตอนของประเทศปลายทางเท่านั้น  รัฐบาลต้องไม่รับเงื่อนไขจากรัฐทางการพม่าที่เรียกเก็บภาษีจากประเทศปลายทาง

5)ให้มีการคุ้มครองคนทำงานภาคบริการทางเพศ และให้รัฐบาลรับข้อเสนอการจัดทำร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ

6)ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกองทุนยุติธรรมในการต่อสู้คดีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

7) ให้มีการรณรงค์ยุติการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธ์ และชนเผ่าพื้นเมือง และสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์

8)ให้ส่งเสริมโอกาสในการพัฒนาศักยภาพและการมีงานทำสำหรับคนพิการ โดยเฉพาะคนหูหนวก

9)รัฐต้องรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่  183 ว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิความเป็นมารดาตามหลักสากล 10) ให้การจัดทำงบประมาณของรัฐทุกระดับคำนึงถึงมิติเพศสภาพ วัย เชื้อชาติ และสภาพร่างกาย และเพิ่มงบประมาณสู่ท้องถิ่นให้ได้อย่างน้อย 35 เปอร์เซนต์ภายในปีงบประมาณ 2569