“8 มีนา วันสตรีสากล 32 ปี ประกันสังคม ขยายวันลาคลอด ของขวัญที่แรงงานหญิงและครอบครัวรอคอย”

“8 มีนา วันสตรีสากล 32 ปี ประกันสังคม ขยายวันลาคลอด ของขวัญที่แรงงานหญิงและครอบครัวรอคอย“                                          

บัณฑิต แป้นวิเศษ มูลนิธิเพื่อนหญิง

จากสถิติของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2566 จำนวนประชากรประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 70.08 ล้านคน โดยอยู่ในกำลังแรงงาน 40.28 ล้านคน เป็นสตรีที่อยู่ในวัยแรงงาน อายุ 18 – 59 ปี จำนวน 20,415,761 คน ซึ่งอยู่ในระบบประกันสังคม ประมาณ 24.47 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้ประกันตนใน มาตรา 33 จำนวน 11.69 ล้านคน มาตรา 39 จำนวน 1.87 ล้านคน มาตรา 40 จำนวน 10.91 ล้านคน ทั้งนี้ มีรายงานจากสำนักงานกองทุนประกันสังคม ตั้งแต่เดือน มกราคม – กรกฎาคม 2566 มีผู้ใช้สิทธิในการคลอดบุตร จำนวน 138,814 คน และใช้สิทธิในการสงเคราะห์บุตร จำนวน 1,268,775 คน

จากสถิติข้อมูลดังกล่าว ประกอบกับสถานการณ์ด้านประชากรศาสตร์ และการจ้างงานที่มีการปรับรูปแบบการจ้างงานที่ซับซ้อนและไม่ปฎิบัติให้เป็นไปตามสัญญาจ้างงาน โดยเฉพาะการจ้างงานในลูกจ้างภาครัฐ และการคุ้มครองแรงงานที่โยงใยไปกับสิทธิการขยายวันลาคลอดคลอดของแรงงานหญิงภาคเอกชนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 32 ปี ประกันสังคม กับการขยายวันลาคลอด 90 วัน สู่ 180 วัน ในการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หลังจากมีการประกาศใช้กฎหมายประกันสังคม เมื่อ พ.ศ.2533 ที่ขบวนการแรงงานที่นำโดยแรงงานหญิง ร่วมกับเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน และนักวิชาการด้านแรงงาน รวมถึงข้าราชการจำนวนหนึ่งในการผลักดัน เคลื่อนไหว และตีแผ่สถานการณ์แรงงานหญิง ที่ชีวิตถูกเลือกปฎิบัติทั้งการจ้างงาน ค่าจ้าง และสวัสดิการ อย่างไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะกับลูกจ้างหญิงในภาครัฐที่ได้สิทธิการลาคลอดมากกว่าแรงงานหญิงภาคเอกชน กล่าวคือลูกจ้างหญิงภาครัฐได้สิทธิการลาคลอด จากเดิม 60 วัน เป็น 90 วัน ทำให้เกิดกระแสการเปรียบเทียบ และนำมาสู่การเรียกร้อง รณรงค์ผลักดัน อย่างเข้มข้น ในปี 2535 ในเรื่องแรงงานหญิงอกชนควรได้รับสิทธิลาคลอด 90 วัน ได้รับค่าจ้างเต็ม จากประกันสังคม 45 วัน จากนายจ้าง 45 วัน โดยปี 2536 มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการคุ้มครองแรงงาน(ฉบับที่13) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2536 ให้รวมไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย (พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 5) กระทั่ง ปี 2562 ได้มีการแก้ไข กฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2541 รัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน ได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่ง ครม.เห็นชอบหลักการร่างและประกาศให้ลูกจ้างมีสิทธิลาคลอดบุตรได้รับค่าจ้างเท่าเวลาที่ลาตามอัตราที่ได้รับ แต่ไม่เกิน 98 วัน ซึ่งเป็นการเอามาตราฐานขั้นต่ำสุดขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO.) ที่เสนอโดยกฤษฎีกา มาใช้ในการให้ขยายสิทธิวันลาคลอดเพิ่ม แต่ปัญหาการเพิ่มวันลา อีก 8 วัน เป็นการลาเพื่อให้ลูกจ้างหญิงลาไปเพื่อการตรวจครรภ์ และถูกบอกว่าให้ถือเป็นการลาป่วยโดยต้องไปเบิกกับนายจ้าง ทำให้ลูกจ้างหญิงยังคงลาคลอดได้เพียง 90 วันเหมือนเดิม

ในปี 2565 กระแสคนรุ่นใหม่กับพรรคการเมืองอย่างพรรคก้าวไกล (ปัจุจุบันคือพรรคประชาชน) ได้ชูนโยบาย “การเมืองไทยก้าวหน้า” หนึ่งนโยบายที่ได้รับความสนใจจากสังคมคือ “สิทธิการลาคลอด 180 วัน ตามมาตราฐานขององค์การอนามันโลก(WHO.)อีกทั้งให้พ่อ แม่แบ่งกันเลี้ยงลูกได้” โดยขยายวันลาคลอดให้กับลูกจ้างจาก 90 วัน เป็น 180 วัน พ่อแม่แบ่งกันได้ และเป็นมาตรฐานที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ กระทั่งการผลักดันร่างการแก้กฎหมายคุ้มครองแรงงานฯ ว่าด้วยเรื่องการขยาวันลาคลอดฯ และการคุ้มครองลูกจ้างภาครัฐ โดยพรรคก้าวไกล (ประชาชน) ได้ยื่นร่างกฎหมายฯเข้าสภาฯ แต่เนื่องจากเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงินจึงต้องให้นายกรัฐมนตรี ลงลายเซ็นเพื่อนำเสนอต่อ ครม. และเข้าสภาผู้แทนราษฎร สมัยนายกพล.อ.ประยุทธิ์ฯ มาถึงสมัยนายกรัฐมนตรีเศรษฐาฯ) การเสนอร่างกฎหมายไม่สำเร็จและถูกตีกลับ โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ส่งกระทรวงแรงงานโดยให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานฯ ไปยกร่างแก้ไขกฎหมายฯ เสนอเข้ามาใหม่ กระทั่งพรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมรัฐบาล และเป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน จึงได้มีการเสนอร่างกฎหมายฯของพรรคภูมิใจไทยที่มีเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาของร่างกรมสวัสดิ์ฯ ที่มีสาระสำคัญ ว่าด้วย “การให้สิทธิขยายวันลาคลอด จากเดิม 90 วัน เพิ่มเป็น 98 วัน ซึ่งเป็นมาตราฐานขั้นต่ำขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เข้ามาประกบคู่กับร่างกฎหมายฯ ของพรรคก้าวไกล (พรรคประชาชน)
วันที่รอคอย ความหวัง กับการขยายสิทธิเพิ่มวันลาคลอด ของขวัญที่แรงงานหญิงและครอบครัวรอคอย

ปลายปี 2566 มูลนิธิเพื่อนหญิง ได้รับการประสานจากสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้นำเสนอความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทำให้มูลนิธิเพื่อนหญิงส่งหนังสือแสดงความคิดเห็นกลับไปยังสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นเครือข่ายแรงงานหญิง และองค์กรแรงงาน เครือข่ายเด็กเท่ากัน เครือข่ายรัฐสวัสดิการ นักวิชาการแรงงาน นักวิชาการสังคมสงเคราะห์จากสถาบันการศึกษา อาทิ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และองค์การระหว่าประเทศที่ทำงานด้านเด็ก สตรี ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. จึงได้จัดตั้งเครือข่ายขับเคลื่อนลาคลอด 180 วัน เพื่อติดตาม และประสาน ขับเคลื่อนผลักดัน นำเสนอข้อเสนอทางวิชาการ และข้อเสนอจากแรงงาน และประชาชน เพื่อผลักดันให้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ในส่วนของการเพิ่มวันลาคลอด

กระทั่งวันที่ 6 มีนาคม 2567 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้มีมติรับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ และมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณากฎหมายคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…)พ.ศ. และน่าดีใจเมื่อมติคณะกรรมาธิการวิสามัญฯได้มีมติเสียงข้างมาก แม้นว่าเป้าหมายเครือข่ายฯที่ยึดหลักวันลาคลอดที่ 180 วัน อันเป็นความต้องการเดียวกับร่างกฎหมายฯของพรรคก้าวไกล(พรรคประชาชน) และพรรคภูมิใจไทย ที่เสนอ การขยายสิทธิวันลาคลอดที่ 98 วัน แต่ด้วยบรรยาการทำงานพิจาณาร่วมของกรรมาธิการฯทุกคนมีทัศนะคติมุมมองที่สอดคล้องกันในการปรับขยายวันลาคลอด มาคนละครึ่งทางกล่าวคือการขยายวันลาคลอดให้ลูกจ้างหญิงสามารถ ลาได้ 120 วัน และให้ลูกจ้างหญิงลาได้อีก 15วัน ถ้าลูกเจ็บป่วย หรือพิการ อีกทั้งให้คู่สมรสลางานมาช่วยเลี้ยงดูบุตรได้ 15วัน ซึ่งขณะนี้ได้มีนำเสนอรายงานการพิจารณาแก้ไขกฎหมายฯเข้าสู่การพิจารณา ในชั้นสภาผู้แทนราษฎร วาระ 2

ในโอกาส 8 มีนาวันสตรีสากล ปี 2568 กับการครบรอบ 168 ปี ( ค.ศ. 1857 – 2025 ) ที่จะมีการเฉลิมฉลอง พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวชีวิต ที่ยังเผชิญปัญหาที่สลับซับซ้อนของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม เรื่องหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงกันมากคือเรื่องการลดการเกิดของเด็ก การแต่งงานช้า หรือไม่แต่งงานเลย การเพิ่มประชากรของผู้สูงอายุจำนวนมาก ทำให้ประเด็นการขยายวันลาคลอดของลูกจ้างหญิงและสิทธิในการช่วยเลี้ยงดูบุตรในคู่สมรส ที่กำลังมีการแก้ไขกฎหมายฯดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น 32 ปี ของการเดินทางประกันสังคม กับการเพิ่มสิทธิประโยชน์การขยายวันลาคลอดที่ต้องล้อกับการแก้ไขในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง ว่ารัฐบาลสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) จะสนับสนุนโดยเร่งผ่านกฎหมายนี้ฯเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันสตรีสากล และมอบเป็นของขวัญให้กับแรงงานหญิง ครอบครัว รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้กับคนหนุ่มสาววัยแรงงานให้อยากมีลูก มีครอบครัวที่มีคุณภาพ นับเป็นเรื่องที่ท้าทายทุกท่านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเร่งให้มีการออกกฎหมายฯอย่างเร่งด่วนที่สุด