
สหภาพแรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ได้ออกแถลงการณ์ต่อสังคม และภาครัฐเพื่อเรียกร้องสิทธิแรงงาน ตามกฎหมาย กรณี ถูกนายจ้างละเมิดสิทธิแรงงาน เลิกจ้างไม่จ่ายเงินค่าชดเชย
เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 ลูกจ้าง บ.ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ นำโดย นายวีระศักดิ์ ลุพา ประธานสหภาพแรงงานยานภัณฑ์ พร้อมตัวแทนลูกจ้างบริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) กว่า 200 คน ได้รวมตัวกันหน้ากระทรวงแรงงาน หลังจากบริษัทประกาศเลิกจ้างกะทันหัน เมื่อวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลประสบปัญหาทางการเงินและขาดเงินหมุนเวียน ซึ่งทางนายจ้างให้สัญญากับลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างทั้ง 859 คน จะมีการจ่ายเงินชดเชยให้ตามกฎหมาย โดยจะแบ่งจ่ายเป็นเงิน 3 งวด
1.งวดแรกจะจ่ายในวันที่ 20 ธ.ค.2567 เป็นเงินร้อยละ 70 ของเงินชดเชย
2.งวดที่ 2 จะจ่ายในวันที่ 27 ธ.ค.2567 เป็นเงินร้อยละ 20 ของเงินชดเชย
3. งวดที่ 3 จะจ่ายในวันที่ 27 ม.ค.2568 เป็นเงินร้อยละ 10 ของเงินชดเชย
แต่นายจ้างผิดนัด ไม่จ่ายเงินชดเชยตามสัญญาในงวดแรก คือ งวดวันที่ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา จึงทำให้กลุ่มลูกจ้างเดือดร้อน เนื่องจากยังหางานใหม่ไม่ได้ และต้องใช้เงินในการดำรงชีวิต

โดยกลุ่มลูกจ้างในนามสหภาพแรงงานยานภัณฑ์ ได้รวมตัวเพื่อยื่นหนังสือต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (รมว.แรงงาน) เพื่อขอความช่วยเหลือ ให้เจรจากับนายจ้าง ให้จ่ายเงินค่าชดเชยตามสัญญา
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ได้รับเรื่องโดยจะเรียกผู้บริหาร บริษัทยานภัณฑ์ เข้ามาเจรจา และพร้อมดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย ขอให้แรงงานเขียนใบคำร้องคร.7เพื่อขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งจะจ่ายให้กับลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ซึ่งเป็นกลไกที่กระทรวงแรงงานมีไว้ช่วยเหลือ อีกทั้งให้แรงงานไปขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงาน ตามมาตรา33 กับกองทุนประกันสังคม เพื่อรับเงินประกันการว่างงานร้อยละ 50 ของเงินเดือนเป็นระยะเวลา 180 วัน ตามกฏหมายกำหนด พร้อมกันนี้จะเร่งหางานให้กับลูกจ้างที่ตกงาน 859 คน โดยจับคู่กับ บริษัทที่ต้องการแรงงานที่เกี่ยวข้องได้มากที่สุด

ในวันเดียวกันทางสหภาพแรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์กรุ๊ปได้ออก แถลงการณ์ เรื่อง การละเมิดสิทธิแรงงาน เลิกจ้างไม่จ่ายเงินค่าชดเชยแรงงาน ซึ่งนายจ้างบริษัทยานภัณฑ์ จำกัด(มหาชน) ประกาศปิดกิจการเลิกจ้างลูกจ้างเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2567 โดยไม่จ่ายเงินค่าชดเชยและเงินค่าแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ทำให้ลูกจ้างจำนวน 859 คน ตกงานทันที และที่ผ่านมาสหภาพแรงงานได้พยายยามประสานงานกับนายจ้างเพื่อให้นายจ้างปฎิบัติตามกฎหมาย โดยการนำเงินมาจ่ายให้ลูกจ้าง แต่นายจ้างกลับเพิกเฉยไม่ปฎิบัติตามกฏหมาย โดยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ, ผู้บริหารบริษัทยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ผู้แทนสหภาพแรงงาน และมีสมาชิกผู้แทนราษฎรพรรคประชาชนเข้าร่วมสังเกตุการณ์ประชุม ซึ่งสรุปเป็นข้อตกลงว่า บริษัทฯจะมีการจ่ายเงินให้ลูกจ้างแบ่งเป็นสามงวดดังนี้ 3 งวด แต่เมื่อถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2567 นายจ้างไม่จ่ายเงินให้ลูกจ้างทำให้ลูกจ้างเดือดร้อนมาก ไม่มีเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ซื้ออาหารกิน, จ่ายค่าเล่าเรียนบุตร, จ่ายค่าเช่าบ้าน, จ่ายค่าน้ำ, จ่ายค่าไฟฟ้า ค่ายารักษาโรค บางคนเครียดทำให้โรคที่เป็นอยู่กำเริบและเสียชีวิตในเวลาต่อมา บางคนเครียดถึงคิดค่าตัวตาย ฯลฯ ทั้งๆที่ผ่านมาแรงงานเหล่านี้สร้างกำไรให้นายจ้างมากมายจนสามารถขยายกิจการได้ใหญ่โต เพิ่มทุนจดทะเบียนหลายร้อยเท่าจากทุนเริ่มต้น 2.5 ล้านบาทเป็น 1600 ล้านบาท

ดังนั้นสหภาพแรงงานจึงเรียกร้องต่อนายจ้าง(บริษัทยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) )และรัฐบาลดังนี้
1. ให้บริษัทฯเคารพกฎหมายนำเงินมาจ่ายค่าชดเชยและเงินอื่นๆที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับทันทีโดยมิมีเงื่อนไข
2. ขอให้รัฐบาลติดตามตัวนายจ้างบริษัทยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ให้นำเงินมาจ่ายให้ลูกจ้างทันที และหากไม่สามารถติดตามตัวนายจ้างให้นำเงินมาจ่ายให้ลูกจ้างได้ ให้รัฐบาลนำเงินมาจ่ายให้ลูกจ้างก่อนและไปติดตามเงินจากนายจ้างมาคืนคงคลังต่อไป
3. ขอให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อมิให้เป็นแบบอย่างกับนายจ้างรายอื่นอีก
ดังนั้นสหภาพแรงงานขอยืนยันว่าเงินค่าชดเชย, เงินค่าแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงานที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ขอให้นายจ้างบริษัทยานภัณฑ์ จำกัด(มหาชน) เคารพกฎหมายโดยการนำเงินมาจ่ายให้ลูกจ้างทันทีโดยมิมีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

ทั้งนี้วันนี้ 24 ธันวาคม 2567 ลูกจ้างได้รวมตัวกันที่หน้าโรงงานที่ 3 ถนนกิ่งแก้ว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ หลังจากนั้นเดินทางไปหน้าโรงงานที่ 1 ถนนกิ่งแก้ว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการและ เดินทางไปตามตัวนายจ้างที่บ้านพักของนายจ้าง ถนนเฉลิมพระเกียรติ ซอย 12 เขตบางนา กรุงเทพ
ต่อมาเมื่อวันที่25 ธันวาคม2567 ต่อมาเมื่อวันที่25 ธันวาคม2567 สหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์กรุ๊ป อดีตคนงานบริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอะไหล่รถยนต์ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ที่รัฐสภา เรื่อง ขอความเป็นธรรม และขอให้ตรวจสอบการเลิกจ้างของบริษัทฯว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยมีนายเซีย จำปาทอง รองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน คนที่สาม และคณะ รับยื่นหนังสือจาก นายวิรุต นามณี ผู้แทนคนงานที่ถูกเลิกจ้าง
นายวิรุต นามมณี กรรมการสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์กรุ๊ป เปิดเผยว่า ลูกจ้างได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากไม่มีเงินใช้หนี้ และเป็นค่าใช้จ่ายเลี้ยงครอบครัว หากหลังจากนี้นายจ้างยังไม่จ่ายก็จะเดินหน้ายกระดับการกดดันต่อไป จึงขอให้คณะกรรมาธิการดำเนินการช่วยเหลือคนงาน ดังนี้

- ให้บริษัท ยานภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) เคารพกฎหมายนำเงินมาจ่ายค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข
- ขอให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินการติดตามตัวนายจ้างให้นำเงินค่าชดเชยและเงินอื่น ๆ ที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับมาจ่ายให้ลูกจ้างทันที
- ขอให้รัฐบาลติดตามตัวนายจ้างบริษัทฯ ให้นำเงินมาจ่ายให้ลูกจ้างทันที และหากไม่สามารถติดตามตัวนายจ้างให้นำเงินมาจ่ายให้ลูกจ้างได้ ให้รัฐบาลนำเงินมาจ่ายให้ลูกจ้างก่อนและไปติดตามเงินจากนายจ้างมาคืนคงคลังต่อไป
- ขอให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อมิให้เป็นแบบอย่างกับนายจ้างรายอื่น ๆ อีก และจะได้ไม่มีลูกจ้างรายใดเดือดร้อนเช่นนี้อีก
นายสุเทพ อู่อ้น ที่ปรึกษาสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การกระทำของนายจ้างครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงต่อชีวิตของแรงงานกลุ่มยานยนต์ทั้งครอบครัว ซึ่งหากหลังจากนี้หากยังไม่มีการออกมาจ่ายเงินค่าชดเชยตามกฎหมายกำหนด อยากขอวิงวอนขอให้สหภาพแรงงานร่วมออกมาขับเคลื่อนผลักดันให้นายจ้างออกมารับผิดชอบต่อการเลิกจ้างดังกล่าวด้วย
นายเซีย จำปาทอง รองประธานกรรมาธิการการแรงงาน กล่าวว่า หลังจากนี้จะเร่งนำเรื่องนี้เข้ากรรมาธิการการแรงงาน เพื่อประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการจ่ายเงินชดเชยต่อไป ปัจจุบันมีสถานประกอบการหลายแห่งที่เลิกจ้าง เลียนแบบพฤติกรรมไม่จ่ายเงินชดเชยให้ลูกจ้าง จึงมองว่า จำเป็นที่กระทรวงแรงงานจะต้องกลับมาทบทวน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ให้เข้มงวดการบังคับให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยให้แรงงาน และเพิ่มโทษที่รุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ บริษัทยานภัณฑ์ จำกัด(มหาชน) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2495 ด้วยทุนจดทะเบียน 2.5 ล้านบาท เริ่มแรกโรงงานตั้งอยู่ ซอยสุขุมวิท 81 ถนนสุขุมวิท กรุงเทพ ดำเนินการติดชิ้นส่วนอะไหล่สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่จนประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางต่อมาและขยายสายการผลิตไปสู่ชิ้นส่วนรถยนต์ประเภทต่างๆเพื่อจำหน่ายทั่วประเทศ ปี 2536 บริษัทได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 30 ล้านบาทเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ปี 2539 เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 120 ล้านบาทเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ปี 2542 เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 244 ล้านบาทปี 2543 เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 360 ล้านบาท ปี 2544 เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 496 ล้านบาทปี 2545 เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 600 3 ล้านบาท ปี 2546 เดือนมีนาคมเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 732 ล้านบาท ปี 2547 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขยายโรงงาน 2 พร้อมเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 1,600 ล้านบาท ปัจจุบันโรงงานตั้งอยู่เลขที่ 70 หมู่ที่ 1 ถนนบางนา – ตราด ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ทุนจดทะเบียน 1,600,000,000 ล้านบาท (หนึ่งพันหกร้อยล้านบาทถ้วน) วัตถุประสงค์ตอนจดทะเบียน ประกอบกิจการค้า ตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ทำอุตสาหกรรมต่างๆเช่นโรงงานผลิตอุปกรณืผลิตรถยนต์ ผลิตชุด ท่อไอเสีย, ขาคันเร่ง, เบรค, ครัชชิ้นงานขึ้นโลหะ มีนายสัมพันธ์ พันธ์พานิชย์ ดำรงประธานกรรมการ นายพริษฐ์ พันธ์พานิชย์ ดำรงตำแหน่งผู้จัดการใหญ่
นักสื่อสารแรงงาน รายงาน
