
วันที่ 11 ธันวาคม 2567 9.รัฐบาลต้องมีมาตรการในการควบคุมราคาสินค้าที่เกี่ยวข้อง จำเป็นในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง ไม่ให้มีราคาแพง ไม่ให้มีการผูกขาดทางการค้า ยกเลิกสัญญาการให้บริการสาธารณะ เช่น ไฟฟ้า ประปา น้ำมัน ก๊าซ การขนส่ง การสื่อสาร โทรคมนาคม ที่รัฐบาลทำไว้กับเอกชน โดยนำกลับมาให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการเอง และกำหนดราคาที่เป็นธรรมกับประชาชน เพื่อเป็นการลดรายจ่ายของประชาชน เฉพาะหน้านโยบายพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลประกาศไว้ เช่น รายได้ต่อครอบครัวไม่น้อยกว่า 20,000 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท รถไฟฟ้าในกรุงเทพและปริมณฑล 20 บาท ตลอดสาย ลดราคาน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า เพื่อลดรายจ่ายประชาชน และการปรับขึ้นค่าจ้าง ๖๐๐ บาทเท่ากันทั้งประเทศ “ให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีศักดิ์ศรี” รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร “ต้องทำทันที” อย่างไม่มีเงื่อนไข

สืบเนื่องจากการบริหารประเทศของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นนับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 14 พฤษภาคม 2566 แม้ว่านายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้จะพ้นจากตำแหน่งไปด้วยเงื่อนการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาก็มีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่จากพรรคเพื่อไทยเช่นกัน คือ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งหากพิจารณาดูจากการชูนโยบายในการหาเสียงก็จะเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้ใช้แรงงาน เช่น เรื่อง ค่าจ้าง 600 บาทต่อวัน จะลดค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซ ค่าน้ำมัน ทันทีที่ได้เป็นรัฐบาล แต่จนถึงบัดนี้เวลาล่วงเลยมานานก็ยังไม่เห็นรูปธรรมความชัดเจนต่อคำสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน รวมทั้งการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาที่แถลงไปหลายเรื่องยังไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจนเช่นกัน
ในภาคการเมืองล้วนเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ เปลี่ยนข้างสลับขั้ว เพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องโดยปราศจากเรื่องราวที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ แก้ปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน ในขณะที่การทุจริตก็ขยายเป็นวงกว้างในหมู่นักการเมืองและเครือข่ายทั้งระดับประเทศ และ ท้องถิ่นรวมทั้งข้าราชการระดับสูง ยิ่งกว่าในยุคใด ๆ กระทำกันอย่างโจ่งแจ้งไม่เกรงกลัวต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม บางกรณีแม้แต่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วก็ยังสามารถใช้อิทธิพล อำนาจ เพื่อให้ตนเองพ้นผิด หรือกอบโกยผลประโยชน์ให้แก่ตนเองและพวกพ้องอย่างน่าสังเวชใจ อีกทั้งประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง ต้องสูญเสียเงิน เสียชีวิต โดยปราศจากมาตรการในการป้องกันที่ดีพอ ความรับผิด ความเดือดร้อนจึงตกอยู่กับประชาชน

ในส่วนของผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมมีจำนวนสูงถึง 41 ล้านคน จากประชากรของประเทศ 67 ล้านคน ซึ่งมีทั้งแรงงานในระบบ นอกระบบ ในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการภาคราชการและรัฐวิสาหกิจ และยังมีแรงงานข้ามชาติกว่า 4 ล้านคน คนเหล่านี้อยู่ในสภาวะความยากจน แทบไร้หลักประกันในการดำเนินชีวิต ทั้งความมั่นคง ความปลอดภัยในการทำงาน ไม่มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ จำนวนไม่น้อยที่ต้องตกงาน ว่างงาน ไร้อาชีพ ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมากมาย แม้ว่ารัฐบาลจะค้นหาวิธีการในการแก้ไขปัญหาแต่ก็เป็นไปแบบชั่วคราว ไร้ทิศ ผิดทาง เช่น
การแจกเงินแก่ประชาชน การดึงนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามาแลกกับสิทธิพิเศษมากมาย เช่น การยกเว้นภาษี ให้เช่าที่ดินได้ 99 ปี ในขณะที่คนไทยจำนวนมากยังไร้ที่ดินทำกิน โดยหวังที่จะทำให้เกิดการจ้างงานแต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ปรากฏการณ์การเลิกจ้าง ปิดกิจการของสถานประกอบการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในสถานประกอบการเกือบทั้งหมดที่ยังเปิดกิจการอยู่ รวมทั้งการจ้างงานภาครัฐทั้งราชการและรัฐวิสาหกิจก็เลือกที่จะจ้างคนงานแบบสัญญาจ้างชั่วคราว ระยะสั้น ค่าจ้างที่ต่ำ ต้องทำงานหนัก ทำให้คนงานแทบไม่มีหลักประกันใด ๆ ที่ทำให้ชีวิตของตนเองและครอบครัวมีความมั่นคง
ในขณะที่หน่วยงานของรัฐ คือ รัฐวิสาหกิจ ที่พอจะเป็นเครื่องมือในการช่วยให้ผู้ใช้แรงงานและ ประชาชนเข้าถึงบริการที่ดี ราคาที่เป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีหลักประกันก็ถูกแปรรูปยกกิจการให้สัมปทานแก่กลุ่มทุนเอกชน ครอบคลุมทั้งกิจการพลังงาน เช่น น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า การคมนาคม ขนส่ง การสื่อสาร โทรคมนาคม เป็นต้น และเมื่อยกกิจการให้เอกชนไปแล้วตามสัญญารัฐบาลก็ไม่สามารถควบคุมราคาได้ ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในราคาที่แพง

สถานการณ์ที่กล่าวมา มิได้กล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอยมีหลักฐานในเชิงประจักษ์มากมายที่ปรากฏในสื่อสาธารณะทั่วไปและสื่อออนไลน์ สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเมือง และเศรษฐกิจ อันเป็นต้นเหตุหลักของปัญหาทางสังคม การทุจริต ความยากจน ความเหลื่อมล้ำเกิดความสูญเสียโอกาสและความสามารถของประเทศ การแก้ปัญหาแบบชั่วคราวตัดแปะจึงไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศชาติและประชาชนได้ ในส่วนของประชาชนส่วนใหญ่ของสังคม คือ ภาคส่วนของผู้ใช้แรงงาน จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ ดังนี้

1. รัฐบาลต้องสนับสนุนการปรับขึ้นค่าจ้างให้เท่ากันทั้งประเทศ ครอบคลุมคนทำงานในทุกภาคส่วน ต้องทำทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขตามที่แถลงไว้ ก่อนที่จะถูกประณามว่า “รัฐบาลตระบัดสัตย์” อย่าให้การปรับขึ้นค่าจ้างเป็นเพียงเกมการเมืองและผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อย การแทรกแซงของรัฐบาลต่อกระบวนการปรับขึ้นค่าจ้างเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ไม่มีบทบัญญัติใดห้าม รัฐบาลต้องกล้าหาญกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง อย่าให้การปรับขึ้นค่าจ้างขึ้นอยู่กับกำลังการจ่ายของผู้ประกอบการ แต่ต้องพิจารณาว่าค่าจ้างที่ผู้ใช้แรงงานจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะการที่ทำให้ประชาชน ผู้ใช้แรงงาน มีรายได้ ก็ทำให้เกิดการซื้อ การขาย เกิดการผลิต เกิดการจ้างงาน รัฐก็สามารถเก็บภาษีมาจัดสรรเป็นงบประมาณพัฒนาประเทศได้เช่นกัน ซึ่งถือเป็นหลักการอันสำคัญต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
2.รัฐบาลต้องยกเลิกการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในทุกรูปแบบ ในทางกลับกันรัฐบาลต้องสนับสนุนส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและการให้บริการ แก่ประชาชนให้เข้าถึงบริการที่ดี มีคุณภาพมาตรฐาน พัฒนาศักยภาพองค์กร เพิ่มและพัฒนาบุคลากร ให้พร้อมต่อการให้บริการ หากกิจการใดที่จะต้องช่วยเหลือประชาชนแบบให้เปล่า ฟรี หรือให้บริการในราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนดำเนินการ เพื่อลดรายจ่ายประชาชน รัฐบาลต้องชดเชยงบประมาณแก่หน่วยงานนั้นอย่างเพียงพอ

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในความหมายของนักเศรษฐศาสตร์โลกอย่าง ดร.โจเซฟ สติกลิสต์ คือ “การทุจริตเชิงนโยบาย” ที่ไม่เกิดผลดี มีแต่จะเกิดผลร้าย สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติและประชาชน เพราะรัฐวิสาหกิจมีภารกิจหลักเพื่อบริการประชาชนไม่ใช่เพื่อหวังผลกำไรจากการเอาเปรียบขูดรีดประชาชน ทรัพย์สินรัฐวิสาหกิจปัจจุบันมีถึง ๑๘ ล้านล้านบาท ในขณะที่ทรัพย์สินของประเทศ มีประมาณ 34 ล้านล้านบาท การเข้ามาหาประโยชน์ในรัฐวิสาหกิจหรือดำเนินกิจการแทนรัฐวิสาหกิจ มาใช้ทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจจึงเป็นโอกาสอันงดงามที่ดีของพวกกลุ่มทุนธุรกิจที่หวังจะสร้างรายได้ ทำกำไรอย่างมหาศาลจากประชาชนที่ใช้บริการทั้งประเทศทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ทุกช่วงวัยอายุ เพราะภารกิจของรัฐวิสาหกิจถูกสร้างและวางบทบาทให้ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ ให้อยู่ดี มีความสุข ตั้งแต่ตั้งครรภ์จนกระทั่งถึงวันตาย
3.รัฐบาลต้องประกาศนโยบายการจ้างงานที่มั่นคง ยกเลิกการจ้างงานระยะสั้น ชั่วคราว โดยให้นำร่องเป็นแบบอย่างก่อนในหน่วยงานของรัฐพร้อมทั้งสนับสนุน ส่งเสริมให้เอกชนดำเนินการตามนโยบาย เพราะการจ้างที่มั่นคงจะทำให้คนงานมีความสุข พึงพอใจที่จะพัฒนาทักษะ อาชีพของตนเองและยังสามารถวางแผนสร้างชีวิต สร้างอนาคตที่ดีให้แก่ตนเองและครอบครัว เช่น เรื่อง การศึกษา ที่อยู่อาศัย สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และยังสามารถสร้างฐานทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนให้กับประเทศได้

4.รัฐบาลต้องสนับสนุนส่งเสริมให้มีการปฏิรูปประกันสังคมอย่างจริงจัง เป็นการประกันสังคมแบบถ้วนหน้า คนทำงานทุกคนต้องมีสิทธิเข้าถึงการประกันสังคมและสิทธิประโยชน์เท่าเทียมกัน ให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมในทุกระดับของการปฏิรูป ทั้งการปรับโครงสร้างองค์กรที่ต้องเป็นอิสระจากการครอบงำทางการเมือง โดยรัฐบาลอาจทำหน้าที่เฉพาะเพียงกำกับดูแล และกำหนดให้สิทธิประโยชน์จากกองทุนต่าง ๆ นั้น มีลักษณะสมเหตุสมผลสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในห้วงเวลานั้น ๆ โดยเฉพาะเงินชราภาพที่จะทำให้ผู้ประกันตนที่ออกจากงานสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี โดยคำนวณจากครึ่งหนึ่งของรายได้เดือนสุดท้ายมากำหนดในการจ่ายเงินบำเหน็จ หรือบำนาญชราภาพให้แก่ผู้ประกันตน สสรท.และ สรส.ไม่เห็นด้วยที่จะลดการส่งเงินสมทบเข้าสู่กองทุนประกันสังคม เพราะจะทำให้การประกันสังคมไม่มีเสถียรภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง อย่าให้มีการค้างจ่าย และสมควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในสัดส่วนที่มากกว่าผู้ประกอบการและผู้ประกันตน รวมทั้งการสร้างหลักประกันให้แก่ผู้ประกันตน สร้างแรงจูงใจในการพัฒนาระบบประกันสังคมของประเทศให้ยั่งยืนด้วยการสร้างโรงพยาบาล สถานพยาบาลที่สามารถตรวจ วินิจฉัยโรคจากการทำงาน เกี่ยวเนื่องจากการทำงานของประกันสังคมเอง ผลิตบุคลากรขึ้นมาเองเหมือนกับหลายหน่วยงาน
5.รัฐบาลต้องสนับสนุนส่งเสริมให้มีกฎหมายแรงงานที่ทำให้คนทำงานอาชีพ ทุกภาคส่วนสามารถรวมตัวจัดตั้งองค์กรแรงงานของคนงานได้ เพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของคนงาน และเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองในการแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม สร้างความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพในการผลิต เกิดผลประโยชน์ร่วมกัน และเพื่อเป็นหลักประกันให้นานาประเทศเห็นถึงความมุ่งมั่น ความตั้งใจของรัฐบาลต่อการปกป้อง คุ้มครองคนทำงาน รัฐบาลต้องรับรองอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ ๘๗ และ ๙๘ รวมทั้งฉบับอื่น ๆ ที่เป็นหลักประกันแก่คนทำงานกฎหมายแรงงานบางฉบับที่มีอยู่แล้วไม่ดีต้องปรับปรุง ที่ดีมีประโยชน์ต่อคนงานอยู่แล้วรัฐบาลต้องให้มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง

6.รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการให้คนทำงานมีความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมจากการทำงานทั้งการป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงาน โรคจากการทำงาน และการตรวจนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน สถานประกอบการ ให้เครื่องมือ อุปกรณ์อยู่ในสภาพที่ดี มีมาตรฐาน มีความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ วางมาตรการเข้มข้นกับสถานประกอบการที่ใช้สารเคมี การกำจัดสารเคมีที่จะไม่ส่งผลร้ายกระทบต่อคนงาน ประชาชนและชุมชน ต้องมีมาตรการลงโทษที่เข้มข้นเด็ดขาดต่อผู้ที่สร้างผลกระทบ และต้องมีมาตรการเยียวยา ดูแล รักษา ฟื้นฟู ต่อผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นั้น ๆ ในส่วนของความปลอดภัยของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละออง มลภาวะอากาศเป็นพิษ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวรัฐบาลต้องสนับสนุน “ร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. …. (ฉบับประชาชนเข้าชื่อ 22,251 รายชื่อ)”
7.รัฐบาลต้องสนับสนุนให้เกิดการเพิ่มประชากรด้วยการมีบุตรเพราะโครงสร้างประชากรของประเทศปัจจุบันอัตราการเกิดต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิต ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงานและบุคลากรของประเทศจนต้องพึ่งพาแรงงานต่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยรัฐบาลต้องประกาศสนับสนุนเงินดูแลบุตรถ้วนหน้า คนละ 3,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 12 ปี และให้สตรีมีครรภ์สามารถลาคลอดขั้นต่ำได้ 180 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนตลอดระยะเวลาที่ลาและต้องสงวนงานที่เคยทำไว้ให้แก่บุคคลที่ลาคลอดบุตร และให้สามีสามารถลาเพื่อช่วยเลี้ยงดูบุตรไม่น้อยกว่า 30 วัน
8.รัฐบาลต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการนำแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานในประเทศซึ่งสาเหตุมาจากการขาดแคลนแรงงานภายในประเทศ โดยรัฐบาลต้องสำรวจความต้องการของการใช้แรงงาน ในภาคการผลิตต่าง ๆ ให้ชัดเจน เช่น ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ภาคประมง-ประมงต่อเนื่อง ว่ามีความต้องการเท่าไหร่ก็รับมาจำนวนเท่าที่มีความจำเป็นและความต้องการ โดยรัฐบาลต้องเป็นผู้ดำเนินการทำข้อตกลงเองโดยประสานกับรัฐบาลประเทศต้นทางของแรงงานข้ามชาตินั้น ๆ การกำหนดค่าใช้จ่ายในอัตราที่ไม่เป็นภาระต่อแรงงานมากจนเกินความจำเป็น เพราะแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาก็มีส่วนสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และรัฐบาลต้องยกเลิกการใช้นายหน้าเพราะการใช้บริการนายหน้าส่วนมากจะสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศและแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูง และยิ่งไม่มีการสำรวจความต้องการที่ชัดเจน ยิ่งนำเข้ามากเท่าไหร่ก็จะเกิดการค้าหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติซึ่งอาจสุ่มเสียงกับสถานะความเชื่อมั่นของประเทศในทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ และควรกำหนดหลักเกณฑ์ หลักปฏิบัติที่ชัดเจน ไม่ใช่เกิดปัญหาทีก็แก้ด้วยการออกเป็นมติคณะรัฐมนตรีเป็นครั้งคราว ก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาและเกิดขบวนการหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติ
9.รัฐบาลต้องมีมาตรการในการควบคุมราคาสินค้าที่เกี่ยวข้อง จำเป็นในการดำเนินชีวิตอย่างจริงจัง ไม่ให้มีราคาแพง ไม่ให้มีการผูกขาดทางการค้า ยกเลิกสัญญาการให้บริการสาธารณะ เช่น ไฟฟ้า ประปา น้ำมัน ก๊าซ การขนส่ง การสื่อสาร โทรคมนาคม ที่รัฐบาลทำไว้กับเอกชน โดยนำกลับมาให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินการเอง และกำหนดราคาที่เป็นธรรมกับประชาชน เพื่อเป็นการลดรายจ่ายของประชาชน เฉพาะหน้านโยบายพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลประกาศไว้ เช่น รายได้ต่อครอบครัวไม่น้อยกว่า 20,000 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 25,000 บาท รถไฟฟ้าในกรุงเทพและปริมณฑล 20 บาท ตลอดสาย ลดราคาน้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า เพื่อลดรายจ่ายประชาชน และการปรับขึ้นค่าจ้าง ๖๐๐ บาทเท่ากันทั้งประเทศ “ให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีศักดิ์ศรี” รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนางสาวแพทองธาร ชินวัตร “ต้องทำทันที” อย่างไม่มีเงื่อนไข
/////////////////////////////
