
แรงงาน-เกษตรกร-ชาติพันธุ์ จี้แพทองธาร ‘ไม่มีปัญญาแก้ไขปัญหา ก็อย่าได้ซ้ำเติมปัญหา’ สั่งยุติ-ยกเลิก พ.ร.บ. ชุมนุมฯ หลังรายงานตัว สน.ดุสิต 15 คนรวด ข้อหาประท้วงใกล้ทำเนียบฯ
วันที่ 26 พ.ค. 68 ตัวแทนจากกลุ่มแรงงานบริษัทยานภัณฑ์ สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และ ทะลุฟ้า ได้เดินทางมาที่สถานีตำรวจนครบาลดุสิต เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาการฝ่าฝืน พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ตามหมายเรียกครั้งที่ 1 โดยมีเครือข่ายภาคประชาชนหลากหลายกลุ่ม รวมไปถึง รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา คุณเซีย จำปาทอง และคุณภัสริน รามวงศ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาชน ร่วมติดตามให้กำลังใจและเรียกร้องให้ทางรัฐบาลและตำรวจยุติการดำเนินคดีอีกด้วย ทั้งนี้ตำรวจก็ยืนยันส่งคดีเข้าชั้นอัยการต่อ นัดหมายส่งตัววันที่ 16–17 มิ.ย. นี้ที่สำนักงานอัยการตลิ่งชัน
เวลาประมาณ 8:50 น. เมื่อกลุ่มประชาชนได้เดินทางมายัง สน. ดุสิต แล้ว ก็ได้มีการทำกิจกรรมการมอบดอกกุหลาบสีขาวให้กับผู้ถูกกล่าวหา การใช้เทปดำปิดปากพร้อมถือกระดาษข้อความ อาทิเช่น “ยกเลิก พ.ร.บ. ชุมนุม” “ฟ้องชาวบ้านได้อะไร” “หยุดปิดปากประชาชน” เป็นต้น มีการเวียนขึ้นปราศรัยเล่าถึงประเด็นปัญหาทางสังคมต่าง ๆ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลไทย เช่น เรื่องสิทธิในที่ดิน สิทธิของชุมชนชาติพันธุ์ สิทธิแรงงาน รัฐสวัสดิการ หรือการแสดงออกทางการเมือง เพื่อส่งเสียงยืนยันว่าการชุมนุมใกล้ทำเนียบฯ เป็นสิ่งจำเป็นในการสะท้อนปัญหาของประชาชนและการชุมนุมโดยสันติก็เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญไทยอยู่แล้ว ตำรวจจึงไม่สมควรที่จะใช้กฎหมาย พ.ร.บ. ชุมนุมฯ กับชาวบ้าน และในเมื่อตัว พ.ร.บ. เองก็เป็นมรดกจากสมัยเผด็จการ คสช. จึง

ต่อมาเวลาประมาณ 9:20 น. คุณกัญญวรา หมื่นแก้ว ตัวแทนจากมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ หนึ่งในผู้ที่ถูกตำรวจกล่าวหาด้วย พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ ขึ้นอ่านแถลงการณ์แถลงการณ์ร่วมเครือข่ายภาคประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.ชุมนุมฯ “ประณามรัฐบาล ‘แพทองธาร’ บังคับใช้กฎหมายปิดปากประชาชน” ที่หน้าประตูทางเข้า สน. ดุสิต ดังนี้
สืบเนื่องจากการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อกลุ่มผู้ชุมนุมผู้ต่อสู้เรื่องสิทธิในที่ดิน สิทธิแรงงาน รัฐสวัสดิการ และประชาธิปไตย รวม 15 คน จากการเคลื่อนไหวชุมนุมในช่วงเดือนตุลาคม 2567 และเดือนเมษายน 2568 โดยอ้างความผิดตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ทำให้วันนี้พวกเราได้นัดหมายกันมารายงานตัวต่อพนักงานสอบสวน ณ สถานีตำรวจนครบาลดุสิตในวันนี้
เราจะเข้าไปรายงานตัว และยืนยันว่าเราคือผู้บริสุทธิ์ การชุมนุมเคลื่อนไหวของเราเป็นสิทธิเสรีภาพอันพึงมีที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและหลักสิทธิมนุษยชนสากล เราชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลอันเป็นศูนย์กลางอำนาจเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ให้สมกับที่เป็นรัฐบาลที่อ้างตัวว่ามาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ท่านควรจะรับฟังเสียงแห่งความทุกข์ร้อนของพวกเราและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเพื่อบรรเทาความทุกข์ร้อนอันแสนสาหัส ให้เหมือนกับที่หาเสียงกับประชาชนไว้ในช่วงการเลือกตั้ง
ที่สำคัญเรามาที่นี่เพื่อประจานความล้มเหลวของรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเพื่อไทย มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร รัฐบาลไม่เคยสนใจไยดีที่แก้จะปัญหาของพี่น้องคนยากคนจน ไม่เคยรับฟังเสียงของพวกเรา เห็นได้จากการที่เรายังต้องออกมาชุมนุมเรียกร้องครั้งแล้วครั้งเล่า ในขณะที่รัฐบาลก็ปล่อยให้ตำรวจสามารถประกาศพื้นที่รอบทำเนียบรัฐบาลให้เป็นพื้นที่ห้ามชุมนุมได้โดยไม่คัดค้าน แล้วยังปล่อยปละละเลยจนพวกเราต้องถูกดำเนินคดี นี่หรือคือรัฐบาลเลือกตั้ง หรือท่านเป็นเพียงรัฐบาลหุ่นเชิดให้ฝ่ายเผด็จการและอนุรักษ์นิยมชักใยอยู่เบื้องหลัง ฉุดรั้งการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของสังคมไทยกันแน่ พี่น้องคนยากคนจนทั้งหลายจนดูไว้เถิด ว่านี่คือชะตากรรมของพวกเราภายใต้การนำของรัฐบาลชุดนี้ เขาไม่เคยเห็นหัวเรา ไม่เคยคิดอยากจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้ได้ลืมตาอ้าปาก มีเกรียรติ มีศักดิ์ศรี แบบที่เขาหลอกลวงเราตอนหาเสียง
เราขอเรียกร้องต่อรัฐบาลแพทองธารอีกครั้ง จงหยุดการบังคับใช้กฎหมายที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพและปิดปากประชาชน สิ่งที่ท่านต้องทำขณะนี้คือการเดินหน้ายกเลิกคดีความอันไม่เป็นธรรมทั้งปวงที่หน่วยงานรัฐและเอกชนกระทำต่อพี่น้องประชาชน เมื่อไม่มีปัญญาแก้ไขปัญหา ก็อย่าได้ซ้ำเติมปัญหา จงแสดงความกล้าหาญในการปกป้องพี่น้องประชาชนของท่านให้พ้นจากความทุกข์ทนและหลุดพ้นจากการคุกคามเช่นนี้เสียที
เราไม่เกรงกลัว และจะเข้าไปรายงานตัวเพื่อปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เราขอยืนหยัดเชื่อมั่นว่าการเคลื่อนไหวเรียกร้องของเราไม่ควรถูกยัดเยียดข้อหาประหนึ่งเป็นอาชญากร และขอยืนยันต่อพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนว่า หากการมีกฎหมายชุมนุมเป็นอุปสรรคต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ทำให้เราไม่สามารถติดตามการแก้ไขปัญหาหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานอันล้มเหลวของรัฐบาลได้ เราจะยืนยันต่อสู้โดยการเดินหน้าประสานเชื่อมโยงเครือข่ายภาคประชาชนทั่วประเทศเพื่อรณรงค์ขับเคลื่อนให้ยกเลิก พ.ร.บ.ชุมนุมฯ อย่างถึงที่สุด

“วันนี้เราเป็นผู้ถูกกล่าวหาเนอะ เราไม่ยอมรับว่าเราเป็นผู้ต้องหาจากคดี พ.ร.บ. ชุมนุม”
คุณจรัสศรี จันทร์อ้าย ประธานสหพันธ์เกษตรภาคเหนือ (สกน.) และรองประธานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move)เล่าว่า เรามีสิทธิในการชุมนุมเพื่อที่จะบอกรัฐบาลว่า เราเดือดร้อนเรื่องอะไรมีปัญหาอะไร ถ้าเกิดรัฐบาลมีแนวทางแก้ปัญหาที่เค้ากำหนดนโยบายมากระทบเรายังไง “อย่างพี่มาจากเชียงใหม่ก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องประเด็นป่าไม้ที่ดิน แล้วที่ผ่านมา ล่าสุด 1 เมษายน เราก็โดนคดีเพิ่มอีก 7 ราย ทั้ง ๆ ที่เรามาติดตาม” วันนั้นรองนายกไปรับปากกับเราที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่แล้วบอกว่าจะเอาเข้า ครม. เราก็เลยส่งตัวแทนพี่น้องมาติดตามที่ทำเนียบฯ แต่ปรากฎว่าพี่น้องโดนคดี รองนายกฯ ท่านยืนอยู่ตรงนั้น เกิน 50 เมตรตาม พ.ร.บ. ชุมนุมฯ พอ ๆ กัน
“มันดูสองมาตรฐาน แล้วคือประชาชนคนทุกข์ยากก็โดนตามภาษา คือใช้กฎหมายปิดปากเราในการส่งเสียงเกี่ยวกับปัญหาของเรา แต่ถามว่านักการเมืองก็ยืนอยู่กับเรา ทำไมไม่โดนเหมือนกับเรา” จรัสศรี กล่าว
ย้อนความคดี พ.ร.บ. ชุมนุมฯ ของพีมูฟตั้งแต่ตุลาคม 2567 ที่ยังดำเนินมาจนถึงตอนนี้
จรัสศรี เล่าต่อว่า “พี่โดน (คดี พ.ร.บ. ชุมนุมฯ) ตอนตุลา 67 ตอนนั้นเป็นช่วงที่กำลังเปลี่ยนรัฐบาล จากรัฐบาลของนายกฯ เศรษฐาเป็นรัฐบาลของแพทองธาร แต่ก็เป็นพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม ซึ่งที่จริงมันเป็นพรรคเพื่อไทยในการบริหารราชการแผ่นดิน มันไม่น่าจะมีปัญหา แต่มันมีปัญหาที่ว่าท่านไม่มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ตกลงไว้สำหรับแก้ไขปัญหาของเราไม่มีการปฏิบัติงานเท่ากับว่าคำสั่งยกเลิกไปตามนายกฯ คนเก่า พอเป็นนายกฯคนใหม่ก็ต้องมาติดตาม เราไม่ได้มาประท้วงขัดขวาง พี่เป็นผู้ถูกกล่าวหาคนนึงแล้วก็เพิ่งได้รับทราบข้อกล่าวหาไป พออ่านแล้วมันก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ ในมาตราที่ 7 ที่ 8 เค้าบอกว่าเรากีดขวางทางจราจรแล้วเราไม่ได้ทำ ตำรวจเป็นคนทำเป็นคนเอาแผงกั้นเหล็กมากั้นเอง แล้วก็เอารถตำรวจมาปิดเอง ซึ่งเราเว้นให้มีการสัญจรให้ต่างหาก”
จรัสศรี กล่าวว่า “เรารู้สึกจะเอาข้อหาเล็ก ๆ น้อย ๆ มาปิดปากชาวบ้าน” เมื่อเค้ารู้สึกเดือดร้อน ดังนั้นถ้าเกิดคุณทำให้เค้าเดือดร้อนแล้วอำนาจยังอยู่ในมือเค้า ซึ่งยังอยู่ศูนย์กลางคือทำเนียบฯ ถามว่าถ้าเกิดคุณบอกว่า 50 เมตรห้ามใกล้ทำเนียบฯ แล้วเราจะไปร้องขอใคร เราจะไปบอกใครว่าปัญหาเรามี เพราะฉะนั้นเนี่ย ที่สุดแล้วถ้ามันยังไม่ยกเลิก 50 เมตรเนี่ย ไม่ยกเลิก พ.ร.บ. มันก็เป็นปัญหาว่าทุกอำนาจตัดสินใจในประเทศนี้มันอยู่ที่ทำเนียบฯ รัฐบาล ถ้าไม่ให้เข้าใกล้ทำเนียบรัฐบาลแล้วให้ไปอยู่ตรงไหน? “เพราะว่าปัญหามันไม่ได้แก้ ถ้าปัญหามันได้แก้เราไม่มาหรอก ทุกคนมาก็เหนื่อย พี่มาจากเชียงใหม่ก็เหนื่อยนะ”
ทั้งหมดทุกคณะอนุกรรมการ ไม่ว่าจะอยู่กระทรวงทรัพยากรกระทรวงอะไร ยกเว้นแค่กระทรวงเดียวที่ไม่ยอมประชุมเลยคือกระทรวงการคลัง เป็นกระทรวงที่ไม่ยอมประชุมสักครั้ง วันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมาเรามีคณะติดตาม ที่มีรองนายกฯ ประเสริฐ เป็นประธานของคณะนั้นแล้วก็บอกว่าให้รายงานหน่อยว่าคณะนี้จะประชุมเมื่อไหร่ ก็บอกว่าจะประชุมเร็ว ๆ นี้ แต่ไม่รู้ว่าเร็วของเค้าคือเมื่อไหร่ เพราะว่าเป็นอนุชุดเดียวที่ไม่ยอมประชุม แล้วประชุมช้าที่สุดคืออนุของมหาดไทย ซึ่งเดือนที่แล้วเพิ่งประชุมเพราะว่ากรณีของพี่น้องไทดำ ถ้ายังไม่มีกรณีก็ยังไม่ประชุม
“อันนี้อยากจะสื่อสารให้พี่น้องประชาชนว่า ถ้าโดนปัญหาที่กระทบโดยนโยบายรัฐ ทั้งปัญหาทางด้านเศรษฐกิจหรือปัญหาอะไร ท่านต้องออกมาส่งเสียงบ้าง ถ้าท่านไม่ส่งเสียงไม่ว่ารัฐบาลชุดนี้หรือรัฐบาลชุดไหน มันก็จะลืมเสียงท่านเพราะว่ามันไม่รู้ว่าประเทศนี้มันมีคนจน มันคิดว่ามันมีแต่คนรวย เพราะว่าปกติในยุคสมัยนี้รัฐบาลยิ่งไปฮั้วกับนายทุนคนรวยมันก็ไปเลย นายทุนต่างชาติด้วย เพราะว่าขนาดไปนั่งรอที่ทำเนียบฯ ยังไม่เคยมาหาชาวบ้านเลย ไปแต่ต่างชาติ ไปแต่ต่างประเทศ ไปหาแต่ลงทุน อันนี้คือปัญหา มันหมายถึงว่าทัศนคติวิสัยทัศน์ของผู้บริหารไม่เคยมองเห็นหัวคนจนที่เค้าก่อปัญหาไว้ ก็เลยอยากจะบอกว่าถ้าพี่น้องมีปัญหาพี่น้องก็ต้องส่งเสียงปัญหาพี่น้องแล้วก็บอกว่ามันควรแก้แบบไหน ทุกคนมีสิทธิ์เรียกร้องเหมือนกันตามรัฐธรรมนูญ” จรัสศรีกล่าว
คิดอย่างไรกับตัวกฎหมาย พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ 2558 ?
อยากจะส่งเสียงถึงพี่น้องประชาชนว่าถ้าเรามาช่วยกัน พ.ร.บ. ชุมนุมฯ ฉบับนี้ที่ออกมาปี 2558 มันเป็น พ.ร.บ. ที่ไม่มีประโยชน์กับพี่น้องประชาชน คนทุกข์คนยากที่มาส่งเสียงถึงรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาของเราเลย ดังนั้นพี่น้องสามารถออกมาแสดงจุดยืนของตัวเองได้ ถ้าบอกว่าประเทศเราเป็นประชาธิปไตย ก็แสดงสิทธิ์อันชอบธรรมของเราได้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ควรได้รับการยกเลิก เราเสนอว่าอย่างนี้
อยากจะสื่อสารว่ามันไม่น่ากลัว เพราะเรายืนยันว่าเรามีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ แล้วสิ่งที่เค้าทำกับเราคือสิ่งที่ไม่ชอบ อันนั้นมันคือกฎหมายที่มันออกมาในปี 2558 ซึ่งมันก็เป็นกฎหมายที่ไม่ชอบอยู่แล้ว เพราะมันออกมาเป็นรากเหง้าของเผด็จการ มันจะชอบด้วยกฎหมายของประชาธิปไตยได้ยังไง อันนี้ถึงพยายามจะบอกว่าพี่น้องไม่ต้องกลัว

“ถ้าเกิดเราเป็นประชาชนทั้งประเทศ เราบอกว่ากฎหมายนี้มีปัญหาเราก็บอกได้ จริง ๆ เราจงเชื่อมั่นในพลังของเรา”
คุณกัญญ์วรา หมื่นแก้ว คนทำงานภาคประชาสังคมมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ กล่าวว่า “เดิมเราปักหลักชุมนุมกับพี่น้องสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า พี่น้องสหพันธ์เกษตรภาคเหนือ ที่ศาลากลางเชียงใหม่ ก็ปักหลักชุมนุมประมาณอาทิตย์นึง แต่ที่นี้วันที่เราต้องลงมาชุมนุมที่ทำเนียบฯ วันที่ 1 เมษายน มันมีประชุม ครม. พอดี เราก็เลยต้องมาติดตามเรื่องว่าสิ่งที่ตัวแทนรัฐบาล หรือรองนายกฯ เนี่ยไปเจรจา ไปรับปากเราไว้ที่เชียงใหม่กับพี่น้องที่มาชุมนุมด้วยกันเป็นหมื่นคนเนี่ย เค้าจะเอามาเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนั้นไหม เราก็เลยลงมาติดตามกันประมาณร้อยคน เราเป็นตัวแทนที่มากับพี่น้อง มาดูเรื่องการจัดการอะไรแบบนี้ คือไม่ได้ตั้งใจจะมาแบบจัดการชุมนุมอะไรใหญ่โตมากมาย เราแค่มาตามเรื่องที่ตัวแทนรัฐบาล ที่ทำเนียบฯ”
กัญญ์วรา เล่าอีกว่า “7 คน (ที่โดนข้อกล่าวหา พ.ร.บ. ชุมนุมฯ) จะมี 3 ส่วนใหญ่ ๆ พีมูฟ อย่างเราที่เป็นภาคประชาสังคมคนทำงาน เป็น NGO ไม่ได้เป็นเครือข่ายชาวบ้าน แล้วก็อีกคนนึงก็เป็นนักกิจกรรมทางการเมือง อย่างพี่ที่เป็นคนแจ้งชุมนุมก็จะโดนอยู่แล้วเพราะในฐานะผู้จัดชุมนุม แล้วก็คนที่ขึ้นไปปราศรัยคนที่ขึ้นไปให้กำลังใจสั้น ๆ ไม่ได้มาร่วมชุมนุมด้วยซ้ำ หมายถึงว่ามาร่วมให้กำลังใจก็โดนคดี หรือแม้แต่พี่ที่ขับรถเครื่องเสียง ไม่ได้จับไมค์สักแอะก็โดนคดี หรืออย่างเราที่จับไมค์คุยกับตำรวจเจรจาให้ตำรวจเปิดทางให้เราเข้าไปจัดชุมนุมได้”
คิดอย่างไรกับตัวกฎหมาย พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ 2558 ?
กัญญ์วรา กล่าวว่า “เป็นปัญหามาก จากคดีที่เราโดนก็เป็นข้อกล่าวหาจากตัว พ.ร.บ. ชุมนุมฯ ว่าเราทำขัดกับหลักของมาตรา 7 วรรคท้าย ก็คือชุมนุม 50 เมตรจากรอบทำเนียบฯ ซึ่งตอนนั้นมันเป็นช่วงที่ตำรวจประกาศให้ 50 เมตรรอบทำเนียบฯ เป็นสถานที่ห้ามชุมนุม แต่ตามปกติมันไม่สามารถประกาศได้โดยพลการ หมายถึงว่ามันต้องพิจารณาถึงพฤติการณ์ ผู้ชุมนุมจะก่อความไม่สงบเหรอ? จะสุ่มเสี่ยงแบบไหนเหรอ? จำนวนผู้ชุมนุมเยอะมากเหรอ? ถึงขั้นต้องประกาศให้พื้นที่โซนนั้นเป็นพื้นที่ห้ามชุมนุม ซึ่งเรายืนยันว่าทั้งพฤติการณ์ของเราเองกลุ่มพีมูฟ กลุ่มสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ หรือแม้แต่พี่น้องแรงงานยานภัณฑ์ที่ปักหลักชุมนุมอยู่แต่เดิมแล้วเนี่ยไม่ได้มีพฤติการณ์หรือจำนวนคนที่มันเข้าข่ายมากพอที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาประกาศใช้ให้แบบพื้นที่ 50 เมตร ห้ามชุมนุม
“เรารู้สึกว่ามันเป็นกฎหมายที่ไม่ค่อยได้สัดส่วนในเชิงอำนาจ หมายถึงว่าให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการใช้ดุลยพินิจ ดุลพินิจของใครของมันเลยนะ หมายถึงว่าแล้วแต่คนที่มีอำนาจ เจ้าพนักงานในท้องที่นั้น ๆ มันไม่ได้มีบรรทัดฐานเดียวกันว่าแบบไหนคุณถึงจะประกาศให้ตรงนั้นห้ามชุมนุมได้” กัญญ์วรา กล่าว
กัญญ์วรากล่าวต่อว่า “เรารู้สึกว่าอยากให้สนใจเรื่องปัญหาของตัวกฎหมายฉบับนี้ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าวันใดวันหนึ่งคุณอาจจะเป็นผู้ที่ออกมาชุมนุมในประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ประเด็นปัญหาของคุณ ทุกคนมีโอกาสที่จะออกมารวมตัวกัน ออกมาชุมนุมออกมารณรงค์เคลื่อนไหว หรืออะไรก็ตามแต่ แต่หมายถึงว่ากฎหมายฉบับนี้มันเป็นปัญหาที่ประชาชนจะออกมาใช้สิทธิ์ตามอำนาจของตัวเอง ทั้งการให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจจนเกินไป มันไม่มีสัดส่วนของอำนาจ ไม่ได้มีหลักการอะไรชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำอะไร 1, 2, 3, 4 การให้ดุลยพินิจที่มันมากเกินไปทำให้ตำรวจรู้สึกว่าพอฉันมีอำนาจ มีกฎหมายอยู่ในมือฉันก็จะทำอย่างไรก็ได้ แล้วก็ด้วยทัศนคติของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีต่อเวลาชุมนุม ๆ แบบนี้ ด้วยทัศนคติที่มีปัญหาอยู่แล้วว่าชุมนุมมันต้องวุ่นวายนะ ต้องมีความรุนแรงนะ โดยที่คุณไม่ได้คำนึงถึงหน้าที่จริง ๆ ที่ต้องเอื้ออำนวยความสะดวกให้เรา”

“การออกคดีตามหลังมา อันนี้น่ากังวลสุดเลยเพราะว่าใครก็ตามที่ออกมาชุมนุมหลังจากนี้มีโอกาสจะโดนคดีจาก พ.ร.บ. ชุมนุมฯ ตัวนี้หมดเลย มันสะท้อนถึงสถานการณ์ที่น่ากังวลเรื่องสิทธิมนุษยชนในบ้านเรา”
คุณวิรุต นามณี อดีตพนักงานยานภัณฑ์ ผู้เดือดร้อนจากการถูกนายจ้างเลิกจ้างแล้วไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย กล่าวว่า เนื่องจากว่าเราเห็นว่ารัฐบาลคือศูนย์กลางในการแก้ปัญหา คิดว่าเราจะหวังพึ่งรัฐบาลว่างั้นเถอะ ที่นี้พอเข้ามาชุมนุมเพื่อที่จะหวังที่จะขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล เมื่อวันที่ 11 มีนาได้ย้ายเข้ามาที่ข้างทำเนียบฯ หลังจากที่อยู่หน้าโรงงานมา 2 เดือนกว่า ทีนี้วันที่ 11 เมษายน ตำรวจแจ้งข้อหาผมว่าเป็นผู้จัดแจ้งการชุมนุมโดยฝ่าฝืนระยะ 50 เมตร ที่ใกล้ทำเนียบรัฐบาล อันนี้ก็ยังไม่ทราบว่าผมโดนข้อหานี้ แล้วต่อมาวันที่ 1 เมษายนก็ได้รับหมายเรียกอีกหนึ่งหมายรวมแล้วจะเป็น 2 หมายว่าเป็นผู้ร่วมชุมนุมกับฝ่าฝืนระยะรอบทำเนียบรัฐบาลใกล้เกินกว่า 50 เมตร ความรู้สึกของเราคือเราเดือดร้อนเรื่องค่าจ้างค่าแรงที่ต้องชดเชยตามกฎหมาย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าก็ไม่ได้อยู่แล้ว ค่าชดเชยก็ไม่ได้
“มันทำให้รู้ว่าเราโดนกระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเจ้าของบริษัทหรือนายทุนแล้วต้องมาโดนเรื่องของทางราชการมาซ้ำเติมอีกซึ่งมันเป็นความทุกข์หลายชั้น ทำให้ผมและผู้ร่วมชุมนุมเนี่ยมองแล้วมันไม่ยุติธรรมว่าทำไมต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ เจอสภาพแบบนี้ คือโดนแล้วโดนอีกซ้ำแล้วซ้ำอีก ค่าชดเชยก็ยังไม่ได้แล้วยังมีหมายคดีเข้ามาเพื่อทำให้เรานี่แย่ลงไปกว่าเดิม มีความรู้สึกว่าความยุติธรรมมันไม่ค่อยมีในสังคมเท่าไหร่ เมื่อเราเดือดร้อนมาแล้วเราก็มาโดนทำซ้ำ” นิรุต กล่าว
นิรุต กล่าวอีกว่า ด้วยหลักของการปกครองหรือกฎหมาย เราก็ต้องแบ่งด้วยในความคิดของผมว่า เราไม่ใช่ใช้แค่กฎหมายอย่างเดียวที่จะดูแลที่จะปกป้อง เราต้องมีความเป็นนิติธรรมด้วย ใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม ให้มองดูว่าเค้าเป็นมายังไง เค้ามายังไง เพราะว่าเราชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธแล้วก็ไม่ได้ทำลายทรัพย์สินทำร้ายร่างกายกัน นี่มันทำให้มันแย่กว่าเดิม ตอนนี้ก็อยู่ที่ สน. ดุสิต มารับทราบข้อกล่าวหา ส่วนทางจิตใจก็คงจะแย่มาก ๆ ที่ต้องมารับทราบตรงนี้ ก็คงจะสู้ต่อไปแหละครับเพราะว่าเราได้ทำมาแล้วและได้ทำบนความถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมที่เราจะได้ก็คือเงินชดเชย ก็ประมาณนี้
ตอนนี้ฝ่ายนายจ้างโดนคดีอะไรบ้างแล้วหรือยัง ?
“ของพวกเรากลุ่มแรงงานยานภัณฑ์และเพื่อน ๆ อีก 3 บริษัท ไม่ว่าจะเป็นบอดี้แฟชั่น แอลฟ่าสปินนิ่ง เอเอ็มซี ก็ได้ติดตามปัญหาเรื่องของคดีอาญาที่นายจ้างละเมิดกฎหมายคือเลิกจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง (กลุ่มแรงงานยานภัณฑ์) ได้รวบรวมรายชื่อแล้วเข้าไปแจ้งความดำเนินคดีอาญากับนายจ้างตามกฎหมาย ผ่านมาแล้วตั้งแต่เดือนที่ไปแจ้ง 4 เดือนแล้วครับ ตั้งแต่เดือนมกราจนป่านนี้ยังไม่ได้รับความคืบหน้าเท่าไหร่ ตอนนี้ทางตำรวจสรุปสำนวนคดีไปที่ทางอัยการแล้ว 533 สำนวน ทางอัยการแจ้งมาว่าเบื้องต้นจะพยายามส่งฟ้องในวันที่ 26 เดือนมิถุนายน ก็จะเข้าไปติดตามเรื่องอีกครั้ง ก็หวังว่าคงได้รับความเป็นธรรม ไม่ถูกซ้ำเติมอีก” นิรุต กล่าว
คิดอย่างไรกับตัวกฎหมาย พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ 2558 ?
“กฎหมาย พ.ร.บ. ชุมนุมฯ 2558 ที่มาจากยุค คสช. มันยืดยาวมา ถ้ามองแล้ว ตอน คสช. เค้าตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะปกป้องกลุ่ม คสช. คือรัฐบาลช่วงนั้น แต่ไม่น่าที่จะเอากฎหมายตัวนี้มายืดยาวจนถึงรัฐบาลของนายกฯ อุ๊งอิ๊ง ในปัจจุบัน เพราะว่ามันไม่มีประโยชน์ เพราะว่าประชาชนส่วนมากถ้าเค้าไม่เดือดร้อน เค้าคงไม่มาเรียกร้องในส่วนนี้ ถ้าอยู่ดีมีสุขแล้วก็คงไม่มา อยากให้รัฐบาลมารับทราบปัญหาของเค้า แล้วก็มองว่าเค้าเอาปัญหามาให้แก้ เค้าเอาปัญหามาบอกมากล่าว”
“ส่วน พ.ร.บ. ชุมนุมฯ เนี่ยถ้าเป็นไปได้ก็ให้ยกเลิก ถ้ายกเลิกไม่ได้ก็ให้แก้ไขให้มันน้อยที่สุด ไม่ให้มีผลกระทบกับผู้ชุมนุม” นิรุต กล่าว
จากรายงานของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนบนเพจเฟซบุ๊กได้อธิบายรายละเอียดการรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 26 พ.ค. 68 ดังนี้
เครือข่ายพีมูฟ ถูกแจ้งข้อหา 4 คดี จากการชุมนุมตั้งแต่ตุลา 67 ถึงล่าสุดต้นเดือน เม.ย. 68
สำหรับทั้ง 6 คดี ที่ถูกมีการแจ้งข้อกล่าวหานั้น แยกเป็นใน 3 คดีแรก เป็นคดีที่เกิดจากกรณีการชุมนุมของ P-Move ในระหว่างวันที่ 7–24 ตุลาคม 2567 ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยเนื้อหาของการชุมนุมว่าด้วยการที่นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหา และไม่มุ่งแก้ไขปัญหาของประชาชน ทำให้ทางเครือข่ายเดินทางมาติดตาม
ทั้งสามคดีมี พ.ต.ท.ชัยธัช เชียงทา เป็นผู้กล่าวหา ในข้อหาหลัก “ร่วมกันชุมนุมโดยฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล” ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 7 วรรคท้าย คดีแยกไปตามเหตุที่มีการเคลื่อนขบวนของผู้ชุมนุมไปทำกิจกรรม ได้แก่
คดีที่ 1 คดีเหตุวันที่ 8 ต.ค. 2567 ซึ่งมีการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมมาที่หน้าทำเนียบรัฐบาล มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 5 ราย ได้แก่ สมศักดิ์ บุญมาเลิศ, สินชัย รู้เพราะจีน, จรัสศรี จันทร์อ้าย, จำนงค์ หนูพันธ์ และ ธีรเนตร ไชยสุวรรณ
คดีที่ 2 คดีเหตุวันที่ 16 ต.ค. 2567 ซึ่งมีการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปทำกิจกรรมที่กระทรวงการคลัง, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ จำนวน 1 ราย ได้แก่ จำนงค์ หนูพันธ์ ในฐานะผู้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะ
คดีที่ 3 คดีเหตุวันที่ 18 ต.ค. 2567 ซึ่งมีการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปยื่นหนังสือที่รัฐสภา มีผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ จำนวน 1 ราย ได้แก่ จำนงค์ หนูพันธ์ ในฐานะผู้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะ
คดีที่ 4 มี พ.ต.ท.สุรพันธ์ พันเปี่ยม เป็นผู้กล่าวหา เหตุเกิดจากกรณีการชุมนุมของ สมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ในระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยเนื้อหาการชุมนุมว่าด้วยการติดตามมติครม. นำเข้าผลการเจรจาระหว่าง สชป. และ สกน. ที่มีข้อตกลงร่วมกับรองนายกฯ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2568 ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่
คดีนี้ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 7 ราย ในข้อหาเดียวกับข้างต้น โดยนอกจากเครือข่ายของพีมูฟ ยังมีนักกิจกรรมและ คนทำงานภาคประชาสังคมถูกกล่าวหาด้วย ได้แก่ จำนงค์ หนูพันธ์, พชร คำชำนาญ, กัญญ์วรา หมื่นแก้ว จาก มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ, นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ (จากเครือข่าย We Fair), จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา (นักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้า), เกรียงไกร ชีช่วง (ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมือง) และสมพร (สงวนนามสกุล) (จากมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย)
ตัวแทน ‘แรงงานยานภัณฑ์’ 4 คน ถูกแจ้งข้อหาใน 2 คดี เหตุชุมนุมเรียกร้องค่าชดเชยถูกเลิกจ้าง
สำหรับคดีที่ 5–6 มี พ.ต.ท.สุรพันธ์ พันเปี่ยม เป็นผู้กล่าวหา เกิดขึ้นจากกรณีการชุมนุมของ ‘แรงงานยานภัณฑ์’ จากการถูกบริษัท ยานภัณฑ์ เลิกจ้างพนักงานกว่า 800 คน โดยไม่มีการจ่ายเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างและเงินค่าทดแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จึงได้มีการชุมนุมเรียกร้องค่าชดเชยตามกฎหมาย บริเวณลานจอดรถสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ระหว่างวันที่ 11 มีนาคม – 1 เมษายน 2568 โดยระหว่างการชุมนุมมีการเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งมีผู้ชุมนุมอดอาหารประท้วงบริเวณที่ชุมนุมด้วย
คดีที่ 5 มีผู้ถูกกล่าวหา 1 ราย ได้แก่ วิรุต นามณี ในข้อหาจัดให้มีการชุมนุมสาธารณะในระหว่างมีคำสั่งห้ามชุมนุม และชุมนุมสาธารณะฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล จากเหตุชุมนุมต่อเนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว
คดีที่ 6 มีผู้ถูกกล่าวหา 4 ราย ได้แก่ สุนทร บุญยอด, วิรุต นามณี, ธัชพงษ์ แกดำ และ สุริยะ ปะสาวะนัง โดยเป็นคดีที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมในวันที่ 1 เม.ย. 2568 ซึ่งมีการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมไปที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ร่วมกับเครือข่ายของ สชป. และ สกน. ข้างต้น ข้อกล่าวหา คือร่วมกันชุมนุมสาธารณะโดยฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล
ในทุกคดีผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และพนักงานสอบสวนได้สอบสวน ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน พร้อมพิมพ์ลายนิ้วมือ ก่อนให้ปล่อยตัวไปโดยไม่มีการควบคุมตัวไว้ และนัดมาส่งสำนวนคดีให้กับอัยการในช่วงวันที่ 17–18 มิ.ย. 2568 นี้
นักสื่อสารแรงงาน รายงาน
