
แรงงาน “ย้ำ อยากเห็นคณะผู้แทนในการเจรจาทางการค้าจากทั้งสองฝ่ายได้หยิบยกเอาเรื่องการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87และ98 และการปฏิรูปกฎหมายแรงงานที่จะให้ความคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วมของผู้ใช้แรงงานในประเทศไทยมาเป็นหัวข้อของการเจรจาหัวข้อหนึ่งอย่างจริงจัง”

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2567 ผู้แทนแรงงาน 127 องค์กร ประกอบด้วย เครือข่ายขับเคลื่อนILO 87 และ98 จำนวน 26 องค์กร และกลุ่มแรงงานในระดับพื้นที่ เช่น องค์กรแรงงานพื้นที่ฉะเชิงเทรา 10 องค์กร พื้นที่อมตะ 19 องค์กร พื้นที่ปราจีนฯ 8 องค์กร พื้นที่สมุทรปราการ 10 องค์กร พื้นที่บ่อวิน 33 องค์กรพื้นที่แหลมฉบัง 12 องค์กร พื้นที่อ้อมน้อย 9 องค์กร ประกอบด้วยองค์กรระดับสภาองค์การลูกจ้าง สมาพันธ์แรงงาน สหพันธ์แรงงาน กลุ่มสหภาพแรงงาน สหภาพแรงงาน เครือข่ายแรงงานข้ามชาติ เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายแรงงานแพลตฟอร์ม เครือข่ายแรงงานรัฐวิสาหกิจทุกระดับ สหภาพคนทำงาน รวมถึงลูกจ้างภาครัฐ ได้มาร่วมกันแสดงจุดยืน พร้อมลงนามยื่นหนังสือต่อผู้แทนในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป เรื่อง: การสงเสริม ปกปองคมครองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วมในประเทศไทยเพื่อพิจารณาประกอบการทำข้อตกลงการค้าเสรี(FTA) ระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งทาง คณะผู้แทนในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ได้ส่งตัวแทนมารับหนังสือในครั้งนี้ด้วย

นายประสิทธิ ประสพสุข ผู้ประสานงานเครือข่ายขับเคลื่อนILO 87 และ98 ได้เป็นตัวแทนในการยื่นหนังสือกล่าวว่า ในหนังสือฉบับดังกล่าว คือ พวกเราในนามของเครือข่ายขับเคลื่อนILO 87และ 98 ซึ่งประกอบด้วยองค์กรแรงงานหลากหลายองค์กรทั้งจากภาค รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนดังรายนามแนบท้าย ขอเรียกร้องให้คณะผู้แทนในการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี ระหว่างประเทศไทยและสหภาพยุโรป ได้พิจารณานำประเด็นเรื่องสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วมของแรงงานเข้าเป็นหัวข้อหนึ่งในการเจรจาทำข้อตกลงทางการค้าครั้งนี้อย่างจริงจัง ซึ่งประเทศไทยมีแรงงานจำนวน 40.5 ล้านคน โดยในจำนวนนั้นมีข้าราชการประมาณ 2.9 ล้านคน และแรงงาน ภาคเอกชนราว 11.8 ล้านคน ในขณะที่แรงงานนอกระบบที่มีจำนวนมากถึง 24.3 ล้านคน นอกจากนี้ยังมีแรงงานข้ามชาติอีกราว 4-6 ล้านคน ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทยถูกกีดกันทั้งโดยกฎหมายและโดยการปฏิบัติ ของรัฐและนายจ้างไม่ให้เข้าถึงสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วมซึ่งถือกันว่าเป็นสิทธิพื้นฐานของแรงงานทประเทศต่างๆ ให้การยอมรับ ส่งผลให้แรงงานในประเทศไทยมีอำนาจต่อรองทที่ต่ำมาก ซึ่งนำไปสู่การได้รับค่าจ้าง สวัสดิการและสภาพการทำงานที่ไม่ยุติธรรม

แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในสี่สิบห้าประเทศผู้ก่อตั้งองค์การแรงงานระหวางประเทศ แต่จนถึงวันนี้ประเทศไทยยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาILOฉบับที่87และ 98 ซึ่งส่งผลให้เรายังมีกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่มีสาระสาคัญขัดกับหลักการของอนุสัญญาทั้งสองฉบับ คือกฎหมายไทยรับรองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วมเฉพาะกับแรงงานที่เป็นลูกจ้างในภาคเอกชนและพนักงานรัฐวิสาหกิจเท่านั้น ซึ่งมีจำนวนรวมกันเพียงราว 12 ล้านคน ขณะที่แรงงานกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ ข้าราชการและแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศกลับไม่มีกฎหมายรับรองสิทธิดังกล่าว ประเทศไทยจึงมีผู้ใช้แรงงานเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานในสัดส่วนที่น้อยมากคือราว 1.3 % เท่านั้น ขณะที่ข้อตกลงร่วมก็มีความครอบคลุมแรงงานในสัดส่วนที่น้อยมากเช่นกันคือเพียงราว 0.08% เท่านั้น แรงงานข้ามชาติซึ่งคิดเป็น 10% ของแรงงานในประเทศไทย ต้องเผชิญกับปัญหาหนักกว่า ถึงแม้ในทางนิตินัยกฎหมายแรงงานไทยจะให้การคุ้มครองแรงงานทุกคนเท่าเทียมกัน แม้พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 จะอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้ แต่ก็ยังห้ามไม่ให้พวกเขารวมตัวจัดตั้งองค์กรของตนเองและไม่ให้เป็นกรรมการบริหารสหภาพแรงงาน ทำให้พวกเขาเข้าไม่ถึงสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วมได้อย่างแท้จริง พวกเขาจึงไร้เสียง ไร้อำนาจต่อรองทำให้พวกเขามักถูกนายจ้าง ละเมิดสิทธิอื่น ๆ

จากข้อมูลที่ทาง Confederation of Industrial Labour of Thailand (CILT) สมาชิกของ IndustriALLในประเทศไทยได้ทำการรวบรวมไว้ตั้งแต่ปี 2015ถึงปัจจุบัน พบว่ามีนักสหภาพแรงงานในประเทศไทยถูกกลั่นแกล้งฟ้องร้องดำเนินคดีในศาลด้วยข้อหาต่าง ๆ มากถึง 1,371 คน ด้วยปัญหาและขอจำกัดที่เกี่ยวกับการเข้าถึงสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วมได้ทำให้ผู้ใช้แรงงานกลุ่มต่าง ๆ ในประเทศไทยยังคงถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ได้รับความเป็นธรรม นายประสิทธิ์ กล่าวอีกว่า “ในโอกาสที่รัฐบาลไทยและสหภาพยุโรปอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อทำข้อตกลงการค้าเสรี ขบวนการแรงงานไทยเห็นว่า ที่ผานมาสหภาพยุโรปได้แสดงออกเสมอมาวาให้ความสำคัญของการเชื่อมโยงกันระหว่างการค้ากับสิ่งแวดล้อม ประเด็นทางสังคม และสิทธิของผู้ใช้แรงงานเสมอมา ดังเห็นได้ชัดเจนจากการที่สหภาพยุโรปได้ตรากฎหมายSupply Chain ออกมาบังคับใช้เพื่อให้เกิดการค้าที่เป็นธรรมเมื่อเร็วๆนี้ เราจึงขอเรียกร้องให้คณะผู้แทนในการเจรจาทางการค้าจากทั้งสองฝ่ายได้หยิบยกเอาเรื่องการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87และ98 และการปฏิรูปกฎหมายแรงงานที่จะให้ความคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วมของผู้ใช้แรงงานในประเทศไทยมาเป็นหัวข้อของการเจรจาหัวข้อหนึ่งอย่างจริงจัง เพราะปราศจากซึ่งการเคารพสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วม ความร่วมมือทางการค้าของสองฝ่ายที่จะเกิดขึ้นภายหลังการทำข้อตกลงจะไม่สามารถเป็นการค้าที่ยั่งยืนและเป็นธรรมแบบที่พวกท่านอ้างได้เลย เพราะหากผู้ใช้แรงงานในประเทศไทยยังไม่สามารถรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วมได้ การค้าและการลงทุนที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการกดขี่ ขูดรีด เอารัดเอาเปรี่ยบและการละเมิดสิทธิของแรงงานในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับผู้แทนการเจรจาทางการค้าฝ่ายไทยคงทราบดีอยู่แล้วว่าขบวนการแรงงานในประเทศไทยได้ทำข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันสองฉบับนี้ในวันเมย์เดย์ของทุกปีต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1992 แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลไทย การเร่งให้สัตยาบันอนุสัญญาสองฉบับในช่วงนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้แรงงานในประเทศไทยในอนาคต และจะเป็นผลดีกับการเจรจาการค้าครั้งนี้และการเจรจา การค้ากับประเทศอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย พวกเราหวังว่าคณะเจรจาการค้าทั้งสองฝ่ายจะพิจารณาหยิบยกเอาข้อเสนอของเราไปพิจารณาอย่างจริงจัง”
นักสื่อสารแรงงาน รายงาน
