วิกฤตโควิด เงิน 600 บาททำให้เด็กรอด เชื่อรัฐมีงบทำได้เลย

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

แรงงานหญิงตกงานช่วงโควิด โอดรัฐไม่แลหลังนายจ้างเลิกจ้างช่วงตั้งครรภ์ จนคลอด ร้องขอสิทธิเงินอุดหนุนเด็กยังเหลว แม้ตรงตามเกณฑ์ความจน แต่ไม่มีทะเบียนบ้านในพื้นที่อาศัย เวทีเสวนาประสานเสียง เสนอรัฐต้องจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้าในปีงบประมาณ 2564 ย่ำเงินมีหากรัฐตัดงบที่ไม่จำเป็นอย่างการซื้อเรือดำน้ำ

วันที่ 28 สิงหาคม 2563 ได้มีการเสวนา เรื่อง “วิกฤตโควิด ผลกระทบต่อเด็กเล็ก ที่ถูกมองข้าม” ณ ห้องประชุม อิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สามเสน กรุงเทพฯ  จัดโดยโครงการสร้างความเข้าใจการขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็ก 0-6 ปีแบบถ้วนหน้า

คุณอภันตรี เจริญศักดิ์ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้นำเสนอถึงสถานการณ์เปราะบาง : กลุ่มแรงงานหญิง คนท้องที่ต้องตกงานและผลกระทบกับเด็กเล็ก ว่า คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยได้มีการรณรงค์เรื่องของสิทธิความเป็นมารดา และสิทธิความเท่าเทียมกัน และคสรท.ได้มีการเปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ และมีคนตกงานกว่าล้านคน และมีคนตกงานกลุ่มเปราะบางที่ตั้งครรภ์ถูกเลิกจ้าง และคนพิการด้วย และเขาได้รับผลกระทบของคนตั้งครรภ์ หรือคนกำลังลาคลอดถูกนายจ้างเรียกให้ไปเซ็นต์เพื่อเลิกจ้าง ไม่ได้รับค่าบอกกล่าวล่วงหน้าการเลิกจ้าง ยังมีกรณีของวิงสแปนที่นายจ้างปิดงาน เนื่องจากการบินไทยบินไม่ได้ในช่วงโควิด ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมาก หลังจากที่ประกันสังคมจ่าย 62% ครบกำหนดแล้ว และการบินไทยยังไม่สามารถขึ้นบินได้ ยังมีภาคบริการอย่างภาคโรงแรม ที่ภูเก็ตปิดไม่สามารถดำเนินการได้ในตอนนี้ และยังมีกรณีแรงงานนอกระบบที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก จากโควิด

การเลิกจ้างผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ และคลอดลูกในช่วงนี้ ทำให้เขาได้รับผลกระทบอย่างมาก ส่วนนายจ้างอ้างว่าไม่รู้ว่าคนงานตั้งครรภ์ เพราะว่าเป็นการจ้างเหมารวม สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะนายจ้างมองหรือไม่ว่าคนงานตั้งครรภ์ทำงานให้ไม่ได้เต็มที วันนี้เขาคลอดมาเพียงเดือนเดียวจำเป็นต้องหางานทำ และส่งลูกกลับต่างจังหวัดให้ตา ยายที่บ้านเลี้ยง ด้วยแม่เป็นเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวจึงไม่มีคนช่วยรับผิดชอบ ไม่มีเงิน ไม่สามารถดูแลได้ เขายังไม่ทราบว่าเขามีสิทธิที่จะยื่นเพื่อรับสิทธิกรณีเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า และการคัดกรองบางรายมองว่าเขามีรถยนต์ มีบ้านมองว่าเขารวยตัดสิทธิเขาแล้ว ทั้งที่เขาตกงานตอนนี้ไม่มีรายได้แล้ว และบ้านรถอาจไม่ใช่ของเขา เป้นของพ่อแม่อยู่ระหว่างการผ่อนหรือไม่ บางรายก็ไม่ได้รับสิทธิรับเงินว่างงานประกันสังคมอีก เมื่อบางรายที่นายจ้างให้เซ็นต์ใบลาออกแทนการเลิกจ้าง ด้วยไม่รู้สิทธิทำให้ขาดสิทธิ การขึ้นทะเบียนก็ลำบากมากมีการให้ไปขึ้นทะเบียนที่บ้านเกิดซึ่งบางรายไกลมาอยู่อุบล อยู่นครพนม ไกลมากสิทธิก็หายเงินไม่มีเดินทางไปได้อย่างไร เป็นเวลา 5 -6 เดือนที่ได้รับผลกระทบ สิ่งที่ทำได้คือการวิ่งไปร้องทุกข์กับทางกระทรวงแรงงาน ร้องกระทรวง พม. ซึ่งได้กล่องยังชีพมา วันนี้คนตั้งครรภ์ บางคนคลอดแล้ว แต่ขึ้นทะเบียนควรทำได้ในพื้นที่จังหวัดที่เขาอาศัยอยู่ได้หรือไม่ มีระบบออนไลน์ได้หรือไม่เพื่อไม่ต้องให้เขาต้องหอบลูกเดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อลงทะเบียน

อยากเห็นระบบการดูแลคนท้องด้วยเนื่องจากการเลิกจ้างคนงาน 100 คนก็จะติดคนท้องเข้าไปด้วยหลายคน อยากให้มีการช่วยเหลือผู้หญิงตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นแรงงาน และลูกของเขาที่เกิดขึ้นมาตอนนี้ให้ได้รับสิทธิสวัสดิการพื้นฐาน หยุดละเมิดสิทธิแรงงานที่ตั้งครรภ์วันนี้ได้มีการร้องวลพ.ว่าด้วยการเลือกปฏิบัติ ในการเลิกจ้างคนตั้งครรภ์

ทำไมรัฐบาลยังไม่รับรองอนุสัญญาILO ฉบับที่ 183 เพื่อให้ลาคลอดได้ 180 วันเพื่อการดูแลลูก ในยุโรปมีการให้สวัสดิการต่อลูก ทำให้นายจ้างละเมิดผู้หญิงในการจ้างงาน ตอนนี้นายจ้างจ้างผู้ชายทำงานมากกว่าผู้หญิงด้วยมองว่าผู้หญิงต้องตั้งครรภ์ คลอดบุตร การที่รัฐรับรองอนุสัญญาฉบับนี้เพื่อให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เพื่อการบังคับใช้ให้จัดการเรื่องการลาคลอดบุตร ให้เกิดการดูแลก่อนคลอดและหลังคลอด และให้ผู้ชายสามารถลาไปดูแลบุตรช่วงที่ภรรยาคลอดบุตรได้ ณ วันนี้มีการเลิกจ้างแม่ระหว่างคลอดบุตร แรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมาก

อยากให้รัฐรับรู้ว่า สิทธิของเด็กต้องเท่ากัน ต้องเปลี่ยนความคิดไหมไม่ว่าเด็กจะมีบ้านมีรถ ถือว่ารวยแล้ว และกลไกต่อเมื่อตั้งครรภ์ก็ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิไม่ได้เลย ไม่ใช่คลอดบุตรแล้วไปขึ้นทะเบียนเด็กเกิดปุ้บได้ปั๊บ เด้กที่มีแม่ติดคุกวันนี้ก็ไม่ได้รับสิทธิเพราะต้องรอให้แม่ออกจากคุกมาแจ้งสิทธิตรงนี้ทำให้เด็กไม่ได้รับสิทธิ จริงแล้วปู่ ย่า ตา ยาย ไปขึ้นสิทธิได้ ไม่ต้องรอ เพราะมีความจำเป็นเฉพาะอยู่ และอีกประเด็นการขับเคลื่อนให้ถึงผู้ใช้แรงงาน คนข้างล่างมากขึ้น เพื่อให้เขาได้เข้าระบบรับสิทธิเงินอุดหนุนเด็กถ้วนหน้า แต่ก็ยังคงได้รับการตรวจสอบการเข้าถึงสิทธิแต่หลังจากปี 2565 จะเป็นเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในระบบใดก็ได้รับสิทธิเหมือนกัน

เสียงจริงของผู้หญิงตั้งท้อง: เสียงสะท้อนจากชีวิตของผู้หญิงตั้งท้องและต้องตกงาน ซึ่งได้ผู้แทนมาร่วมแสดงความคิดเห็น สภาพปัญหาและข้อเสนอโดยสรุปได้ ดังนี้ อยากให้เขตมีการจัดการเรื่องเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้ถ้วนหน้าและมีความรวดเร็วมากขึ้น ตอนนี้ด้วยแม่อายุมากขึ้น เมื่อตกงานในช่วงนี้ก็หากงานได้ยากอยู่แล้วแต่ว่าช่วงโควิด-19 ยิ่งหางานยากขึ้น ซึ่งหากถามว่าต้องการประกอบอาชีพอะไรก็ต้องการที่จะขายของ ขายอาหาร หรือทำเบอเกอรี่ขายก็ได้ อยากให้รัฐบาลดูแลแรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือลูกของแรงงานที่ตกงานตรงนี้ ด้วยความจริงทุกคนไม่ได้อยากตกงาน ทุกคนต้องการมีงานทำเพื่อที่จะมีเงินเลี้ยงดูลูกได้ และการที่มีเงินอุดหนุนเด็กเดือนละ 600 บาทจะช่วยให้มีเงินมาช่วยซื้อนมให้ลูกเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระแม่และครอบครัวได้บ้าง ด้วยช่วงนี้ยิ่งตกงานเท่ากับได้รับผลกระทบหนักมาก

คุณนุชนารถ แท่นทอง เครือข่ายสลัมสี่ภาค คนจนเมืองสนับสนุนเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า ฝ่าวิกฤตโควิด -19   กล่าวว่า การที่อยู่ในสลัมเราก็จะเห็นปัญหาลูกเล็กเด็ก เล็กแดงจำนวนมากที่วิ่งเล่นในชุมชน เมื่อพบก็ต้องถามทุกครั้งว่า พ่อ แม่ได้พาไปขึ้นทะเบียนเพื่อรับเงินอุดหนุนเด็กเล็ก 600 บาทหรือยัง พบว่า คนในชุมชนไม่ทราบเรื่องนี้ หรือบางส่วนรับรู้แต่เข้าไม่ถึงสิทธิการลงทะเบียนมีความยุ่งยากมาก ระบบเทคโนโลยีก็ไม่ได้สอดกคล้องกับความจนที่จริงๆไม่มีทางเข้าถึงแน่นอนทั้งระบบสื่อสารต่างๆด้วย ยิ่งช่วงที่มีปัญหาโควิด-19 ที่เกิดขึ้นเด้กไม่ได้ไปเรียน ศูนย์ปิดก็มาวิ่งเล่นเต็มไปหมด และความช่วยเหลือก็ไม่ได้รับ ทั้งตกงาน ไม่มีรายได้เป็นค่าใช้จ่าย ก็มีการช่วยเหลือกันเอง เพราะว่าคนที่นำของมาแจกก็จะดูว่าคนจนต้องจนจริงๆ จนดักดานจริงๆ กว่าจะได้ปลากระป๋องสักกระป๋องยังยาก เครือข่ายก็พยายามที่จะหาทางช่วยกันเองไม่อยากเห็นสายตาที่ดูแคลนความจน การที่รัฐนำเงินไปใช้จ่ายไปกระตุ่นเศรษฐกิจหลากหลายรูปแบบมาก แต่ไม่มีแนวคิดที่จะดูและเด็กๆที่เกิดขึ้นอย่างเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า ควรจะให้มีได้แล้วเพื่อความเท่าเทียมของเด็กทุกคน เราอยากให้รัฐมองด้วยเงินนั้นๆอย่าใช้ผิดวัตถุประสงค์ควรนำเงินมาอุดหนุนเด็ก ทำไมเด็กไม่เกิดเพิ่มขึ้น เพราะว่าเด็กในประเทศเกิดน้อยเพราะรายจ่ายสูงเกิน ขอให้หยุดคิดซื้อเรือดำน้ำนำเงินนั้นมาใช้เป็นสวัสดิการให้เด็กด้านเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้ถ้วนหน้า หยุดเหยียดหยามความจนด้วยการวัดค่าความจน เพื่อการรับสิทธิขั้นพื้นฐาน การมีสวัสดิการโดยรัฐที่เกิดขึ้น อย่างเรียนฟรีก็ไม่ได้ฟรีจริง

ดร.สมชัย จิตสุชน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึง ผลการศึกษาผลกระทบของโควิด กับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก : สิ่งที่สังคมควรเห็น ว่า เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้านั้น ได้มีการทำงานวิจัย ทำข้อมูล ซึ่งได้มีการตั้งคำถามว่าเงินอุดหนุน 600 บาทจะช่วยใครได้แค่ไหน ในความเป็นจริงคือเงินจำนวนนี้สำหรับคนจนมีประโยชน์อย่างมาก และทำให้เขาหายใจได้คล่องขึ้น และดูและลูกได้ดีมากขึ้นในด้านอาหารการกิน โดยเปรียบเทียบด้านครอบครัวที่มีเงินกับครอบครัวที่ไม่ได้รับเงิน พบว้าครอบครัวที่มีเงินอุดหนุนเด็กมีคุณภาพที่ดีขึ้น และครอบครัวที่มีเงินดอุดหนุนมีเงินพาลูกไปหาหมอง่ายขึ้น จากเดิมอาจต้องคิดมากหากต้องพาลูกไปพบหมอ ต่างกลับตอนที่ไม่มีเงินอุดหนุน และเงินที่สนับสนุนลูกหทำให้แม่มีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตด้านโภชนาการดีขึ้น หรือพาลูกไปหาหมอมากขึ้น และมีการให้นมบุตรมากขึ้น ซึ่งการให้เงินเพื่อให้เขาได้นำเงินไปใช้เป็นประโยชน์มากขึ้น แต่ในสังคมไทยหลายคนมองเป็นคุณพ่อคุณแม่รู้ดีว่าให้ให้เป็นอาหาร เป็นสิ่งของดีกว่าเงิน เพราะกังวลว่าพ่อแม่จะนำเงินไปซื้อเหล้า ซื้อหวย ซึ่งจากข้อมูลที่ทำพบน้อยมาก สังคม และรัฐไม่ควรนำข้อมูลของคนเพียงเล็กน้อยมาตัดสินคนจำนวนมากที่ใช้เงินถูกประเภท และจากการที่ตัดสินคนด้วยการคัดความจน กระบวนการคัดกรองความจนทำให่คนจนตกหล่นมากขึ้น ซึ่งตกหล่อนถึง 30 % เท่ากับว่าคน 100 คนตกหหล่นไป 30 คนเลยซึ่งถือว่า ไม่น้อยทีเดียว จึงไม่ควรมีการคัดกรองเพื่อทำให้เกิดการตกหล่นด้านสิทธิ ด้วยเป็นเรื่องของสิทธิที่คนไทยทุกคน เด็กไทยทุกคนดควรได้ เพราะมีคนจนตกหล่นการคัดกรองจะดีอย่างไร ก็ยังมีคนตกหล่นเสมอ ช่วยมองว่าคนจนที่ได้เงินเต็ม และใช้จ่ายให้ถือว่าเป็นการคืนภาษีให้กับประชาชนที่มีลูกทุกคน เพราะทุกคนเสียภาษี โครงการนี้เป็นการผันเงินคนรวยมาช่วยคนจนผ่านภาษีแน่นอน และทุกคนที่ได้รับก็ควรได้เงินคืนภาษีเมื่อมีลูก การตัดงบประมาณการซื้อเรือดำน้ำ ก็เห็นด้วย หรืองบประมาณอื่นๆที่ไม่ควรจะใช้ ก็ควรตัดลดได้เพื่อนำเงินมาจัดเป็นสวัสดิการให้เด็กเล็กถ้วนหน้า

คุณเทพวัลย์ ภรณวลัย รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ได้ให้ความเห็นและเสนอความก้าวหน้าด้านนโยบายในอนาคตว่า ได้ดูและโครงการอุดหนุนเด็ก ตั้งแต่ปี 2558 ร่วมกับหลายองค์กร ซึ่งการที่รัฐบาลมีการให้งบมาแบบเจาะจง คนลงทะเบียนก็อยู่ที่ท้องถิ่นอย่าง อบต. อบจ. ซึ่งมีการรับลงทะเบียน คนไม่จนเข้าไม่ถึงไม่น่าห่วงเท่ากับคนจนแต่เข้าไม่ถึง ปี 2558 เดือนละ 400 บาทคนมาลงทะเบียนน้อยมาก เพราะคิดว่าน้อย ซึ่งไม่เหมือนกับเรื่องของเงินเบี้ยสูงอายุที่เข้ากระเป๋าผู้สูงอายุ ด้วยทางทีดีอาร์ไอที่ได้มีการประเมินโครงการพบว่า เงินอุดหนุนเด็กมีประโยชน์ และคิดว่าควรมีการเพิ่มงบประมาณจ่ายจาก 400 บาทเพิ่มเป็น 600 บาท ก็มีการได้รับล่าช้ามีการตรวจสอบมาก เมื่อเทียบกับประกันสังคม ซึ่งก็มีการประเมินเรื่องผลกระทบว่า เด็กรับแล้วเป็นอย่างไร ก็พบว่า คุณภาพชีวิตดีขึ้นก็มีการปรับฐานเพื่อให้คนจนไม่ตกหล่น หลังพบว่า ตกหล่นจริงถึง 30%

แต่การจะให้ถ้วนหน้าก็เป็นประเด็นถกเถียงกันอีกว่า คนรวยไม่ควรได้รับสิทธิตรงนี้ ซึ่งก็ไปว่ากัน แต่หลังจากโควิด-19เป็นตัวชีวัดจริงเพราะโควิด-19 มาคนจนเลย คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) ได้เห็นชอบว่า ให้มีการทำเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าในปี 2565  และให้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาโดยมีหลายภาคส่วน เนื่องจากปี 2564 งบประมาณตั้งไม่ทันแล้ว ซึ่งกรมกิจการเด็ก และเยาวชน ได้มีการทำแนวปฏิบัติเพื่อให้คณะทำงานช่วยดู และเสนอต่อกดยช. เพื่อให้เห็นชอบก่อนส่งต่อคณะรัฐมนตรี

ช่วงโควิด-19 คนที่ยังไม่ได้มาลงทะเบียนด้วยไปมาลำบากไม่ว่าจะเกิดเดือนไหนก็มาลงทะเบียนแล้วจะให้สิทธิเงินอุดหนุนย้อนหลัง เพร้อมทั้งมีของที่มีผู้มาบริจาคให้เด็กจำนวนมากก็จะจัดให้สำหรับคนที่มาลงทะเบียน ทั้งสิ่งของอุปโภคบริโภค ต้องจับมือกันเพื่อให้ก้าวพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน อย่างไรก็คงจะมีการผลักดันให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าในปีงบประมาณ 2565

แน่นอนว่า สมองเด็กพัฒนาในช่วงแลกเกิดถึง 3 ปี แล้วก็ปิดประตู จึงเป็นที่มาของเงินอุดหนุนเด็ก เพื่อสร้างคุณภาพเด็กให้ดีขึ้น

อาจารย์สุนี ไชยรส ผู้ประสานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า ได้นำเสนอ สวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า ข้อเสนอเร่งด่วนในงบประมาณ 2564 ? ว่า การต่อสู้เพื่อให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าปี 2558 จะได้รับปี 2565 แต่ว่าตอนนี้เราต้องการให้อย่างน้อยปี 2564 นี้ แต่ก็ดีใจที่มติกดยช. ลงตัวแล้ว แต่เด็ก 4 ขวบกับเด็ก 2 ขวบที่อยู่ ณ ที่นี่ต้องขาดสิทธิ์ไป และคนจนเมืองเองก็ตกหล่นจำนวนมาก การที่มีการเรียกร้องให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า 0-6 ปี ก็ได้มา ตอนนี้ และพรรคการเมืองก็มีการหาเสียงไว้ว่า จะให้สิทธิทั่วหน้า และเพิ่มเงินให้กับเด็กด้วย ตอนนี้กดยช.ที่จะให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า ปี 2565

หากมามองยุทธศาสตร์ หากมาใช้บัตรสวัสดิดการคนจนได้เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าโดยอัตโนมัติ ความเป็นจริงรัฐได้ทำเงิน 5,000 บาทที่เป็นเงินช่วยเหลือช่วงโควิด-19 คนที่อยู่ในระบบประกันสังคม ก็ไปรับประกันสังคม วันนี้แม้ว่า จะให้ 15,000 บาท ก็เป็นเงินเก่าที่พิจารณาในส่วนที่ผู้ประกันตนที่ตกหล่น ส่งเงินสมทบไม่ถึง 6 เดือน และไม่ได้รับสิทธิจากประกันสังคม

ผลกระทบจากโควิด-19 แรงงานนอกระบบบางส่วนไม่ได้ และการที่มาบอกว่า จะให้เงิน 3,000 บาทกับเด็กที่ได้รับสิทธิเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า ก็ไม่ได้ทุกคนอีก ได้เฉพาะเด็กที่ลงทะเบียนเงินอุดหนุนกลุ่มเก่า คนที่ที่เพิ่งลงทะเบียนจะยังไม่ได้ วันนี้แม่ที่ตกงานได้รับถุงยังชีพก็ดีใจ แต่จริงเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก

การที่เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าไม่ได้ให้ผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคม แม้ว่า จะมีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทก็ตาม แม้ว่าจะกำหนดว่า แม้อยู่ในระบบประกันสังคมก็สามารถรับสิทธิได้หากรายได้ต่ำ แต่เจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่า ไม่ได้อยู่อย่างนั้นจึงทำให้เกิดความตกหล่นอย่างมากถึง 30% ในกลุ่มเด็กยากจนจริงๆ ซึ่งในข้อเสนอว่า เพื่อไม่ให้เกิดการตกหล่นเป็นการดูแลสวัสดิการเด็กให้เกิดความถ้วนหน้า เป็นสิทธิของเด็กทุกคน ก็ควรมีการดูแลเด็กให้ได้รับถ้วนหน้า

นโยบายรัฐยังติดกับดักความจน ทำไมรัฐให้คนพิการถ้วนหน้า ทำไมเด็กเรียนฟรีถ้วนหน้าได้ ทำไมต้องมาถามเรื่องเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า ซึ่งเมื่อรัฐทำดีแล้วก็ควรทำดีเพียงอีกนิดเดียวให้สิทธิเด็กถ้วนหน้าเหมือนกัน ไม่ต้องแบ่งแยกด้วยตอนนี้เด็กตาดำๆต้องตกหล่นถึง 30% เด็กต้องขาดสิทธิที่ควรได้ในปี 2564 ระบบคัดกรองก็มีค่าใช้จ่ายอยู่ด้วย หากมีการเกิดขึ้นก็ให้ได้รับสิทธิเงินอุดหนุนเด็กเล็กแรกเกิด เพราะต้องแจ้งเกิดอยู่แล้วไม่ต้องตรวจสอบเลย ตอนี้เด็กเกิดน้อยลง สูตรของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ดูรายได้ไม่เกินแสนบาท 1.7 ล้านคน ปี 64 คาดว่า 2 ล้านคน ใช้เงินไม่เกิน แสนล้านบาท แต่ว่าจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง

ทำไมเรียกร้องปี 2564 เพราะว่าโควิด-19 ทำคนจนเกิดขึ้นจำนวนมาก หากเราจัดการเรื่องงบประมาณ เด็ก 4.2 ล้านคน เงินประมา 3 หมื่น พม.มี 1.5 หมื่นล้าน ปี 2564 เพิ่ม1 หมื่น 6 พันล้านบาท คนตกหล่นจำนวนมาก เงินมีแน่เพราะกู้มาจำนวนมากเงินนั้นมาหิเด็กก่อน เพื่อไม่ให้คนอดตาย เพราะรัฐไม่ดูแล คุณภาพของเด็กสำคัญมากในการที่จะพัฒนาประเทศในอนาคต

            นักสื่อสารแรงงาน รายงาน