- วัตถุประสงค์ทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษา วินิจฉัยโรค พิจารณาจ่ายเงินทดแทนและฟื้นฟูสมรรถภาพของลูกจ้าง
เหตุผลคัดค้าน คือ พ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537 มาตรา 40 กำหนดให้มีคณะกรรมการการแพทย์เพื่อกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลชนิดของโรคที่เกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หลักเกณฑ์การประเมินการสูญเสียอวัยวะและสมรรถภาพในการทำงานเพื่อจ่ายค่าทดแทน พร้อมทั้งจัดทำความร่วมมือกับหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุขจัดอบรมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ให้เพียงพอกับการให้บริการ ซึ่งมีแพทย์ย่านการอบรมประมาณ 10,000 คน (ตั้งแต่พ.ศ. 2539-2552) และขยายคลินิกโรคจากการทำงานในจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมหนาแน่นจำนวน 25 แห่ง
- กองทุนส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน กำหนดให้ใช้จ่ายเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้างตามกฎหมายเงินทดแทน
เหตุผลคัดค้าน คือ
- พ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537 กำหนดให้มีสำนักงานกองทุนเงินทดแทน เพื่อคุ้มครองดูแลสิทธิประโยชน์ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานอยู่แล้ว
- มีคณะกรรมการการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย รวมถึงเงินทดแทนอยู่แล้ว
- มีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานเพื่อดูแลช่วยเหลือลูกจ้างที่พิการหรือทุพพลภาพ ให้สามารถประกอบอาชีพได้ใหม่และสามารถดำรงอยู่ได้
- กรณีลูกจ้างไม่พอใจในคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ มีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน
- พ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537 มาตรา 28 วรรคสอง กำหนดให้กระทรวงแรงงานจัดสรรเงินไม่เกินร้อยละ 22 ของกองทุนเงินทดแทนต่อปี เป็นค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษา ส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรทภาพในการทำงาน และค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม-ป้องกันความปลอดภัยในการทำงาน
- ไม่เห็นด้วยกับการโอนสำนักงานกองทุนเงินทดแทนไปเป็นของสถาบันและเห็นว่ากองทุนเงินทดแทนควรเป็นหน่วยงานในสำนักงานประกันสังคม เพราะว่า
- รูปแบบ-โครงสร้างเกี่ยวกับการประกันการประสบอันตรายและการเจ็บป่วยโรคจากการทำงาน เป็นหนึ่งในการประกันสังคมที่ประเทศต่างๆ นิยมยึดถือปฏิบัติอยู่
- สำนักงานประกันสังคม มีเทคโนโลยีระบบสารสนเทศในการดำเนินงานซึ่งงานของกองทุนเงินทดแทนเข้าร่วมอยู่ในระบบด้วย หากแยกกองทุนเงินทดแทนออกไปแล้ว กองทุนเงินทดแทนต้องเริ่มสร้างระบบใหม่ ทำให้ยุ่งยากและเสียงบประมาณ
- สถาบันฯมีเพียงสำนักงานในกรุงเทพฯเท่านั้นไม่เพียงพอต่อการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ในขณะที่สำนักงานประกันสังคมอยู่ทั่วประเทศ
- มีพนักงานเงินทดแทนที่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอาญาด้วยแต่สถาบันฯมีเพียงพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยเท่านั้น
- ต้องมีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้สอดคล้องกัน ถ้าให้นำกองทุนเงินทดแทนไปอยู่ในสถาบันฯ และการที่กองทุนเงินทดแทนไม่รวมอยู่ในสถาบันฯนั้นจะเป็นการคานอำนาจ-ตรวจสอบซึ่งกันและกัน เพราะสถาบันฯมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมและแก้ไขเกี่ยวกับความปลอดภัยฯแต่กองทุนเงินทดแทนมีวัตถุประสงค์เพื่อจ่ายค่าทดแทนแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน
- ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานพ.ศ. …. ที่กรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรพิจารณานั้นใช้ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯฉบับรัฐบาลเป็นหลัก จึงทำให้การพิจารณาสถาบันความปลอดภัย ไม่สามารถได้รับการพิจารณารวดเร็วโดยตรงได้
การพิจารณาร่างกฎหมายพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯฉบับรัฐบาลที่เป็นร่างกฎหมายหลักจำเป็นต้องพิจารณาเรียงรายมาตราไปตลอดโดยไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับโครงสร้างรูปแบบของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยในร่างกฎหมายฉบับรัฐบาลที่จะพิจารณาพร้อมกับร่างพ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯได้
- มีข้อสังเกตและข้อวิจารณ์ต่อร่างกฎหมายสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ บางประเด็นที่ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งสถาบันได้ตามรูปแบบและมีวัตถุประสงค์บริหารด้านความปลอดภัยฯครบวงจรตามที่ต้องการได้ทั้งหมด คือ
- ไม่สามารถโอนกองทุนเงินทดแทนไปอยู่ในสถาบันฯนี้ได้ เพราะมีสำนักงานประกันสังคมดูแลอยู่ตามกฎหมายเงินทดแทนซึ่งสถาบันฯนี้ควรจะรับเงินอุดหนุนหรือเงินสนับสนุนจากกองทุนเงินทดแทน และมีบทบาทส่งเสริมสุขภาพและป้องกันอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน
- อำนาจหน้าที่เกี่ยวกับบริการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างที่ประสบอันตราบหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน มีคณะกรรมการการแพทย์ในสำนักงานกองทุนเงินทดแทน และสำนักโรคจากการประกอบอาชีพ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันดูแลอยู่แล้วไม่ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของสถาบันฯนี้
- อำนาจการบังคับใช้กฎหมายของพนักงานหรือบุคคลที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้ไปตรวจสอบสถานประกอบการตามกฎหมายสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ควรเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะต้องมีการพิจารณาออกคำสั่งและลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืนการปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยฯ
- ความเป็นไปได้ที่จะมีเรื่องสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ภายใต้โครงสร้างร่างกฎหมาย ฉบับรัฐบาลที่คณะกรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอยู่อาจเป็นไปในทิศทางดังนี้ คือ
- เน้นบทบาทด้านวิชาการ บริการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานและมาตรการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานโดยสนับสนุนให้ฝ่ายแรงงาน/สหภาพแรงงานมีบทบาทส่วนร่วมชัดเจนเข้มแข็งขึ้นทั้งในระดับสถานประกอบการ ระดับอุตสาหกรรม และระดับชาติ
- เน้นบทบาทการตรวจสอบการพัฒนาบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยฯและการตรวจประเมินความเสี่ยงภัยต่อสุขภาพให้สอดคล้องตามสภาพลักษณะงานอย่างมีคุณภาพ เช่น ปรับปรุงการป้องกันความเสี่ยงอันตรายหรือความเจ็บป่วยในการทำงานที่แหล่งต้นกำเนิดเป็นสำคัญ,การตรวจสุขภาพฯต้องสอดคล้องกับความเสี่ยงภัยในงานที่เผชิญ โดยมีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และผู้แทนคปอ.ร่วมตรวจสอบ,การตรวจความปลอดภัยในสถานประกอบการควรมีผู้แทนคนงานในพื้นที่ทำงานเสี่ยงหรือผู้แทนสหภาพแรงงานและคปอ.ร่วมพิจารณาเห็นชอบ เป็นต้น
- อาจมีหมวดว่าด้วยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯโดยเฉพาะ หรือ ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐฯ และคณะกรรมการฯที่เกี่ยวข้องให้เป็นรูปธรรมสอดคล้องกับภารกิจงานบริการและการส่งเสริมพัฒนาเชิงรุกโดยมีส่วนร่วมของฝ่ายแรงงาน
สรุปสาระสำคัญ ร่างพ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (ฉบับส.ส.รัชฎาภรณ์ แก้วสนิทกับคณะและส.ส.สถาพร มณีรัตน์กับคณะ)
(1.) สถานะของสถาบันฯ สถาบันนี้ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เป็นองค์กรนิติบุคคลของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงแรงงาน
(2) วัตถุประสงค์การจัดตั้งสถาบันฯ 4 ประการ คือ
1. ส่งเสริมและแก้ไขปัญหาความปลอดภัยฯ2. พัฒนาและสนับสนุนการจัดทำมาตรฐานเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยฯ3. บริการทางแพทย์เกี่ยวกับการรักษา ขึ้นกับโรคพิจารณาจ่ายเงินทดแทนและการฟื้นฟูสมรรถภาพของลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้สามารถกลับเข้าทำงานประกอบอาชีพได้ตามความเหมาะสม4. สนับสนุนและร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานด้านความปลอดภัยฯในการทำงานของภาครัฐและเอกชน
(3) อำนาจหน้าที่ของสถาบันฯ
1. สำรวจ ศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อจัดทำนโยบายแผนงานโครงการและมาตรการความปลอดภัยฯ2. ดูแลและตรวจวิเคราะห์ให้คำแนะนำสถานประกอบการด้านความปลอดภัยฯ3. เป็นศูนย์ข้อมูลและฝึกอบรมด้านความปลอดภัยฯ4. ส่งเสริมและประสานด้านความปลอดภัยฯ5. ส่งเสริม พัฒนายกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยฯ6. ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นในกิจการส่งเสริมการวิจัยการให้บริการ และการตรวจสอบเกี่ยวกับความปลอดภัยฯ
(4) คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ประกอบด้วยปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานและผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องอีก 6 คน ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้างและผู้ทรงคุณวุฒิฝ่ายละ 7 คน โดยมี ผู้อำนวยการสถาบันเป็นเลขานุการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญมีผลงานประสบการณ์เกี่ยวกับความปลอดภัยฯ
(5) การโอนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง1. ให้โอนอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ รวมทั้งงบประมาณของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันความปลอดภัยในการทำงานไปเป็นของสถาบันฯ2. ในวาระเริ่มแรก การใช้จ่ายดำเนินงานของสถาบันฯได้รับการจัดสรรจากกองทุนเงินทดแทนจนกว่าจะได้มีโอนบรรดาอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์ สิทธิ หนี้รวมทั้งงบประมาณในส่วนของสำนักงานกองทุนเงินทดแทนสำนักงานประกันสังคมไปเป็นของสถาบันฯ ภายในไม่เกิน 5 ปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ
ข้อโต้แย้ง-คัดค้านจากหน่วยงานอื่น
(1) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่าการกำหนดให้มีการจัดตั้งสถาบันความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานในร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานพ.ศ. …. ไม่เหมาะสมเพราะการขอจัดตั้งหน่วยงานของรัฐทั้งกรณีส่วนราชการและองค์การมหาชน ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจในร่างกฎหมายเพื่อใช้บังคับในเรื่องใดจะกระทบต่องบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินในระยะยาว และไม่ควรมีข้อกำหนดในรายละเอียดขอจัดตั้งหน่วยงานนั้นตามความเห็นของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ที่มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นด้วยกับหลักเกณฑ์การจำแนกหน่วยงานของรัฐเมื่อปี 2550
(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความเห็นยืนยันร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ เพราะผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งเป็นคณะกรรมการไตรภาคีตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และมีการรับฟังความเห็นของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากร่างพ.ร.บ.และร่างพ.ร.บ.นี้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว
(3) กระทรวงสาธารณสุข มีข้อสังเกตต่อร่างพ.ร.บ.สถาบันความปลอดภัยฯว่า
1. อำนาจหน้าที่ของสถานบันฯ ในการจัดบริการทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษา วินิจฉัยโรคนั้นควรเป็นบทบาทของกรมการแพทย์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ และมีกรมควบคุมโรคเป็นคณะกรรมการทางการแพทย์สนับสนุนงานนี้อยู่แล้ว2. ผู้แทนกรมอนามัยในคณะกรรมการสถาบันความปลอดภัยฯควรเปลี่ยนเป็นผู้แทนกรมควบคุมโรค เพราะภารกิจนี้โอนย้ายมาแล้วตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขพ.ศ.2545
(4) สำนักงานประกันสังคม ไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานในประเด็นดังนี้
1.) วัตถุประสงค์ทางการแพทย์เกี่ยวกับการรักษา วินิจฉัยโรค พิจารณาจ่ายเงินทดแทนและฟื้นฟูสมรรถภาพของลูกจ้าง
เหตุผลคัดค้าน คือ พ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537 มาตรา 40 กำหนดให้มีคณะกรรมการการแพทย์เพื่อกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลชนิดของโรคที่เกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงาน หลักเกณฑ์การประเมินการสูญเสียอวัยวะและสมรรถภาพในการทำงานเพื่อจ่ายค่าทดแทน พร้อมทั้งจัดทำความร่วมมือกับหน่วยงานกระทรวงสาธารณสุขจัดอบรมแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ให้เพียงพอกับการให้บริการ ซึ่งมีแพทย์ย่านการอบรมประมาณ 10,000 คน (ตั้งแต่พ.ศ. 2539-2552) และขยายคลินิกโรคจากการทำงานในจังหวัดที่มีอุตสาหกรรมหนาแน่นจำนวน 25 แห่ง
2.) กองทุนส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน กำหนดให้ใช้จ่ายเป็นเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้างตามกฎหมายเงินทดแทน
เหตุผลคัดค้าน คือ 1. พ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537 กำหนดให้มีสำนักงานกองทุนเงินทดแทน เพื่อคุ้มครองดูแลสิทธิประโยชน์ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานอยู่แล้ว 2. มีคณะกรรมการการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย รวมถึงเงินทดแทนอยู่แล้ว 3. มีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานเพื่อดูแลช่วยเหลือลูกจ้างที่พิการหรือทุพพลภาพ ให้สามารถประกอบอาชีพได้ใหม่และสามารถดำรงอยู่ได้ 4. กรณีลูกจ้างไม่พอใจในคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่ มีสิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน 5. พ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537 มาตรา 28 วรรคสอง กำหนดให้กระทรวงแรงงานจัดสรรเงินไม่เกินร้อยละ 22 ของกองทุนเงินทดแทนต่อปี เป็นค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษา ส่งเสริมการฟื้นฟูสมรรทภาพในการทำงาน และค่าใช้จ่ายในการส่งเสริม-ป้องกันความปลอดภัยในการทำงาน
3.) ไม่เห็นด้วยกับการโอนสำนักงานกองทุนเงินทดแทนไปเป็นของสถาบันและเห็นว่ากองทุนเงินทดแทนควรเป็นหน่วยงานในสำนักงานประกันสังคม เพราะว่า 1. รูปแบบ-โครงสร้างเกี่ยวกับการประกันการประสบอันตรายและการเจ็บป่วยโรคจากการทำงาน เป็นหนึ่งในการประกันสังคมที่ประเทศต่างๆ นิยมยึดถือปฏิบัติอยู่ 2. สำนักงานประกันสังคม มีเทคโนโลยีระบบสารสนเทศในการดำเนินงานซึ่งงานของกองทุนเงินทดแทนเข้าร่วมอยู่ในระบบด้วย หากแยกกองทุนเงินทดแทนออกไปแล้ว กองทุนเงินทดแทนต้องเริ่มสร้างระบบใหม่ ทำให้ยุ่งยากและเสียงบประมาณ 3. สถาบันฯมีเพียงสำนักงานในกรุงเทพฯเท่านั้นไม่เพียงพอต่อการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ในขณะที่สำนักงานประกันสังคมอยู่ทั่วประเทศ 4. มีพนักงานเงินทดแทนที่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัย และเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายอาญาด้วยแต่สถาบันฯมีเพียงพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยเท่านั้น 5. ต้องมีการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับเพื่อให้สอดคล้องกัน ถ้าให้นำกองทุนเงินทดแทนไปอยู่ในสถาบันฯ และการที่กองทุนเงินทดแทนไม่รวมอยู่ในสถาบันฯนั้นจะเป็นการคานอำนาจ-ตรวจสอบซึ่งกันและกัน เพราะสถาบันฯมีวัตถุประสงค์ส่งเสริมและแก้ไขเกี่ยวกับความปลอดภัยฯแต่กองทุนเงินทดแทนมีวัตถุประสงค์เพื่อจ่ายค่าทดแทนแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน
ข้อจำกัดของการพิจารณาสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยในร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ ฉบับรัฐบาล
(1) ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานพ.ศ. …. ที่กรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรพิจารณานั้นใช้ร่างพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯฉบับรัฐบาลเป็นหลัก จึงทำให้การพิจารณาสถาบันความปลอดภัย ไม่สามารถได้รับการพิจารณารวดเร็วโดยตรงได้การพิจารณาร่างกฎหมายพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯฉบับรัฐบาลที่เป็นร่างกฎหมายหลักจำเป็นต้องพิจารณาเรียงรายมาตราไปตลอดโดยไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับโครงสร้างรูปแบบของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยในร่างกฎหมายฉบับรัฐบาลที่จะพิจารณาพร้อมกับร่างพ.ร.บ.สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯได้
(2) มีข้อสังเกตและข้อวิจารณ์ต่อร่างกฎหมายสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ บางประเด็นที่ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งสถาบันได้ตามรูปแบบและมีวัตถุประสงค์บริหารด้านความปลอดภัยฯครบวงจรตามที่ต้องการได้ทั้งหมด คือ
ไม่สามารถโอนกองทุนเงินทดแทนไปอยู่ในสถาบันฯนี้ได้ เพราะมีสำนักงานประกันสังคมดูแลอยู่ตามกฎหมายเงินทดแทนซึ่งสถาบันฯนี้ควรจะรับเงินอุดหนุนหรือเงินสนับสนุนจากกองทุนเงินทดแทน และมีบทบาทส่งเสริมสุขภาพและป้องกันอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน
อำนาจหน้าที่เกี่ยวกับบริการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับลูกจ้างที่ประสบอันตราบหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน มีคณะกรรมการการแพทย์ในสำนักงานกองทุนเงินทดแทน และสำนักโรคจากการประกอบอาชีพ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกันดูแลอยู่แล้วไม่ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของสถาบันฯนี้
อำนาจการบังคับใช้กฎหมายของพนักงานหรือบุคคลที่รัฐมนตรีแต่งตั้งให้ไปตรวจสอบสถานประกอบการตามกฎหมายสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ควรเป็นอำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะต้องมีการพิจารณาออกคำสั่งและลงโทษนายจ้างที่ฝ่าฝืนการปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยฯ
(3) ความเป็นไปได้ที่จะมีเรื่องสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ภายใต้โครงสร้างร่างกฎหมาย ฉบับรัฐบาลที่คณะกรรมาธิการวิสามัญสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอยู่อาจเป็นไปในทิศทางดังนี้ คือ
1. เน้นบทบาทด้านวิชาการ บริการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานและมาตรการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานโดยสนับสนุนให้ฝ่ายแรงงาน/สหภาพแรงงานมีบทบาทส่วนร่วมชัดเจนเข้มแข็งขึ้นทั้งในระดับสถานประกอบการ ระดับอุตสาหกรรม และระดับชาติ 2. เน้นบทบาทการตรวจสอบการพัฒนาบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยฯและการตรวจประเมินความเสี่ยงภัยต่อสุขภาพให้สอดคล้องตามสภาพลักษณะงานอย่างมีคุณภาพ เช่น ปรับปรุงการป้องกันความเสี่ยงอันตรายหรือความเจ็บป่วยในการทำงานที่แหล่งต้นกำเนิดเป็นสำคัญ,การตรวจสุขภาพฯต้องสอดคล้องกับความเสี่ยงภัยในงานที่เผชิญ โดยมีแพทย์อาชีวเวชศาสตร์และผู้แทนคปอ.ร่วมตรวจสอบ,การตรวจความปลอดภัยในสถานประกอบการควรมีผู้แทนคนงานในพื้นที่ทำงานเสี่ยงหรือผู้แทนสหภาพแรงงานและคปอ.ร่วมพิจารณาเห็นชอบ เป็นต้น 3. อาจมีหมวดว่าด้วยสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯโดยเฉพาะ หรือ ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐฯ และคณะกรรมการฯที่เกี่ยวข้องให้เป็นรูปธรรมสอดคล้องกับภารกิจงานบริการและการส่งเสริมพัฒนาเชิงรุกโดยมีส่วนร่วมของฝ่ายแรงงาน
สรุปโดย บุษญรัตน์ กาญจนดิษฐ์

