
เวทีนโยบายกระจายอำนาจเพื่อสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า 7 พรรคการเมืองเห็นพ้อง
“ท้องถิ่นต้องมีอำนาจ” สะท้อนมุมมอง หลากหลายแนวทาง
เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ร่วมกับเครือข่ายขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้ากว่า 500 เครือข่ายจากทั่วประเทศ ได้จัด “เวทีเสนอนโยบายกระจายอำนาจเพื่อสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ต่อพรรคการเมือง” โรงแรม ทีเคพาเลซ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
ผศ.สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า กล่าวในการเปิดเวที ว่า เป้าหมายของการขับเคลื่อนมาตลอด คือสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า และผู้ที่จะทำให้ข้อเสนอนี้เป็นจริงคือรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นเวทีนี้จึงมีความสำคัญที่จะนำเสนอและรับฟังจากทุกพรรคการเมืองว่า มีนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าอย่างไร เพราะเด็กเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของประเทศ
งานวิจัยระบุชัด โครงสร้างกฎหมาย ข้อจำกัดสำคัญต่อการกระจายอำนาจด้านสวัสดิการเด็ก และบริการสาธารณะ เสนอ 3 ข้อแก้ปัญหาโครงสร้าง กฎหมาย นโยบาย

จากนั้นเป็นการนำเสนอผลการวิจัย “การกระจายอำนาจเพื่อสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า” โดย ดร.ดารินทร์ กำแพงเพชรและ ผศ.ว่าที่ ร.ต.จตุพล ดวงจิตร จากวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โดยสรุป ว่า จากข้อมูลการศึกษา สรุปได้ว่าโครงสร้างทางกฎหมายของประเทศไทย เป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการกระจายอำนาจด้านสวัสดิการเด็ก และบริการสาธารณะ เป็นผลจากการทำงานร่วมกันของกรอบ อำนาจหน้าที่ ระบบการคลัง แผนและมาตรฐานจากส่วนกลาง รวมถึงขั้นตอนปฏิบัติการที่เข้มงวด ส่งผลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมี ภารกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังขาดอิสระเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติ

ทั้งนี้ จากปัญหาดังกล่าว งานวิจัยจึงมีข้อเสนอเชิงนโยบาย 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะสั้น (เชิงบริหาร/เชิงระเบียบ ขอให้เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งบประมาณด้านเด็กปฐมวัย ปรับหลักเกณฑ์เงินอุดหนุนและเพดานการใช้จ่ายให้รองรับภารกิจเด็กปฐมวัยในลักษณะงบต่อเนื่อง โดยเฉพาะอาหาร พี่เลี้ยง และบุคลากรเฉพาะทาง ระยะกลาง (เชิงโครงสร้าง/เชิงระบบ) เน้นที่เสริมอำนาจการบริหารจัดการบุคลากรด้านเด็กให้กับท้องถิ่น ทบทวนกรอบเพดานค่าใช้จ่ายบุคลากร และระบบอัตรากำลัง เพื่อให้ อปท. สามารถจ้างและรักษาบุคลากรด้านการศึกษาปฐมวัยและบริการเด็กได้อย่างเหมาะสม และระยะ 3 ระยะยาว (เชิงกฎหมาย/เชิงนโยบายมหภาค) พัฒนาระบบการกระจายอำนาจเชิงพื้นที่ สนับสนุนรูปแบบการจัดการศึกษาปฐมวัยที่แตกต่างตามบริบทเมือง ชนบท และพื้นที่เปราะบาง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มคุณภาพบริการเด็กอย่างยั่งยืน
เครือข่ายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าฯ เสนอ 3 ประเด็นหลัก
เน้น เร่งรัดกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

หลังจากนั้น ผศ.สุนี ไชยรส ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า นำเสนอนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า 3 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย 1)เงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า เดือนละ 3,000 บาท 2)เงินอุดหนุนหญิงตั้งครรภ์ถ้วนหน้า อายุ 5-9 เดือน เดือนละ 3,000 บาท และ 3)เร่งรัดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างจริงจัง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีงบประมาณ อำนาจหน้าที่ และ บุคลากรที่เพียงพอสำหรับการจัดสวัสดิการเด็กเล็กได้ดีขึ้น และทั่วถึงตามความจำเป็น โดยแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ เช่น ให้ อปท. มีรายได้ร้อยละ 35 ของรายได้แผ่นดิน และให้ อปท. ที่มีศักยภาพ ประกอบธุรกิจหารายได้เอง และแก้ไขระเบียบการใช้จ่ายเงิน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการจัดบริการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ควรใช้หลัก“ภารกิจที่ไม่ห้าม ให้สามารถทำได้” แทน “ให้ทำได้เฉพาะภารกิจที่มีระเบียบกำหนดไว้” เช่น อาหารเช้า รถรับส่ง รับเด็กต่ำกว่า 2 ปี เปิดปิดสอดคล้องการทำงานของผู้ปกครอง 4)จัดบริการด้านสุขภาพและการศึกษา ที่สอดคล้องกับเด็กพิเศษทุกกลุ่มอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ มีการคัดกรองเด็กที่พัฒนาการล่าช้า และเด็กพิเศษตั้งแต่ยังเล็ก โดยเฉพาะเด็กออทิสติก บริการที่ให้เด็กพิเศษทุกคนเข้าถึงการศึกษา การเรียนรู้ 4 )การช่วยเหลือฟื้นฟูเด็กเล็กในพื้นที่ภัยพิบัติจากน้ำท่วม และภัยพิบัติจากการสู้รบชายแดน
พรรคการเมืองสะท้อนมุมมอง หลากหลายแนวทางแต่เห็นพ้อง “ท้องถิ่นต้องมีอำนาจ”
ไทยสร้างไทย เสนอ “บูรณาการหน่วยงาน” ในท้องถิ่น “พัฒนาเด็ก”

คุณปริเยศ อังกูลกิตติ พรรคไทยสร้างไทย เสนอนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าพรรคเสนอ คูปองเลี้ยงลูก (Child Support Voucher) จำนวน 3,000 บาท/เดือน สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึง 6 ปี แบบ “ถ้วนหน้า” เพื่อให้ครอบครัวสามารถนำไปใช้จ่ายเป็นค่าผ้าอ้อม นม และค่าอาหารที่มีโภชนาการสูง ส่วนการดำเนินงานอาจจะใช้รูปแบบ ร้อยเอ็ดโมเดล ที่เป็นการร่วมมือจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพัฒนาเด็ก
อย่างไรก็ตาม นโยบายต่างๆ ปัญหามาจากงบประมาณและกฎหมาย ซึ่งประเด็กคือรัฐบาลจะให้กระทรวงใดเป็นหัวเรือ เช่นหากให้กระทรวงสาธารณสุข จะมีงบประมาณในการดำเนินงาน รวมไปถึงงบลงทุนต่าง ๆที่ควรจะตัดมาใช้ในการลงทุนกับเด็ก ซึ่งที่จริงแล้วประเทศมี งบประมาณ ดำเนินการ แต่ยังติดที่ระเบียบ กฎหมาย ต่าง ๆ หน่วยงานรัฐยังมีความกลัวในการดำเนินนโยบาย ท้องถิ่นพร้อมจะดำเนินการ หากรัฐไฟเขียวให้ดำเนินการและมีหน่วยงานเจ้าภาพหลักชัดเจน และจะได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างชัดเจน

ประชาธิปัตย์ ย้ำต้องกิโยตินกฎหมายเพื่อกระจายอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ
ด้านพรรคประชาธิปัตย์ จิรวัฒน์ จังหวัด ผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ มี 4 เสาหายจน มีการพัฒนาเด็กจนถึงผู้ใหญ่ และมีนโยบาย ให้เงินอุดหนุนมารดาและเด็กเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 12 เดือน “รวม 65,000 บาท โดยเป็นเงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้าทันที ตั้งแต่รับใบสูจิบัตร ไม่ต้องพิสูจน์ฐานะ พรรคตระหนักว่า ช่วง 1 ปีของเด็กเป็นช่วงอายุที่สำคัญ ในการพัฒนาเด็ก นอกจากนี้ยังมีเงินออมให้กับเด็กไทยทุกคน ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 18 ปี เดือนละ 500 บาท โดยเงินออมนี้ถ้าเก็บในบัญชีโดยไม่ถอนจะได้รับเงินเพิ่มพิเศษทุก 5 ปี ครั้งละ 10,000 บาท ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างเด็กที่มีคุณภาพให้กับประเทศ
ส่วนเรื่องกระจายอำนาจของศูนย์เด็กเล็ก พรรคเสนอให้ อปท.ดำเนินการได้ เพราะท้องถิ่นจะรู้ว่าในท้องที่ต้องการอะไร ที่สำคัญคือต้องแก้กฎหมายให้สามารถทำได้ โดยการกิโยตินกับระบบกฎหมายไทย
ประชาชาติ พูดชัด รัฐราชการอุปสรรคสำคัญในการกระจายอำนาจ

ไชยพล เดชตระกูล พรรคประชาชาติ กล่าวว่า นโยบายหลักของพรรคคือ “ความเท่าเทียมและการเข้าถึงสวัสดิการอย่างมีศักดิ์ศรี โดยเฉพาะในพื้นที่พหุวัฒนธรรม การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น รวมไปถึงการให้เด็กแบบถ้วนหน้า ซึ่งมีงบประมาณบางส่วนรองรับที่สามารถดำเนินการได้ ซึ่งพรรคเสนอคือ “สวัสดิการถ้วนหน้า 1,000 บาท” แบบถ้วนหน้า ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี อุดหนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและสถาบันปอเนาะ ในชุมชน งบอุดหนุนอาหารกลางวันและนม: เพิ่มงบประมาณรายหัวให้สูงขึ้นเพื่อให้เด็ก
ส่วนปัญหาเรื่องการกระจายอำนาจและงบประมาณ นั้น ยังมีข้อจำกัดที่รัฐราชการ โดยอ้างว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยังไม่มีความพร้อม ส่วนกลางจึงต้องดำเนินการเอง งบลงทุนในทุนมนุษย์ 200,000 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องเกินเลย สามารถผลักดันได้ถึง 3,000 บาท
ภูมิใจไทย เน้นย้ำ การกระจายอำนาจต้องไปด้วยกัน “การเมือง ราชการ ประชาชน”

ในขณะที่พรรคภูมิใจไทย รัชดา ธนาดิเรก พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ในฐานะพรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เห็นว่าการดำเนินนโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า ควรจะมีการสานเครือข่ายภาคประชาชนให้เต็มที่ ประเด็นสำคัญคือการกระจายอำนาจ การพัฒนาเด็กคือการพัฒนาทุนมนุษย์ ต้องดำเนินการผ่านการกระจายอำนาจ การที่ไม่สามารถกระจายอำนาจหรืองบประมาณได้นั้น ในระบบราชการไทย เหนือพรรคการเมืองคือพรรคราชการ และรัฐส่วนกลาง ที่ยังมีแนวคิดว่ารัฐส่วนกลางรู้ดีที่สุด หากยังยึดวัฒนธรรมเช่นนี้ การกระจายอำนาจเป็นไปไม่ได้ การเมือง ราชการ ประชาชน ต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน
ทั้งนี้ การให้ศูนย์เด็กเล็กในท้องถิ่นทำงานได้เต็มที่ ไม่ติดขัดข้อระเบียบ กฎหมายต่าง ๆ หน่วยงานรัฐบาลต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้การทำงานคล่องตัวมากขึ้น โดยการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการ บริหารจัดการ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ นโยบายเรื่องสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้า มาไกลเกินว่าที่จะถอยหลัง นั่นหมายความว่านโยบายสวัสดิการเด็กเล็กถ้วนหน้าต้องเดินหน้าต่อไปในมติที่ค้างอยู่ในครม. ที่อาจจะมีประเด็นในเรื่องของกฎหมาย งบประมาณ และพรรคภูมิใจไทยพร้อมรับทุกข้อเสนอ
ด้านพรรคประชาชน ยืนยัน “หากเราให้ความสำคัญ ทุกเรื่องเป็นไปได้”
เสนอ “เครื่องมือทางการคลัง” ทุกคนสามารถคำณวนงบให้ท้องถิ่นตนเอง

ณัฐยา บุญภักดี พรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาชนมองว่าการพัฒนามนุษย์ ไม่สามารถระบุหน่วยงานใด ต้องอาศัยหลายหน่วยงานดำเนินการร่วมกัน การขับเคลื่อนเพื่อให้ท้องถิ่นมีพลัง มีอำนาจ มีทรัพยากร เพื่อดูแลเด็กในชุมชนให้เติบโตมาอย่างมีคุณภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ
ส่วนการกระจายอำนาจลงอยู่ท้องถิ่น จะดำเนินการใน 6 กลุ่มนโยบาย ผลคือท้องถิ่นจะได้รับทรัพยากร อำนาจมากขึ้น โดยนโยบายของพรรคประชาชนเบี้ยเด็กเล็กถ้วนหน้า * ปี 2569: เริ่มต้นที่ 600 บาท/เดือน แบบถ้วนหน้า (ไม่ต้องคัดกรองความจน) โดยภายในปี 2572-2573 ปรับเพิ่มเป็น 1,200 บาท/เดือน แบบถ้วนหน้า สวัสดิการระหว่างตั้งครรภ์: สนับสนุนเงินตั้งแต่อายุครรภ์ 5 เดือน รวมเป็นเงิน 3,000 บาท/ครรภ์ Baby Box (ของขวัญแรกเกิด): มอบเครดิตจำนวน 3,000 บาท สำหรับซื้อของใช้จำเป็นสำหรับเด็กแรกเกิด ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก: เร่งจัดสร้างศูนย์ดูแลเด็กอ่อน (อายุ 4 เดือนถึง 2 ปี) จำนวน 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดภาระพ่อแม่วัยทำงาน ศูนย์ครอบครัวเข้มแข็งในทุกชุมชน
ในขณะที่วิธีคิดงบประมาณให้กับท้องถิ่น รัฐบาลไม่เคยมีสูตรในการคำณวน ที่จริงต้องมีการคำณวนออกมาได้ว่าประชาชนต่อคน ต้องใช้งบประมาณเท่าใดอย่างชัดเจน เพื่อให้ท้องถิ่นจะได้มีงบประมาณในการจัดสรรดูแลประชากรได้ดี ซึ่งพรรคประชาชนมีเครื่องมือทางการคลังที่จะให้ประชาชนในพื้นที่ ช่วยในการจัดสรรงบประมาณในการดูแลพี่น้องประชาชน ส่วนเรื่องของสวัสดิการจากตั้งครรภ์จนถึงเชิงตะกอน มีการเฉลี่ยไว้ให้เท่ากัน ลดหลั่นตามความสำคัญ “หากเราให้ความสำคัญ ทุกเรื่องเป็นไปได้”
ด้าน กล้าธรรม ย้ำ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเคลื่อนช้า พูดชัด “ต้องตีถ้าไม่ทำ”

นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีรัตน์ พรรคกล้าธรรม สิ่งที่ทำให้ทุกอย่างเคลื่อนไปได้ คือ “ต้องตีถ้าไม่ทำ” ทุกอย่างในท้องถิ่นเคลื่อนไปได้ช้ามาก ในพื้นที่การกระจายอำนาจยังไปไม่ถึงซึ่งรัฐบาลต้องจัดการให้ท้องถิ่นทำงาน การลงทะเบียนรับสิทธิเด็กเล็กถ้วนหน้า ยังลงทะเบียนรับเงินไม่ครบ ซึ่งการให้เด็ก 600 บาทถ้วนหน้า ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของครม. จำนวนเด็กลดลงจริง ดังนั้นประเทศต้องให้ความสำคัญกับเด็ก
สำหรับงบประมาณนั้น ต้องพูดคุยกันในฐานความเป็นจริง มีข้อมูลจริง ซึ่งอาจจะมากกว่า 600 บาทก็ได้ เพื่อจัดสรรงบประมาณได้อย่างชัดเจน เช่น กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มีภารกิจดูแลคนทั้งประเทศแต่ได้รับงบประมาณน้อยมาก ซึ่งเรื่องเด็กเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจัดการงบประมาณให้
นักสื่อสารเด็กเท่ากัน
