
แถลงการณ์การปรับเพิ่มบำนาญของผู้ประกันตนควรเป็นธรรม
วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ได้แถลงการณ์ เรื่องการปรับเพิ่มบำนาญของผู้ประกันตนควรเป็นธรรม ระบุว่าตามที่สำนักงานประกันสังคมจะมีการปรับเพิ่มบำนาญให้แก่ผู้ประกันตนใน มาตรา 33 และ มาตรา 39 ภายใต้สูตรบำนาญสูตรใหม่ที่เรียกกันว่าสูตร CARE เป็นสูตรของกรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตนของคณะก้าวหน้า ซึ่งผ่านความเห็นชอบในหลักการของคณะกรรมการประกันสังคม เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 นั้น ก่อให้เกิดประเด็นคำถามมากมายทั้งก่อนหน้านั้นในประเด็นที่มีการปรับเพิ่มขึ้นของผู้ประกันตนใน มาตรา 39 ซึ่งมีจำนวนประมาณ 570,000 คน แต่ทำให้ผู้ประกันตนใน มาตรา 33 จำนวนมากประมาณเกือบ 12,000,000 คน นั้นบำนาญลดลง จึงพยายามเรียกร้องให้มีการปรับใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน

เพราะบำนาญชราภาพเป็นเงินก้อนสุดท้ายของคนทำงานหากสูญหายไปจากความผิดพลาด ความไม่รอบคอบในวันนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนในอนาคตอันใกล้และระยาวซึ่งมิอาจคาดการณ์ได้ แต่ดูเหมือนเสียงของผู้ประกันตนไม่ได้รับความสนใจและรับฟัง จนมีองค์กรสมาชิกของสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) มาเรียกร้องให้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนทุกคน ทุกมาตรา

ทำให้ สสรท. และตัวแทนผู้ประกันตนในมาตราดังกล่าว ไปพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวตรีนุช เทียนทองเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมาแต่ไม่มีโอกาสพบกับรัฐมนตรีเพื่อเสนอให้ทบทวนและชะลอสูตรดังกล่าวไว้ก่อน แล้วเริ่มกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่รอบคอบมากขึ้นและเป็นธรรมต่อผู้ประกันตนทุกคน จนมีประเด็นโต้เถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง มีคำอธิบายที่ไม่สมเหตุสมผลเช่น การชดเชยเยียวยา 5 ปี นับแต่ปี 2569 แล้ว หลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร มีการโกงค่าจ้างให้สูงขึ้น 5 ปีสุดท้าย โดยนายจ้างกับลูกจ้างสมคบคิดกันเพื่อรับบำนาญสูงขึ้น/ผู้ที่ได้มากควรเสียสละให้ผู้รับบำนาญน้อย เป็นต้น
และจากนั้นก็มีคำอธิบายและยอมรับ มีคนจำนวนหนึ่งรับบำนาญชราภาพน้อยลงจริง…แต่จะไม่ได้รับการชดเชย จนถึงวันนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากสำนักงานประกันสังคม
สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) มีจุดยืนที่ชัดเจนในการเคลื่อนไหวในการปฏิรูปการประกันสังคมในประเทศไทย ทั้งในเรื่องโครงสร้างการบริหาร การจัดการ การปรับเพิ่มสิทธิของผู้ประกันตนในทุกมาตรา การตรวจสอบการบริหาร และการใช้จ่ายเงินของสำนักงานประกันสังคม เรื่องประกันสังคมถ้วนหน้าให้ผู้ประกันตนทุกคนทั้งแรงงานในระบบ แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานถูกต้องตามกฎหมายอยู่ในระบบประกันสังคมมาตรฐานเดียวกัน สิทธิเท่าเทียมกัน และการสร้างหลักประกันให้ผู้ประกันตนระยะยาวด้วยการเสนอให้มีโรงพยาบาลประกันสังคม สถาบันการเงินของประกันสังคมเอง อย่างไรก็ตามในกรณีปรับเพิ่มเงินบำนาญชราภาพสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) ก็มีข้อเสนอที่เรียกว่า “สูตรแฟร์” คือ คิดจาก 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าจ้างสูงสุดสุดท้ายของคนงานก่อนออกจากงาน และต้องไม่ต่ำกว่าเดือนละ 10,000 บาท เพื่อหลักประกันในการดำเนินชีวิตที่มั่นคง แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากคณะกรรมการและสำนักงานประกันสังคมซึ่ง สสรท. ยังคงต้องผลักดันต่อไป

สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) เห็นว่าการปรับเพิ่มบำนาญชราภาพของผู้ประกันตนนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องทำเพราะสูตรเดิมนั้นคำนวณแล้วผลออกมาก็น้อย ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ แต่การปรับเพิ่มใหม่นั้นต้องเป็นธรรมกับผู้ประกันตนทุกคน ไม่ใช่เพิ่มขึ้นในส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนน้อย แต่กลับไปลดส่วนหนึ่งซึ่งมีจำนวนมากโดยอ้าง เฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข เสียสละ และการชดเชยอย่างไม่รู้ชะตากรรมในอนาคต และต้องไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนปมอย่างที่กำลังทำกันอยู่ในปัจจุบัน
และที่สำคัญรัฐบาลต้องปรับสัดส่วนการส่งเงินประกันสังคมสมทบเข้าในอัตราส่วนที่เท่ากันทั้ง 3 ฝ่าย หรือมากกว่า รวมทั้งการจ่ายเงินสมทบที่ค้างอยู่คืนให้กองทุนประกันสังคมทันที และสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) เห็นด้วยกับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนใน มาตรา 39 ซึ่งสามารถออกกฎกระทรงเป็นการเฉพาะได้เลย
แต่สำหรับผู้ประกันตนใน มาตรา 33 ที่ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้ ควรชะลอไว้ก่อนและที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงต้องดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่ลดลง มิฉะนั้น จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณ ซึ่งมีโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) จะติดตามผลักดันการปฏิรูปการประกันสังคมที่เป็นธรรมเพื่อประโยชน์แก่ผู้ใช้แรงงานต่อไปอย่างไม่ลดละ
นักสื่อสารแรงงาน
