40 ปี ระบบแรงงานสัมพันธ์ถึงเวลาทบทวนจัดขบวนใหม่

20150912_112143

นักวิชาการชี้ทุนจะเติบโตเมื่อขบวนการแรงงานอ่อนแอ ไร้อำนาจต่อรอง ผู้นำแรงงานเห็นปัญหาร่วมแต่ยังแยกกันเคลื่อน เสนอร่วมสร้างเอกภาพแรงงานด้วยการเคลื่อนไหวร่วมกันเริ่มจากจุดเล็ก 
โครงการประชุมทางวิชาการครั้งที่ 1 ของ 4 มูลนิธิด้านแรงงาน อภิปรายสาธารณะในโอกาสครบรอบ 40 ปี พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ 2518 “40 ปี ระบบแรงงานสัมพันธ์-ถึงเวลาทบทวนจัดขบวนใหม่ เมื่อวันเสาร์ที่ 12 กันยายน 2558 ห้องประชุมศาสตราจารย์ประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

นายสกุล ซื่อทรงธรรม ประธานมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน กล่าวว่ามีความกังวลต่อขบวนการแรงงานด้วยนายจ้างมีวิธีการใหม่ๆในการจ้างงานที่ส่งผลกระทบต่อการรวมตัวของแรงงาน ทั้งการจ้างงานเหมาค่าแรง แรงงานข้ามชาติ ถึงการรับงานไปทำที่บ้านที่เรียกว่าแรงงานนอกระบบเป็นต้น จึงคิดว่าคงต้องมีทางออกในการเสนอแนวทางการรวมตัว หรือการสร้างขบวนร่วมกันแบบใหม่ผ่านการทำงานของผู้นำแรงงานทั้งรุ่นใหม่ และรุ่นเก่าที่ต้องช่วยกันคิดหาทางออกภายใต้ระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ยาวนานมา 40 ปี

นายโกวิท บุตพธานินท์ นักวิชาการมูลนิธินิคม จันทรวิทรุ เสนอว่า ก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ 2518 มีการชุมนุมของผู้ใช้แรงงานจำนวนมากเป็นการผละงานออกมาชุมนุมและเป็นผลกระทบต่อนายจ้างและการลงทุน รัฐจึงมีแนวคิดในการที่ออกกฎหมายแรงงานมาเป็นแนวปฏิบัติโดยเรียนแบบจากแนวปฏิบัติขององค์กรแรงงานต่างประเทศ ซึ่งยังไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานหรือแนวปฏิบัติองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO.)อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่87และ98 แต่มีการนำบางเขียนกำหนดไว้บางส่วน เช่นสิทธิการรวมตัวเจรจาต่อรองแต่ไม่ได้มีการจัดการเรื่องการคุ้มครอง เป็นการใช้ระบบการพัฒนาระบบด้วยตัวเองเป็นแบบไทยๆส่งผลให้ขบวนการแรงงานยังเรียกร้องให้รัฐให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาILOทั้ง 2 ฉบับจนถึงปัจจุบันนี้ ช่วงที่มีการบังคับใช้กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ 40ปี ที่ผ่านมาแนวคิดที่จะแก้ไขกฎหมายใหัสอดคล้องกับอนุสัญญามีน้อยมาก ซึ่งในมุมมองเช่นว่าด้วยเสรีภาพในการรวมตัวไม่ถือว่าเป็นสิทธิ มองว่าหากเป็นสิทธิต้องมีการคุ้มครองดูแล การที่ประเทศมหาอำนาจให้เพียงเสรีภาพในการรวมตัวซึ่งไม่มีการกำหนดว่าการรวมตัวเป็นสิทธิ แต่ระบุว่าเป็นเสรีภาพซึ่งทุกคนก็มีเสรีภาพเท่าเทียมกันทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ซึ่งการใช้เสรีภาพก็มีกำหนดไม่ให้กระทบต่อบุคคลอื่นๆในสังคมด้วยเพราะทุกคนมีเสรีภาพเท่าเทียมกันทั้งการจัางงาน การลงทุนต้องเป็นเสรีภาพ

รูปแบบการเจรจาต่อรองก็มีการกำนหดให้มีการเจรจาและหากเกิดข้อพิพาทกำหมายกำหนดให้มีการนำเรื่องสู่คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจากนั้นการนัดหนุดงานเป็นออฟชั่นเป็นเสรีภาพหรือเป็นสิทธิที่แสดงออกได้ของสหภาพแรงงาน นายจ้างก้มีเสรีภาพที่จะปิดงานลูกจ้างด้วย หลักการแรงงานสัมพันธ์ถูกบิดเบือนเพราะมองว่าการเจรจาต่อรองเป็นหนทางสุดท้ายของโลกเสรีนิยมเป็นกลไกหลักในการที่จะใช้เป็นเครื่องมือของโลก ซึ่งตนมองว่าระบบแรงงานสัมพันธ์เป็นกึ่งของการแทรกแซงจากรัฐ หากจะใช้แรงงานสัมพันธ์เป็นการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเป็นธรรมได้ต้องทำให้การรวมตัวถือว่าเป็นสิทธิที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ซึ่งในหลายประเทศใช้การปรึกษาหารือร่วม ถือว่าเป็นคนละเรื่องกับการเจรจาต่อรองร่วม เพราะว่าการปรึกษาหารือร่วมทำได้แต่ต้องเป็นเรื่องกว้างๆ ที่พูดคุยหารือกันในกรอบ เช่นการสร้างความมั่นคงในการมีงานทำ หากเป็นการเจรจรต่อรองต้องมีผลได้ผลเสียต่อกันชัดเจน
20150912_093313
นางสาวธนพร วิจันทร์ เลขาธิการคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่าความอ่อนแอที่เกิดขึ้นในขบวนการแรงงานที่ยังอยู่ในรุ่นที่ตนได้เข้ามาคือการที่รัฐเผด็จการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(รสช.)ที่ออกกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์2543เพื่อแบ่งแยกแรงงานรัฐวิสากิจออกจากแรงงานเอกชนถือเป็นการสร้างความอ่อนแอให้กับขบวนการแรงงานและอีกแนวคิดที่เป็นปัญหาคือสำนึกบุญคุณที่มีต่อนายจ้างที่ให้งานทำ

การทำงานมีระบบแรงงานคือในหมู่ชนชั้นมีชั้นชนอีก ปัญหาการเมืองก็มีปัญหามากขึ้นในเรื่องความเชื่อทางการเมืองเหลือง แดง ปัญหากฏหมายไม่ได้คุ้มครองกรณีการชุมนุมของแรงงาน หรือการเลิกจ้างแรงงานที่ไม่เป็นธรรมทำให้ระบบแรงงานสัมพันธ์ของแรงงานใช้ระบบศาลตลอด ยังมีปัญหาระบบการจ้างงานที่ทำให้เกิดการแบ่งแยกแรงงานออกเป็นชั้นๆ เช่นการใช้ระบบการให้รับงานไปทำที่บ้าน การใช้แรงงานนอกระบบ การจ้างแรงงานข้ามชาติที่ตอนนี้มีเพิ่มมากขึ้นในสถานประกอบการซึ่งก็เป็นปัญหาเรื่อง การสื่อสารกันไม่เข้าใจ การรวมตัวก็ทำไม่ได้เพราะกฎหมายให้แค่เป็นสมาชิกสหภาพเท่านั้นซึ่งก็ส่งผลเสียกับการที่จะยื่นข้อเรียกร้องกับนายจ้างตามกฎหมายหากมีแรงงานข้ามชาติในสถานประกอบการจำนวนมาก และขบวนการแรงงานรัฐวิสาหกิจก็ยังถูกทำให้แบ่งแยกเป็น 2 ขบวนอีก คือการรวมตัวระดับสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนกับรัฐ และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ที่ไม่จดทะเบียน นอกจากแรงงานเอกชนที่แยกกันเป็นหลายสภาองค์การลูกจ้าง

การทำงานขับเคลื่อนของขบวนแรงงานที่เห็นชัดคือ แม้ว่าจะขับเคลื่อนเรื่องเดียวกันยังแบ่งแยกกันเคลื่อนทำให้พลังที่มีแยกย่อยลงไปอีก เคลื่อนไหวเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำคิดว่าทุกคนต้องการให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างเหมือนกัน เคลื่อนไหวเรื่องกฎหมายประกันสังคม ต้องการปฏิรูปทั้งระบบต้องการให้เป็นองค์กรอิสระมีการเลือกตั้ง ปรับปรุงด้านสิทธิประโยชน์ข้อเรียกร้องนี้มีทุกกลุ่มแยกกันเรียกร้องสลายพลังของขบวนแรงงาน ยังมีเรื่องกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO.)ฉบับที่ 87 และ98 ที่กล่าวมาทั้งหมดอยากชวนให้มีการทำงานร่วมกันสักครั้งทดลองสักเรื่อง เช่นวันที่ 7 ตุลาคม 2558 เป็นวันงานที่มีคุณค่า เริ่มต้นเคลื่อนไหวอย่างมีพลังรวมกันผลักดันให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาILOทั้ง 2 ฉบับ อย่างไรก้ตามการสร้างเอกภาพในการรวมขบวนอาจใช้เวลาอีกหลายรุ่น อาจเริ่มที่การสร้างเอกภาพในการเคลื่อนไหวร่วมกันเชิงประเด็นปัญหา

ทุกคนเห็นปัญหาอยู่แล้วว่ารัฐอุ้มใคร เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแต่ละครั้งคนงานได้รับผลกระทบตลอดไม่มีใครอุ้มแรงงาน ในเมื่อรู้ว่าระบบแรงงานสัมพันธ์มีปัญหา มาร่วมกันแก้ไขได้หรือไม่ ทำงานร่วมกันแบบไม่มีอัคติ

แนวคิดการทำงานการรวมตัวให้เป็นระบบเดียวกันก็ได้ การรวมตัวเป็นระบบอุตสาหกรรมก็มีแนวคิดในการทำงาน แต่วิธีคิดที่ตัองมีการปรับเพื่อให้เกิดการรวมตัว และการจ้างงานที่นายจ้างมีการปรับตัว รวมถึงการนำแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานในสถานประกอบการมากขึ้นแต่ไม่ได้ให้สิทธิความเท่าเทียม และรัฐบาลยังคงมองเรื่องการรวมตัวของแรงงานเป็นเรื่องความมั่นคงและไม่มีการสนับสนุนส่งเสริมและคุ้มครอง

20150912_093345

นางสุนี ไชยรส อดีตคณะกรรมการปฏิรูปกฏหมายกล่าว่า ทำไมขบวนแรงงานถึงถูกทำลายทุบตีแบ่งแยกตลอด เพราะว่าเป็นเรื่องของผลกระทบกับระบบทุนนิยมซึ่งเกื้อหนุนกับรัฐ วันนี้การจ้างงานมีความเปลี่ยนแปลงไปมีการจ้างงานนอกระบบมากขึ้น สายใยชนบทกับเมืองก็มีมากขณะนี้เมื่อตกงานแรงงานกลับสู่ชนบท ซึ่งคอยโอบอุ้มแรงงาน การจ้างงานที่ออกนอกระบบมากขึ้นการรวมตัวอาจต้องมองระบบแรงงานสัมพันธ์นอกรั่วโรงงานเป็นการรวมตัวแบบใหม่

การก่อเกิดระบบแรงงานสัมพันธ์เป็นการเรียกร้องของแรงงานที่ต้องการจะมีการคุ้มครองด้านการจ้างงาน ระบบสวัสดิการ สมัยจอมพลถนม กิตติขจร ได้มีการออกกฏหมายประกาศคณะปฏิวัติ 103 (ปว. 103) มีการกำหนดเรื่องสวัสดิการแรงงานเป็นการเริ่มแรกเกิดกฏหมายแรงงานมาเรื่อย การที่ได้ทำงานจัดตั้งช่วงปี 2518 การจ้างงานและการรวมของแรงงานอ้อมน้อยมีการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานกึ่งอุตสาหกรรมโดยมองข้ามรั้วโรงงานของตัวเองแล้ว การร้องเรียนคือการไม่ได้รับการคุ้มครองให้เป็นไปตามกฏหมายแรงงาน เรื่องของการเลิกจ้างสิ่งที่ปกป้องคือระบบแรงงานสัมพันธ์การที่จะให้แรงงาน นายจ้างอยู่ด้วยกันได้โดยมีอำนาจในการเจรจาต่อรอง

สิทธิและเสรีภาพต้องเอื้อต่อการรวมตัวเจรจาต่อรองและต้องมีการให้สิทธิในการรวมตัวที่เอืัอมถึงแรงงานข้ามชาติ มีการตัดระบบไตรภาคีที่มากกว่า 3 กลุ่ม แต่เป็นระบบพาหุภาคีต้องพิสูจน์ว่า คณะทำงานที่ตัังโดยกระทรวงแก้ปัญหาเรื่องกฏหมายแรงงานสัมพันธ์ฉบับใหม่โดยไม่มีการแบ่งแยกและจะฝันร่วมกันอย่างไรโดยมีจุดร่วมเล็กๆร่วมกันในการทำงาน ความหวังในการจัดตั้งของแรงงานควรมีการขยายตัว และทำอย่างไรให้คนในสังคมเข้าใจ เช่นการชุมนุม การที่รัฐวิสาหกิจเรียกร้องหยุดแปรรูป ประชาชนไม่เข้าใจ ขบวนการแรงงานยังสร้างความรวมมือกันน้อยเกินไป ต้องมีการหนุนช่วยกันเพราะการรวมตัวของแรงงานการมีพลังคือปัญหาที่รัฐและทุนมองว่าเป็นปัญหาต่อการลงทุน

รศ.ดร.ณรง เพ็ชรประเสริฐ นักเศรษฐศาสตร์แรงงาน คณะเศรษฐศาสตร์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า ระบบแรงงานสัมพันธ์เป็นได้ทั้งแรงงานสัมพันธ์เชิงบวกหรือเชิงลบก็ได้ แต่เราพยายามที่จะสร้างวาทะกรรมว่า ระบบแรงงานสัมพันธ์นั้นเป็นแรงงานสัมพันธ์ที่ดีต่อกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น

ยุคแรกเรียกว่ายุคอุดมการณ์ การที่มีการจ้างงานหลังสนธิสัญญาบาริ่งคนไทยยังอยู่ในยุคไพร่ ทาส ทางการไทยก็ไม่ยอมให้แรงงานไพร่ ทาสไปทำงานในระบบอุตสาหกรรม ทางการไทยจึงนำเข้าแรงงานจีนมาทำงานแทนแรงงานไทยในยุคนั้น ซึ่งแรงงานจีนถูกเรียกว่าเป็นกุลี แรงงานกดดันเป็นเรื่องของปากท้องทำให้กุลีจีนลุกขึ้นนัดหยุดงานและเจรจาต่อรองกับรัฐ นี่คือการใช้ระบบแรงงานสัมพันธ์ พอเห็นว่า มีการทำให้เกิดแรงกดดันมาจากอำนาจรัฐทำให้แรงงานมองว่าต้องมีการทำงานในอำนาจรัฐ ก่อนเกิดเหตุการ2475 โดยผู้นำแรงงานเป็นมาจากหนังสือพิมพ์ ทนายความ และอีกหลายกลุ่มมีการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองสหชีพของท่านปรีดี พนมยงค์ ช่วงนั้นแรงงานก็มีการรวมตัวมากขึ้นเพราะรัฐบาลไม่ขัดขว้าง และมีการรวมตัวสมาคมสหอาชีวะกรรมกรแห่งประเทศไทยตอนนั้นแรงงานมีประมาณ 2 ล้านการเคลื่อนไหวมีพลังมาก ซึ่งหากเทียบกับตอนนี้เวลาที่แรงงานออกมาเคลื่อนไหวรวมตัวกันมากที่สุดคือวันแรงงานซึ่งดูแล้วน้อยมากหากเทียบกับอดีตทั้งทีปัจจุบันแรงงานมีจำนวนมากกว่าหลายเท่า

20150912_133104

เมื่อมีการแย้งอำนาจของจอมพล ป จากอาจารย์ปรีดี แนวคิดแยกกรรมกรเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงนั้นแล้วมีการตั้งสมาคมกรรมกรขึ้นมาโดยรัฐเมื่อจอมพล ป. เหลิงอำนาจในประเทศไทยมีการคุกคามกรรมกร มีการนำกฏหมายแรงงาน 2499 มาเพื่อถ่วงดุลอำนาจจอมพลสฤทธิ์ ธนรัตน์ ซึ่งเมื่อจอมพลสฤทธิ์มีการปฏิวัติก็จัดการขบวนการแรงงานก่อนด้วยมองว่าเป็นการรวมตัวที่เข้มแข็งการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 1 ขึ้นเพื่อการเข้าสู่ระบบทุนนิยม โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกาสนับสนุน แม้ว่าจะเป็นรับบาลทหารด้วยกลัวว่าประเทศไทยที่มาสัมพันธ์ที่ดีและประเทศจีนได้เข้าสู่ระบบคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น

บทเรียนที่ 1 บอกว่าทุนจะเติบโตมากหากแรงงานไม่มีอำนาจต่อรองปี 2501-2515 ทุนมีความเติบโตอย่างรวดเร็วมาก ภายใต้การสนับสนุนของประเทศมหาอำนาจอเมริกา เมื่อผู้ใช้แรงงานสมัยนั้นเริ่มรู้สึกถึงการถูกกดขี่การที่ถูกจำกัดสิทธิมากเกินไป เมื่อรัฐเห็นท่าไม่ดีก็ผ่อนคลายด้วยการประกาศกฏหมายคณะปฏิวัติ 103 ให้สิทธิแรงงานในการตั้งสมาคมแรงงานบ้าง และช่วงนั้นเกิดชนชั้นปัญญาชนจำนวนมากจากการจบมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัญญาชนช่วงนั้นเริ่มเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญและสหภาพแรงงานสิ่งทอสมุทรสาครก็เรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ โดยการเดินเท้ามาชุมนุมที่สนามหลวงและรัฐบาลได้ปรับขึ้นค่าจ้างนี่ก็เริ่มมีระบบแรงงานสัมพันธ์แบบไตรภาคี 3 ฝ่าย นายจ้าง รัฐ และตัวแทนแรงงาน ตัวที่กระตุันให้เกิดการรวมตัวของแรงงานเกิดจากปัญญาชนที่ทำงานลงพื้นที่ไปจัดตั้งให้การศึกษากับผู้ใช้แรงงาน ไม่มีขบวนการแรงงานใดเติบโตได้ทั่วโลกหากปราศจาคปัญญาชนหนุนช่วย การเติบโตของขบวนการแรงงานทำให้ประเทศมหาอำนาจกลัวการนำระบบคอมมิวนิสต์เข้ามากลัวการรวมตัวแบบ 3 ประสานและทำให้เกิดการปฏิวัติ

เมื่อสหภาพแรงงานถูกแบ่งแยก ผู้แรงงานหนีเข้าป่าในยุค 6 ตุลาคม 2519 ที่เหลืออยู่ก็เลือกตัังกันใหม่ทำให้สหภาพที่เข้มแข็งเกือบไม่เหลือเลยในส่วนของเอกชน แรงงานรัฐวิสาหกิจมีบางส่วนหรืออยู่บ้าง ซึ่งผู้นำที่เหลืออยู่ก็มีแนวคิดทำสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมและการรวมกลุ่มแบบกลุ่มสหภาพแรงงานย่านต่างๆระบบทุนก็เริ่มเข้ามาเมืองไทยมากขึ้นในส่วนของทุนญี่ปุ่น ช่วงนี้เป็นช่วงที่อุดมการณ์หดหาย ทุนนิยมเบ่งบาน การที่จะมาเรียกร้องหมดไปเพราะการทำงานล่วงเวลา(OT) งานล่วงเวลาสามารถสร้างเงินและรายได้ให้กับแรงงานโดยไม่ต้องเรียกร้องแล้ว ช่วงนั้นมีแนวคิดในการเอาเงินมากๆให้กับผู้นำแรงงานเอาตำแหน่งให้เพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหว เมื่อระบบทุนเข้ามามีอำนาจเหนือรัฐ ทุนก็จะมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขกฏหมายแรงงานให้สนองระบบทุน ระบบแรงงานสัมพันธ์เชิงกฏหมายโอนเอียงไปให้ทุนเป็นหลัก การมีระบบประกันสังคมมีขบวนการแรงงานองค์กรหนึ่งที่ต่อต้านการมีระบบประกันสังคม แต่ตอนนี้องค์กรนี้เข้าไปสู่การบริหารองค์กรประกันสังคม

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน