23 ปี ความปลอดภัยของคนงานพบปัญหาเดิมยังอยู่

2016-05-13 15.15.56

ผู้ป่วยจากงาน นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐถกกฎหมายความปลอดภัยฉบับใหม่หลังประกาศใช้ปี 54 วันนี้สถาบันมีแต่ขาดผู้บริหาร ชี้ขาดการมีส่วนร่วมจากลูกจ้าง ใช้ระบบเดิมเลือกตัวแทนจากสหภาพ ด้านตลิ่งชันรมว.แรงงานเปิดงานวันความปลอดภัย พร้อมย้ำต้องสร้างมาตรฐาน อย่างจริงจัง

เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ร่วมกับกลุ่มสหภาพแรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย และสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยเนื่องจากการทำงาน และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ได้จัดงานรำลึก โศกนาฏกรรมคนงานเคเดอร์ เตือนใจความปลอดภัยของแรงงาน ที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ถนนมักกะสัน กรุงเทพมหานคร

2016-05-13 15.18.31

โดยมีการจัดให้การกล่าวรำลึกถึงโศกนาฏกรรมกรณีเพลิงไหม้โรงงานผลิตตุ๊กตา บริษัทเคเดอร์ อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) จำกัด ตั้งอยู่ที่ พุทธมณฑลสาย 4  อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เหตุการณ์ในครั้งนั้นมีแรงงานต้องเสียชีวิต 188 ราย และบาดเจ็บ พิการ 469 ราย ซึ่งขบวนการแรงงานถือว่า เป็นความเสียครั้งยิ่งใหญ่ของผู้ใช้แรงงาน และครอบครัว จึงได้มีการร่วมกันกล่าวรำลึกถึงโศกนาฏกรรมคนงานเคเดอร์ โดยมีแขกผู้มีเกียรติมาร่วมรำรำลักจำนวนมาก ประกอบด้วย ผู้นำแรงงานกลุ่มต่างๆ ตัวแทนภาครัฐ และภาคเอกชน จากนั้นได้ร่วมกันวางดอกไม้ยังอนุสรณ์เตือนใจความปลอดภัยของแรงงาน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ก่อนเข้าสู่เวทีเสวนา สาระสำคัญ “พระราชบัญญัติความปลอดภัย ฉบับใหม่ ผู้ใช้แรงงานได้รับความปลอดภัยจริงหรือไม่” โดย วิทยากรประกอบด้วย นายสามนต์ สังข์ทอง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน นายบัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ นักวิชาการแรงงาน มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน นางสมบุญ สีคำดอกแค ประธานสภาเครือข่ายผู้ป่วยจากการทำงาน และสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) โดยสรุปได้ดังนี้

2016-05-13 15.19.12

นายสามนต์ กล่าวว่า จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นด้านความไม่ปลอดภัยในการทำงาน ในบานะที่เคยเป็นผู้ปฏิบัติการตรวจแรงงานก็เห็นปัญหาการทำงานของข้าราชการที่ไม่สามารถตรวจสถานประกอบกิจการได้ครบ ซึ่งในฐานะที่เคยเข้าไปตรวจบริษัทเคเดอร์ อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) จำกัดด้วย และเห็นถึงจุดบกพร่องของการทำงาน และกฎหมายแรงงาน การที่ขบวนการแรงงานได้มีการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงจนได้มาซึ่งวันความปลอดภัยแห่งชาติ ได้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และปรับเพื่อให้เกิดการคุ้มครองด้านความปลอดภัย คือการร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยหลายฉบับ มีฉบับของแรงงานคือร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน และของกระทรวงแรงงาน ของพรรคการเมือง ประมาณ 5 ฉบับ ที่มีการเสนอเข้าสู่การพิจารณาในยุคนั้น ปัจจุบันได้มีการประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวินามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งได้มีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานอีก 2 หน่วยงาน คือ กองทุนความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์5 ปี มีการผลักดันแผนแม่บทด้านความปลอดภัยฯ แห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560 – 2564) เพื่อให้เกิดการบูรณาการงานในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเกิดความต่อเนื่องในทางปฏิบัติ นอกจากนั้นยังต้องสร้างการรับรู้และสร้างจิตสำนึกอย่างต่อเนื่องของนายจ้าง ลูกจ้าง โดยการสร้างองค์ความรู้และสร้างกระบวนการเพื่อให้เกิดการปฏิบัติด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย

2016-05-13 15.19.44

สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) สถาบันดังกล่าว มีวิสัยทัศน์ มุ่งสู่การเป็นสถาบันชั้นนำที่ให้การส่งเสริม และสนับสนุนงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของประเทศ เป็นงานวิจัย และพัฒนา มาตรฐาน มีการทำหลักสูตรฝึกอบรมซึ่งกฎหมายกำหนดให้คนงานทุกคนต้องได้รับการอบรมเรื่องความปลอดภัย ด้านการบริหารจัดการองค์กร ขณะนี้มีการเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเข้าดำลงตำแหน่งผู้อำนวยการของสถาบัน ซึ่งมีการกำหนดคุณสมบัติไว้ หากใครสนใจสามารถสมัครได้ คุณสมบัติเบื้องต้นคือสัญญาชาติไทย อายุไม่เกินหกสิบเอ็ดปีบริบูรณ์ ณ วันที่ปิดรับสมัคร สนใจเปิด www.facebook.com/สสปท-TOSH เพื่อดูรายละเอียด ซึ่งขณะนี้มีการเปิดรับสมัครผู้อำนวยการมาบริหาร และสัดส่วนในการมีส่วนร่วมทั้งส่วนของลูกจ้างนายจ้างยังคงใช้โครงการสร้างที่มาแบบเดิม ซึ่งก็ทราบกันอยู่ว่าอาจไม่ใช่ตัวแทนของลูกจ้าง หรือผู้ใช้แรงงานทั้งหมดเป็นตัวแทน เป็นเพียงตัวแทนสหภาพแรงงาน ซึ่งมาจากตัวแทนประมาณ 3 แสนคนเท่านั้น

นายบัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ กล่าวว่า ผลจากความสูญเสียชีวิต บาดเจ็บพิการของคนงานเคเดอร์ จากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานครั้งนั้น มีการรวมตัวกันของขบวนการแรงงานในรูปแบบคระกรรมการขับเคลื่อนความปลอดภัย เพื่อเคลื่อนไหวให้รัฐออกมาตรการดูแลด้านความปลอดภัย และผลักดันให้วันที่ 10 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันความปลอดภัยแห่งชาติ ซึ่งได้มีการจัดงานเนื่องจากวันความปลอดภัยทุกปีหลังจากที่มีการประกาศจากเดิมจัดเป็นสัปดาห์ความปลอดภัยในเดือนกรกฎาคม แต่เมื่อปี 2554 ทางกระทรวงแรงงานก็กลับไปจัดสัปดาห์ความปลอดภัยเช่นเดิม โดยเหลือเพียงแรงงานกลุ่มเล็กๆอย่างคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ที่ยังคงมีการจัดการรำลึกถึงความสูญเสียกรณีคนงานเคเดอร์ทุกปีในวันที่ 10 ซึ่งกิจกรรมเล็กลงทุกปี บงบอกถึงความไม่ใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในการทำงานของรัฐ และผู้ใช้แรงงานเองอาจมองว่าเป็นเรื่องห่างไกล มากกว่าเรื่องปากท้อง

จากการขับเคลื่อนผลักดันด้านกฎหมายความปลอดภัย โดยมีความคิดที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติที่เป็นองค์กรอิสระครอบคลุมดูแลแบบครบวงจร โดยมีทั้งสงเสริมป้องกัน ตรวจสอบ และทดแทน มีการบริหารที่เป็นอิสระใช้ระบบทวิภาคี โดยน้องจากมีแรงงาน รัฐ และนายจ้างยังมองถึงผู้เชียวชาญที่จะเข้ามามีส่วนร่วมด้วย แต่ร่างกฎหมายฉบับนั้นก็ถูกนำมาพิจารณาตัดไปตัดมาเหลือแค่มาตรา 52 ในกฎหมายความปลอดภัยฉบับใหม่ คือ พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 โดยขอเปรียบเทียบ ข้อเด่น ข้อด้อย ดังนี้

2016-05-13 15.20.16

8 ข้อเด่น คือ

(1) ให้กิจการราชการ หรือ กิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จัดให้มีมาตรฐานในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยฯในการทำงานหน่วยงานของตนไม่ต่ำกว่ามาตรฐานตามพระราชบัญญัตินี้ คือ ครอบคลุมถึงข้าราชการและลูกจ้างในหน่วยราชการ และกิจการอื่นที่อาจกำหนดขึ้นอีก

(2) นิยามความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน” หมายถึงการกระทำหรือสภาพการทำงานที่ปลอดจากเหตุจะทำให้เกิดประสบอันอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือสุขภาพเนื่องจากการทำงาน หรือเกี่ยวกับการทำงาน “ลูกจ้าง” หมายถึง ลูกจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และ ผู้ได้รับความยินยอมให้ทำงาน หรือทำประโยชน์ให้แก่ หรือในสถานประกอบการของนายจ้าง  “นายจ้าง” หมายถึง นายจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และผู้ประกอบกิจการที่ยอมให้บุคคลใดมาทำงาน หรือทำผลประโยชน์แก่หรือให้สถานประกอบการ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับกระบวนการผลิตหรือธุรกิจของผู้ประกอบการนั้นหรือไม่

(3) กำหนดให้มี “พนักงานตรวจความปลอดภัย” และ “กองทุนความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน” และ “สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน” ภายใต้กำกับดูแลของรมต.เป็นครั้งแรก

(4) กำหนดหน้าที่ลูกจ้าง ให้ความร่วมมือมือกับนายจ้างในการดำเนินกิจการส่งเสริมด้านความปลอดภัยฯ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยฯแก่ลูกจ้าง และสถานประกอบการ เช่น

  • ลูกจ้างมีหน้าที่สวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล และ ดูแลรักษาอุปกรณ์ให้ใช้งานได้ กรณีไม่สวมใส่อุปกรณ์ดังกล่าว นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดทำงานนั้นได้
  • แจ้งเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) หรือ หัวหน้างาน หรือผู้บริการ ถ้าลูกจ้างทราบถึงอันตรายที่ตนเองไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่อง – สิ่งชำรุดได้

(5) ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมบริการของบุคคลอื่นเพื่อลดภาระและข้อจำกัดของพนักงานเจ้าหน้าที่

  • กำหนดให้มีมาตรฐานของผู้ชำนาญการด้านความปลอดภัยฯ หรือบุคคล หรือ นิติบุคคล ที่ประสงค์จะให้บริการ ตรวจความปลอดภัย หรือรับรองรายงานการตรวจวัดสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ การประเมินทดสอบการสัมผัสสารเคมี และความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อมในการทำงาน การให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อส่งเสริมความปลอดภัย ฯลฯ

(6) กำหนดหน้าที่นายจ้างเข้มข้นกว่าเดิมเพื่อประโยชน์ในการควบคุม กำกับดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ เช่น

  • จัดให้มี จป. บุคลากร หน่วยงาน หรือคณะบุคคล (คปอ.) เพื่อดำเนินการด้านความปลอดภัยฯ และฝึกอบรม
  • ให้นายจ้างแจ้งลูกจ้างทราบถึงอันตรายต่อร่างกาย ชีวิต จิตใจ หรือสุขภาพอนามัยที่จะเกิดขึ้นจากการทำงาน และแจกคู่มือปฏิบัติงานให้ลูกจ้างเข้าทำงาน เปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือเปลี่ยนเครื่องจักรอุปกรณ์
  • ให้นายจ้างแจ้ง หรือปิดประกาศ คำเตือน คำสั่ง หรือคำวินิจฉัยของพนักงานตรวจความปลอดภัยในที่ที่เห็นได้ง่าย ณ สถานประกอบการเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
  • กรณีลูกจ้างเสียชีวิต นายจ้างแจ้งต่อพนักงานตรวจความปลอดภัยทันทีที่ทราบ โดยมีรายละเอียดพอสมควร และสาเหตุเป็นหนังสือภายใน 7 วันนับแต่ที่ลูกจ้างตายหรือลูกจ้างประสบอันตรายตามกฎหมายเงินทดแทน เมื่อนายจ้างแจ้งต่อสปส.แล้ว ให้ส่งสำเนาหนังสือแจ้งพนักงานตรวจความปลอดภัยภายใน 7 วันนับแต่วันเกิดเหตุ

(7) คณะทำงานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นคณะกรรมการไตรภาคีที่มีผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายราชการ ฝ่ายละ 8 คน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าทุกคณะไตรภาคี โดยการแต่งตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเป็นไปตามรัฐมนตรีประกาศกำหนด และต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของทั้งหญิงและชาย

(8) กำหนดบทลงโทษลูกจ้างที่ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ความปลอดภัยฯในการทำงาน (ปรับไม่เกิน 2 แสน หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ) เช่น

  • กรณีสถานที่ใดมีสถานประกอบการหลายแห่ง นายจ้างทุกรายในสถานที่นั้นมีหน้าที่ร่วมกันดำเนินการ และลูกจ้างที่ทำงานในสถานประกอบการเดียวกัน หรือสถานประกอบการอื่นที่ไม่ใช่ของนายจ้าง ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ความปลอดภัยฯในสถานประกอบการนั้น (ม.60)
  • ลูกจ้าง ที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจความปลอดภัย หรือ ไม่อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานความปลอดภัย (ม.64 , ม.65)

2016-05-13 15.15.08

8 ข้อด้อย มีดังนี้

(1) ปัญหาเชิงโครงสร้างการบริหารจัดการ ยังมุ่งเน้นการดำเนินงานแบบราชการและกลไกไตรภาคีแบบเดิม และจะยกระดับเป็นกรมความปลอดภัยในการทำงาน ในอนาคตโดยขาดบูรณาการของหลายหน่วยงานราชการที่เหลื่อมซ้อนให้ทำงานเป็นเอกภาพ และมีประสิทธิภาพ

(2) กำหนดหน้าที่ลูกจ้างมากกว่าสิทธิ ลูกจ้างเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เช่น

  • ไม่มีสิทธิปฏิเสธการทำงาน กรณีที่ต้องทำงานในสภาพเสี่ยงภัยอันจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและสุขภาพได้
  • ไม่มีสิทธิร่วม คัดเลือก หรือถอดถอน หรือควบคุมการทำงานของจป.ได้ เพราะถือว่าจป.เป็นลูกจ้างที่นายจ้างมีหน้าที่ต้องจัดจ้างตามกฎหมาย  ขณะที่ลูกจ้างถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ต้องมีจิตสำนึก+ความสามารถดูแลความปลอดภัยฯ

(3) พระราชบัญญัติความปลอดภัยฯกำหนดให้อำนาจรัฐมนตรี หรืออธิบดีตราอนุบัญญัติ หรือ กฎหมายลำดับรองจำนวนมาก โดยไม่มีเงื่อนไขระยะเวลาและการมีส่วนร่วมเสนอแนะ-ตรวจสอบขององค์กรฝ่ายแรงงาน และองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้อง

(4) ไม่มีแนวคิดใหม่ในการบริหารเชิงรุกเพื่อป้องกัน-ส่งเสริมความปลอดภัยฯในการทำงาน เช่น

  • โครงการจัดตั้ง หรือขยายสถานประกอบการ หรือโรงงาน ต้องมีการออกแบบเสนอแผนการป้องกันอันตรายจากการทำงานให้รัฐพิจารณาไปพร้อมกัน
  • ยังไม่มีการควบรวม-เชื่อมโยงหน่วยงานรัฐให้อยู่ในระบบจัดการความปลอดภัยฯ เช่น สำนักความปลอดภัยแรงงาน (กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) กับสำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย (กรมโรงงานอุตสาหกรรม) และสำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม (กรมควบคุมโรค)

(5) ฝ่ายลูกจ้างไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในกระบวนการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยฯ เช่น

  • ไม่มีตัวแทนคปอ. หรือฝ่ายสหภาพแรงงานมีส่วนร่วมตรวจความปลอดภัยในพื้นที่การทำงาน เพราะพนักงานเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ชำนาญการอาจมีผลประโยชน์ได้เสียกับนายจ้างได้ หรือไม่รู้ข้อเท็จจริงเท่ากับคนทำงานที่เสี่ยงภัยอยู่ตลอด
  • คณะกรรมการไตรภาคีด้านความปลอดภัยฯระดับชาติ ให้ความสำคัญกับผู้แทนสภาองค์การลูกจ้าง-สภาองค์การนายจ้าง และการเลือกตั้งโดยผู้แทนองค์การโดยไม่สมดุลกับองค์กรอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

(6) สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (สสปท.) มีหน้าที่จำกัด คือส่งเสริม สนับสนุน ประสานงาน รณรงค์ และพัฒนาการศึกษาวิจัยด้านความปลอดภัยฯ แต่ไม่มีอำนาจ รับข้อร้องเรียนความปลอดภัย เพื่อร่วมกับเจ้าหน้าที่ตรวจความปลอดภัยฯป้องกัน-แก้ไขปัญหา และไม่มีส่วนร่วมบริหารกองทุนเงินทดแทน และกองทุนส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

นอกจากนี้ การบริหารสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ คงเป็นไปอย่างโดดเดี่ยวอ่อนแอมาก เพราะขาดการสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรจากรัฐอย่างชัดเจน เพราะกฎหมายมาตรา 52 ไม่กำหนดให้รัฐบาลกองทุนเงินทดแทน และกองทุนส่งเสริมความปลอดภัยฯต้องสนับสนุนสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องเท่าไร อย่างไรด้วย? เช่น  ไม่กำหนดว่า ผู้บริหารสถานบันส่งเสริมความปลอดภัยฯต้องมีความรู้ ความสามารถอะไร อย่างไร?

(7) การคุ้มครองลูกจ้างที่มีหน้าที่รับผิดชอบ หรือ สนับสนุนการดำเนินงานด้านความปลอดภัยฯยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ เช่น ม.42 –ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง หรือโยกย้ายหน้าที่การงานเพราะเหตุที่ฟ้องร้อง หรือเป็นพยาน หรือให้หลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยฯ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นกรณีลดตำแหน่งหน้าที่ หรือสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการทำงานหรือ พักงานและจ่ายค่าจ้าง หรือโยกย้ายสถานที่ทำงาน ก็ไม่เข้าข่ายกฎหมาย นอกจากนี้ควรคุ้มครองถึงกรณีลูกจ้างดำเนินการร้องเรียนต่อทุกหน่วยงานด้วย

(8) บทกำหนดโทษของทุกกฎหมายแรงงาน รวมทั้งกฎหมายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานยังใช้รูปแบบเดิมๆ คือ

– ระหว่างโทษจำคุกไม่เกิน –เดือน หรือปรับไม่เกิน-บาทหรือทั้งจำทั้งปรับแต่ไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ ไม่ว่าโทษจำคุก หรือโทษปรับ (หมวด 8 บทกำหนดโทษ) และกรณีนายจ้างปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจความปลอดภัยภายในระยะเวลาที่กำหนดการดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้าง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นอันระงับไป (ม.43) กรณีการฝ่าฝืน หรือละเมิดกฎหมายความปลอดภัยฯ ในการทำงาน ควรจะมีโทษขั้นต่ำ อาจเป็นการจำคุก หรือจำนวนเงินค่าปรับที่เหมาะสม ไม่ปล่อยให้เป็นดุจพินิจเสรีของเจ้าหน้าที่รัฐ และควรมีโทษแบบอื่นที่อาจมีประสิทธิภาพกว่าเดิม เช่น การเพิกถอน สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร หรือเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุน หรือระงับการดำเนินกิจการชั่วคราว

นายบัณฑิตย์ยังกล่าวอีกว่า กฎหมายฉบับใหม่นี้มีการกำหนดโทษลูกจ้างที่ไม่ยอมใช้อุปกรณ์ป้องกันด้วย ซึ่งปกติไม่มีกำหนด แนวคิดบริหารเชิงรุกเรื่องการดูแลเรื่องความปลอดภัย การพิจารณาเรื่องการปรับกรณีนายจ้างกระทำการให้ลูกจ้างทำงานไม่ปลอดภัย หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจะปรับอย่างไร กำหนดว่าไม่เกิน 2 แสนบาท คือเท่าไร หากจำคุกจะจำเท่าไร ซึ่งเป็นประเด็นที่แรงงานเองยังคงไม่สามารถไว้วางใจให้อำนาจพนักงานตรวจแรงงานที่ยังมีข่าวลือเสมอว่าไปตรวจโรงงานแค่ห้องใครสักคนในโรงงาน ซึ่งไม่มีส่วนร่วมขององค์กร ตัวแทนแรงงาน เช่นคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.) การบูรณาการหน่วยงานราชการในกระทรวงแรงงาน สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯไม่มีตัวแทนสถาบันไปเป็นกรรมการบริหารกองทุนเงินทดแทน เป็นต้น

นางสมบุญ สีคำดอกแค กล่าวว่า กฎหมายความปลอดภัยฉบับใหม่ กำหนดการคุ้มครองไว้ 8 หมวด ในการดูแล การบริหารจัดการยังคงล้าหลัง และขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีประสบการณ์เหมือนเดิม ยังคงใช้ระบบเดิมในการคัดเลือกตัวแทน 8 คน ซึ่งควรมีการปฏิรูปให้คนที่มี่ความเชี่ยวชาญรู้ปัญหาและทำงานขับเคลื่อนด้านความปลอดภัยจริงๆเห็นปัญหาและต้องการแก้ไขปัญหาไม่ใช่เอาใครมาเป็นก็ได้ เท่ากับไม่มีแนวคิดที่จะแก้ปัญหาอยู่ในโครงการวังวนของปัญหาเดิมตลอดมา ยังคงทำงานอยู่ภายใต้ระบบราชการกระทรวงแรงงาน

การบริหารการดูแลเรื่องความปลอดภัย ยังเป็นแนวไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็มีการจำคุก ปรับเงิน หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ซึ่งเป็นเงินที่เล็กน้อยมากหากมองเชิงป้องกัน และยังปล่อยให้เป็นการวินิจฉัยของเจ้าหน้าที่อีก และการบริหารที่กำหนดให้นำดอกผลจากเงินทดแทนมาก ซึ่งก็ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายก่อนถึงจะสามารถนำเงินดอกผลมาสู่สถาบันเพื่อนำมาทำงาน ส่งเสริมป้องกัน และงานวิชาการ ซึ่งต้องใช้คนที่มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้จริง และหลักสูตรการอบรมให้กับคนงานใช้หลักสูตรอะไร กฎหมายกำหนดให้มีการอบรม หากยังใช้รูปแบบเดิมในการอบรมก็คงยังไม่มีความทั่วถึง เพราะหัวใจของการอบรมคือให้ความรู้ ความเข้าใจ และนำไปสู่การป้องกัน ดูแล การมีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย และคณะกรรมการความปลอดภัย มีการซ้อมหนีไฟ ซ้อมดับเพลิงเป็นประจำทุกปี  แต่เรื่องสถาบันฯที่เป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายที่ออกมายังบังคับใช้ไม่ได้ บอร์ดที่จะมาบริหารคุณสมบัติที่กำหนดไม่ทราบว่าเป็นใคร แต่คงไม่ใช่คนที่อยู่กับปัญหาอย่างพวกเราแน่นอน คำถามแล้วจะรู้เรื่องปัญหาของคนที่ป่วยจากการทำงาน หรือปัญหาด้านความไม่ปลอดภัยในการทำงานได้อย่างไร จึงคิดว่าคนที่จะมาบริหารต้องเป็นผู้รู้และเข้าใจไม่ใช่แต่กฎหมายความปลอดภัยเท่านั้น ต้องรู้ปัญหาทั้งหมด เข้าใจสภาพแวดล้อมการทำงาน รวมถึงพระราชบัญญัติเงินทดแทน ต้องรู้เรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกัน ซึ่งตอนนี้สถานการณ์การเข้าไม่ถึงสิทธิการดูแลด้านความปลอดภัยในการทำงาน คดีที่ขึ้นสู่ศาลเป็นประเด็นที่หนักมากสำหรับคนงาน ต้องใช้ทั้งชีวิตในการที่จะเข้าถึงสิทธินอกจากเงินและเวลา ทั้งคลินิกตรวจโรคจากการทำงานที่ยังไม่เพียงพอ ไม่มีที่จะกล้าวินิจฉัยอาการคนงานที่ป่วยเนื่องจากการทำงานเพราะกลัวเรื่องคดีความ เป็นต้น

20160510_104634

 

ในวันเดียวกัน อาคารกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ส่วนแยกตลิ่งชัน)ได้มีการจัดงานเนื่องใน วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ โดยพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน บรรยายพิเศษ “10 พฤษภาคม วันความปลอดภัยในการทำงานแห่งชาติ” ซึ่งได้กล่าวถึง 23 ปี กรณีไฟไหม้โรงงานผลิตตุ๊กตาเคเดอร์ จนเกิดความสูญเสียชีวิตของผู้ใช้แรงงานถึง 188 คน และ บาดเจ็บ พิการเกือบ 500 คน การที่มีการจัดงานวันความปลอดภัยในวันที่ 10 พฤษภาคมของทุกปีที่ผ่านมาและได้มาร่วมกันทำกิจกรรมสร้างสรรค์ด้านความปลอดภัยในการทำงาน ซึงถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่จะช่วยสร้างความตระหนักให้รู้ถึงความสำคัญและนำได้สู่งานด้านความปลอดภัยให้เกิดกับคนทำงานในประเทศไทย 10 ปีมานี่ประเทศไทยได้มีการขับเคลื่อนและดำเนินการเรื่องความปลอดภัยในหลายๆ มีนโยบายแห่งชาติ 1. ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2550 ที่กำหนดให้แรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเกิดความร่วมมือในการดำเนินการด้านความปลอดภัยในการทำงาน 2. การมีแผนแม่บทด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานแห่งชาติพ.ศ. 2554 – 2559 สำหรับดำเนินการ และ3. การมีพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวินามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ซึ่งได้มีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานอีก 2 หน่วยงาน คือ กองทุนความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน)

รัฐบาลต้องการให้ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยได้มีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีการกำหนดวิสัยทัศน์ ไทยแลนด์ 4.0 และการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งในเรื่องของความปลอดภัยในการทำงานไม่ว่าจะเป็นงานประเภทใดย่อมถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเข้าสู่งาน เข้าสู่การจ้างงานของทั้งในประเทศและต่างประเทศที่จะส่งคนเข้ามาทำงานในประเทศไทย ผู้ประกอบการ ลูกจ้าง พนักงานมีจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัย มีจิตสาธารณะเห็นชีวิตมนุษย์มีค่ามากขึ้นหรือไม่ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้มีการทุ่มเท จริงจังในการทำงาน มีความรับผิดชอบมากน้อยเพียงใด และมีการทุจริตหรือไม่ กฎหมายระเบียบคำสั่งมีความเหมาะสมเพียงพอ การบังคับใช้กฎหมายจริงจังมากน้อยแค่ไหน ได้มีการบูรณาการกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในรูปแบบของประชารัฐหรือไม่ และประเทศไทยสามารถที่จะปกป้องดูแลพลเมืองของประเทศนั้นๆ ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยให้มีความปลอดภัยได้อย่างไร ซึ่งต้องช่วยกันตอบคำถามเหล่านี้

ส่วนบทบาทของรัฐบาล นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใย และให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเพื่อสร้างให้ประเทศไทยเป็นบ้านเมืองที่มีความปลอดภัยตามนโยบาย Safety Thailand ในส่วนของกระทรวงแรงงานที่ต้องรับผิดชอบหางานให้คนไทยทำ มีรายได้ดี มีการฝึกอบรมพัฒนาให้เป็นคนเก่ง ให้เป็นแรงงานที่มีฝีมือดี และการคุ้มครองสวัสดิภาพความปลอดภัยในการทำงาน กระทรวงแรงงาน มีทั้งเรื่องของการตรวจ การบังคับใช้กฎหมาย และการรณรงค์ปลูกจิตสำนึกด้านความปลอดภัย โดยมีการเปิดยุทธการ 90 วันลดอันตราย ซึ่งทำให้สถิติการประสบอันตรายลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนๆสถิติการประสบอันตรายที่ลดลงอาจไม่เป็นที่ยอมรับของประเทศเพื่อนบ้านและสากล จึงได้มีการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของประเทศไทยให้เป็นมาตรฐานนานาชาติ โดยได้มีการให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)ฉบับที่ 187 ว่าด้วยกรอบเชิงส่งเสริมการดำเนินงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย พ.ศ.2549 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ในปีนี้ กระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการและแนวทางการดำเนินการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมโดยตั้งเป้าหมายสูงสุดคือ ปลอดภัย 100%ในการทำงาน โดยจะมีการดำเนินงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยเพื่อให้มีมาตรฐานและเป็นไปตามอนุสัญญาILO ฉบับที่ 187 ซึ่งจะมีการผลักดันระเบียบวาระแห่งชาติ แรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี และระยะที่สองคือพ.ศ. 2560 – 2569) มีการผลักดันแผนแม่บทด้านความปลอดภัยฯ แห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2562 – 2564) เพื่อให้เกิดการบูรณาการงานในทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเกิดความต่อเนื่องในทางปฏิบัติ

ต้องสร้างการรับรู้และสร้างจิตสำนึกอย่างต่อเนื่องของนายจ้าง ลูกจ้าง โดยการสร้างองค์ความรู้และสร้างกระบวนการเพื่อให้เกิดการปฏิบัติด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยเป็นนิสัยก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมความปลอดภัยขึ้น  การใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อการลดอัตราการประสบอันตรายจากการทำงาน โดยประสานความร่วมมือกับสถานประกอบกิจการและองค์กรที่เกี่ยวข้องภายใต้กลไกประชารัฐ เพื่อให้มีแผนงาน การควบคุม ตรวจสอบ และติดตามสอดคล้องกับหลักปฏิบัติตามกฎหมายอย่างมีความถูกต้องและเหมาะสม และจะเน้นการบังคับใช้กฎหมายความปลอดภัยฯ อย่างเคร่งครัด โดยมีการตรวจสถานประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน และตรวจเชิงรุกตามปฏิทินความเสี่ยงก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ พร้อมเพิ่มความร่วมมือด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยระหว่างหน่วยงานเครือข่ายภายในประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับสากล ซึ่งกระทรวงแรงงานได้มีประสานความร่วมมือกับอาเซียน ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเกาหลี และประเทศจีน โดยเฉพาะในอาเซียนประเทศไทยได้รับเกียรติมอบหมายเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย และในปีนี้กระทรวงแรงงานจะได้บูรณาการ ๔ กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม ในการดำเนินการโครงการ Safety Thailand เพื่อลดการสูญเสียชีวิต การบาดเจ็บ และทรัพย์สิน โดยได้กำหนดเป้าหมายให้ครอบคลุมคนทำงานทุกภาคส่วนของประเทศ ซึ่งทั้งหมด และทุกภาคส่วนต้องตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการทำงาน ต้องรู้เท่าทันถึงอันตราย และปฏิบัติตามมาตรการหรือแนวทางความปลอดภัยที่กำหนดขึ้นอย่างเคร่งครัด จริงจัง และที่สำคัญที่สุดคือ มีจิตสำนึกด้านความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา

จากนั้นได้มอบใบประกาศเกียรติคุณให้สำหรับหน่วยงาน/องค์กรที่ทำคุณประโยชน์ด้านความปลอดภัยในการทำงาน ประจำปี 2559 เช่นการสนับสนุนการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟประจำปีให้กับสำนักความปลอดภัยแรงงานและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมาอย่างต่อเนื่อง กรณีสนับสนุนเพื่อดำเนินการให้เกิดความปลอดภัยในงานก่อสร้าง โครงการก่อสร้างระบบรางขนส่งมวลชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจนจบโครงการ รวมถึงสนับสนุนในกิจกรรมการสร้างจิตสำนึก การสร้างองค์ความรู้ และส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงานให้แก่สังคม ชุมชน สถานศึกษา ศาสนสถาน และสถานประกอบกิจการ และที่สนับสนุนและร่วมมือเพื่อป้องกันการประสบอันตรายจากการทำงาน/การเกิดอัคคีภัยที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้มาใช้บริการและประชาชนทั่วไปซึ่งถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดี

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน