2 องค์กรนำแรงงาน ออกแถลง คัดค้านค่าจ้างลอยตัว

20150501_083142

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กับสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ออกแถลงการณ์คัดค้านการประกาศใช้ระบบค่าจ้างลอยตัวทั่วประเทศ เสนอ ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 360 บาท เท่ากันทั้งประเทศ และยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด แนะรัฐควรเน้นการส่งเสริมสิทธิการรวมตัวเจรจาต่อรองให้ผู้ใช้แรงงาน

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ได้ออกแถลงการณ์คัดค้านการประกาศใช้ระบบค่าจ้างลอยตัวทั่วประเทศ และปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 360 บาท เท่ากันทั้งประเทศ ตามที่กระทรวงแรงงาน โดยนายอารักษ์ พรหมณี รองปลัดกระทรวงแรงงานได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนอย่างกว้างขวางโดยอ้างถึงมติคณะกรรมการค่าจ้างกลางที่มีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ได้มีมติให้ยกเลิกค่าจ้างราคาเดียวเท่ากันทั้งประเทศให้เป็นค่าจ้างแบบลอยตัว ซึ่งทางคสรท. และ สรส. ไม่เห็นด้วย และขอคัดค้านการประกาศใช้ระบบค่าจ้างลอยตัวทั่วประเทศโดยมีเหตุผล ดังนี้

1. ในอดีตที่ผ่านมานับตั้งแต่การประกาศค่าจ้างขั้นต่ำครั้งแรกในปี 2516 ซึ่งในระยะหลังต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักการและเจตนารมณ์ไปอย่างมาก กล่าวคือ ค่าจ้างขั้นต่ำตามนิยามขององค์การแรงงานระหว่างประเทศที่กำหนดให้ค่าจ้างสามารถเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวได้ 4 คน คือ พ่อ แม่ และลูกอีก 2 คน มาเหลือเพียงพอเลี้ยงชีพเฉพาะคนที่ทำงานเพียงคนเดียว และค่าจ้างก็แบ่งเป็นเขตไม่เท่ากัน คือ ปล่อยค่าจ้างลอยตัว หลังสุดในปี 2553 ราคาค่าจ้างมีถึง 32 เขต ทั้ง ๆ ที่เขตชายแดนจังหวัดติดกันซื้อสิ่งของอุปโภค บริโภค ในราคาที่เท่ากัน แต่ค่าจ้างกลับไม่เท่ากัน ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำ

20150501_082321P5010455

2. การปล่อยค่าจ้างให้ลอยตัว ความเปลี่ยนแปลงของค่าจ้างในระดับท้องถิ่นขึ้นอยู่กับอนุกรรมการค่าจ้างประจำจังหวัดที่มีการประชุมกำหนดค่าจ้างร่วมกัน 3 ฝ่าย (ไตรภาคี คือ รัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง) ในบางจังหวัดไม่มีสหภาพแรงงาน ตัวแทนฝ่ายลูกจ้างก็ใช้วิธีการหาคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนไม่กล้าโต้เถียง เป็นอนุกรรมการทำให้บางจังหวัดไม่ได้รับการปรับค่าจ้างติดต่อกันหลายปี ประกอบกับรัฐบาลไม่สนับสนุน ส่งเสริม สิทธิ เสรีภาพในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง ทำให้คนงานไม่มีอำนาจการต่อรอง และอยู่ในสภาพที่ยากลำบากแร้นแค้น

3. การปล่อยให้ค่าจ้างลอยตัว ทำให้ค่าจ้างมีความแตกต่างกันอย่างมากทำให้เกิดการอพยพแรงงานจากจังหวัดหรือเขตที่มีค่าจ้างต่ำไปสู่จังหวัดและเขตที่มีค่าจ้างสูง ก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอย่างมากมาย เช่น ครอบครัวแตกแยก ปัญหายาเสพติด การล่วงละเมิดทางเพศ กระจุกตัวของผู้คนในเมืองใหญ่ เกิดความแออัด เกิดแหล่งเสื่อมโทรม คุณภาพชีวิตตกต่ำลง รัฐต้องลงทุนและใช้ทรัพยากรในโครงการใหญ่ ๆ เป็นการบ่อนทำลายธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ทำให้สูญเสียงบประมาณ สูญเสียโอกาสในการพัฒนาคน พัฒนาเรื่องการศึกษา และการบริการสาธารณะที่ดี ในชนบทที่ดินที่รกร้างไม่มีคนหนุ่มสาวทำการเกษตรถูกนายทุน  ยึดครอง ซึ่งจะเห็นได้จากนายทุนบางคนครอบครองที่ดินเกือบ 1 ล้านไร่ เป็นต้น

4. คำกล่าวอ้างเดิมที่บอกว่าค่าครองชีพในต่างจังหวัดถูกกว่าค่าครองชีพในกรุงเทพฯ คงไม่จริงเสียแล้ว ดูจากราคาน้ำมัน พลังงานซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตต่างจังหวัดแพงกว่ากรุงเทพฯ เครื่องอุปโภค บริโภคบวกราคาค่าขนส่งแพงกว่า สินค้าในร้านสะดวกซื้อที่กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของคนไทยวันนี้เท่ากันทั้งประเทศ บางรายการแพงกว่ากรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ

5. ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวนซึ่งนับวันจะรุนแรงขึ้น ทั้งในระดับประเทศและสากล การเปิดเสรีทางการค้า การเงิน การลงทุน การบริการ และแรงงานในข้อกำหนดของเขตเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ที่จะดำเนินการเต็มรูปแบบในปลายปีนี้ ซึ่งจะมีความหมายอย่างมากต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมจากนี้ไป การแข่งขันที่เข้มข้นจะก่อให้เกิดผลกระทบที่ตามมาอย่างมากมาย หากรัฐบาลมองแค่เรื่องการลงทุนเพียงอย่างเดียวโดยไม่ให้ความสำคัญต่อความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของคนงาน จะทำให้ประเทศไทย คนไทยสูญเสียโอกาสอย่างมาก จะแข่งขันกับประเทศอื่นได้อย่างไร เมื่อคนไทย แรงงานไทย ถูกเสนอขายค่าจ้างแรงงานในราคาที่ถูกเพื่อดึงดูดนักลงทุน ประเทศไทยไม่ควรหวังเพียงตลาดการส่งออกในต่างประเทศ และการดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติมาลงทุนในประเทศเพียงอย่างเดียว การเพิ่มการบริโภคและการเติบโต แข็งแรง ด้วยลำแข้งและสติปัญญาของคนในชาติ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ย่อมทำให้ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งมั่นคงกว่าการพึ่งพาต่างประเทศอย่างแน่นอน

จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นพอสังเขป คงเพียงพอที่จะให้รัฐบาล กระทรวงแรงงาน หยุดกระบวนการที่จะเดินหน้าด้วยการปล่อยให้ค่าจ้างลอยตัวแล้วเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาเช่นในอดีต คนที่มาเป็นรัฐบาลก็ต้องศึกษาทบทวนอย่างเข้าใจ มองคนเป็นคน ดำเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้แต่ต้น คือ ลดความเหลื่อมล้ำ  สร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคมและประชาชน ประกอบกับก่อนหน้านี้รัฐบาลก็ปรับเงินเดือนให้แก่ข้าราชการไปแล้วมีผลตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2557 โดยอ้างภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ดังนั้น คนกลุ่มอื่นทั้งลูกจ้างเอกชน รัฐวิสาหกิจก็ไม่ควรเลือกปฏิบัติ และควรหามาตรการด้านต่าง ๆ ช่วยเหลือแก่ เกษตรกรและประชาชนอาชีพอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่น SME ที่อ้างว่าได้รับผลกระทบจากการปรับค่าจ้าง รัฐบาลก็สามารถใช้มาตรการนโยบาย ทางภาษี ทางการเงินได้เหมือนเช่นเดียวกับที่ได้ช่วยเหลือ และให้สิทธิพิเศษแก่นักลงทุนไทย นักลงทุนต่างชาติขนาดใหญ่ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ขอแถลงให้ทราบทั่วกันว่าไม่เห็นด้วยกับการปล่อยค่าจ้างลอยตัว จึงขอยืนยันให้รัฐบาลปรับค่าจ้างขั้นต่ำจาก 300 บาท เป็น 360 บาทให้เท่ากันทั้งประเทศ พร้อมกับให้ยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างประจำจังหวัด และขอให้รัฐบาล สนับสนุน ส่งเสริมให้คนงานรวมตัวกันด้วยการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98

ด้านคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้แถลงไม่เห็นด้วยกับการปล่อยค่าจ้างลอยตัวเช่นกัน มีข้อเสนอดังนี้

(1)   รัฐบาลต้องปรับค่าจ้างขั้นต่ำ จาก 300 บาท เป็น 360 บาทให้เท่ากันทั้งประเทศ เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลก็ปรับเงินเดือนให้แก่ข้าราชการ ดังนั้นคนกลุ่มอื่นทั้งลูกจ้างเอกชน รัฐวิสาหกิจก็ไม่ควรเลือกปฏิบัติ

(2)   รัฐต้องปรับค่าจ้างประจำปีให้กับลูกจ้างประจำหรือลูกจ้างที่ทำงานต่อเนื่องตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น

(3)   สร้างกลไกในการคุ้มครองแรงงานที่ทำงานเกินหนึ่งปีให้มีการปรับค่าจ้าง

(4)   พิจารณาปรับค่าจ้างฝีมือแรงงานตามความสามารถแต่ละสาขาอาชีพซึ่งไม่ได้ปรับขึ้นนานแล้ว

(5)   ยกเลิกอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด

(6)   จัดทำโครงสร้างค่าจ้างให้ชัดเจน มีการเปลี่ยนคำนิยามค่าจ้างจากเดิมค่าจ้างขั้นต่ำเป็นค่าจ้างแรกเข้า

อีกทั้งควรหามาตรการด้านต่างๆช่วยเหลือแก่เกษตรกร และประชาชนอาชีพอื่นๆด้วย และขอให้รัฐบาล สนับสนุน ส่งเสริมให้คนงานรวมตัวกันด้วยการให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) ฉบับที่ 87 และ98

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน