โฉมหน้าสาระสำคัญพ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

P1160261

โดย บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ
230358

กฎหมายแรงงานทุกฉบับจะมีขอบเขตการบังคับใช้ หรือความครอบคลุมที่เกี่ยวข้อง 3 มิติ คือ

(1) มิติด้านพื้นที่ที่มีการบังคับใช้

(2) มิติด้านขนาดสถานประกอบการที่มีการบังคับใช้

(3) มิติด้านประเภทกิจการ-แรงงานที่มีบังคับใช้

พระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ.2533 ได้เคยมีการปรับปรุงเป็นพระราชบัญญัติประกันสังคม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 และพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2542 โดยบังคับใช้กับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป (หรือต่ำกว่า 10 คน) ตั้งแต่ 1 เมษายน 2545 เป็นต้นมา และบังคับใช้ทั่วประเทศตั้งแต่กฎหมายประกันสังคมเริ่มใช้บังคับ ตั้งแต่ 2 กันยายน 2533

และนายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คน ขึ้นไป โดย ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างหักค่าจ้างของผู้ประกันตนตามจำนวนที่ต้องนำส่งเป็นเงินสมทบ ซึ่งปัจจุบันอัตราเงินสมทบร้อยละ 5 ของค่าจ้าง (กรณีเจ็บป่วย,คลอดบุตร,ทุพพลภาพ และตาย = ร้อยละ 1.5 /กรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพร้อยละ 3 และกรณีว่างงานร้อยละ 0.5) ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลจ่ายเงินสมทบเพียงร้อยละ 2.75 คือ 4 กรณีแรกจ่ายเท่ากับฝ่ายนายจ้าง/ลูกจ้าง,จ่ายกรณีสงเคราะห์บุตรร้อยละ 1 และกรณีว่างงานร้อยละ 0.25

นายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบทั้งในส่วนของผู้ประกันตนที่ได้หักไว้พร้อมกับส่วนของตนส่งสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

ร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่ผ่านการพิจารณาเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติวาระสามเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2558 และรอการโปรดเกล้าลงพระปรมาภิไธยเพื่อประกาศลงราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับเป็นพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ต่อไป สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

Ⅰ●ลูกจ้างที่ได้รับความคุ้มครองเพิ่ม● ได้แก่

(1) ลูกจ้างทำงานบ้านอันมิได้ประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย (ม.5)

(2) ลูกจ้างชั่วคราวทุกประเภทของส่วนราชการ

(3) ครูโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน

(4) ลูกจ้างของนายจ้างที่มีสำนักงานในประเทศ และไปประจำทำงานในต่างประเทศ

(5) บุคคลที่มิใช่ลูกจ้างตามมาตรา 33 หรือไม่อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม ม.40) (เช่น ลูกจ้างของรัฐวิสาหกิจ , ลูกจ้างประจำของส่วนราชการ, ลูกจ้างที่เป็นนักเรียนนักศึกษาของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ,ลูกจ้างชั่วคราวในภาคเกษตรกรรมฯลฯ) อาจสมัครใจเป็นผู้ประกันตนตามมาตร 40 ได้ โดยคุณสมบัติของบุคคลเหล่านี้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
PC160098P4031101

สรุปได้ว่า นายจ้างของลูกจ้างตาม (1) ถึง (4) มีหน้าที่ต้องขึ้นทะเบียน และแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 เมื่อพ้นกำหนด 120 วันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2558 ประกาศในราชกฤษจานุเบกษาเป็นต้นไป

ปัญหาสำคัญ คือ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงานได้เตรียมการประชาสัมพันธ์-รณรงค์ให้นายจ้างในกิจการเอกชนดังกล่าวเข้าใจยอมรับปฏิบัติตามกฎหมายประกันสังคมอย่างไรบ้าง?

โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างทำงานบ้าน อันมิได้ประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย ต้องทำงานภายในรั้วบ้านมิดชิดและเผชิญการจ้างงานหลายรูปแบบที่เข้าถึงการคุ้มครองได้จำกัดลำบากมาก เช่นทำงานประจำและพักกินอยู่กับนายจ้าง หรือมาทำงานช่วงเช้าและกลับตอนเย็น ในแต่ละวันหรือทำงานโดยมีบริษัทรับเหมาส่งมาทำงาน หรือ ทำงานกับหลายนายจ้างหลายบ้านตามภาระงานที่ตกลงกับนายจ้างแต่ละรายแต่ละวันเป็นต้น ซึ่งนายจ้าง/เจ้าของบ้านอาจเพิกเฉยหลีกเลี่ยงได้มากกว่ากลุ่มอื่นๆ

แม่่บ้าน

Ⅱ● ประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนโดยบังคับตามมาตรา 33 จะได้รับเพิ่มขึ้น ●

(1) ประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ได้แก่

1. ครอบคลุมถึงค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และ ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ (ม.63 (1/1,(2))

2. เงินช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีผู้ประกันตนได้รับความเสียหายจากการรับบริการทางการแพทย์ เมื่อสำนักงานจ่ายให้ผู้ประกันตนแล้ว ให้สำนักงานมีสิทธิไล่เบี้ยแก่ผู้กระทำผิดได้ (ม.63(6))

1สิทธิ1เสียง20120904_140048

ข้อสังเกต ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกันสังคม เสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้แก่

1. ผู้ประกันตนที่ยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ประกันสังคม กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย เพราะจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 3 เดือนก่อนเกิดสิทธิ สามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่สปสช.ดูแลอยู่

2. ประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้สำนักงานประกันสังคม และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดทำระบบฐานข้อมูล และระบบการส่งต่อเกี่ยวกับการใช้สิทธิ รวมทั้งผู้พิการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ถูกปฏิเสธการใช้สิทธิ

(2) กรณีทุพพลภาพ

เปลี่ยนนิยามให้ หมายถึงการสูญเสียอวัยวะหรือสูญเสียสมรรถภาพของอวัยวะหรือสภาวะปกติของจิตใจ จนทำให้ความสามารถในการทำงานลดลง ไม่อาจทำงานตามปกติได้ เดิมต้องไม่สามารถทำงานได้

(3) กรณีคลอดบุตร และสงเคราะห์บุตร

1. ได้รับประโยชน์ทดแทนเร็วขึ้น คือ จ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะ 15 เดือนก่อนรับบริการทางการแพทย์ (เดิม 7 เดือน) ตามม.65 วรรคแรก แต่นิยามของ “คลอดบุตร” ยังเหมือนเดิม คือ การที่ทารกคลอดจากครรภ์มารดา ซึ่งมีระยะเวลาตั้งครรภ์ไม่น้อยกว่า 28 สัปดาห์ ไม่ว่าทารกมีชีวิตรอดอยู่หรือไม่

2. ไม่กำหนดจำนวนครั้งการได้ประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรสำหรับผู้ประกันตนแต่ละคนมีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตร เดิมไม่เกิน 2 ครั้ง (ตัดม.65 วรรคสาม)

3. เพิ่มจำนวนบุตร 3 คนที่ผู้ประกันตนจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตร เดิมไม่เกิน 2 คน(ม.75 ตรี)

(4) กรณีตาย

●ก่อนถึงแก่ความตาย ถ้าผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้วตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป ให้จ่ายเงินสงเคราะห์เป็นจำนวน 50% ของค่าจ้างรายเดือนคูณด้วยสิบสอง (เดิม คูณด้วยสิบ) ตามม.73 (2) (6)

(5) กรณีชราภาพ

1. กำหนดให้บุคคลที่ผู้ประกันตนทำหนังสือระบุไว้ เป็นผู้มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพให้ได้รับหนึ่งส่วน นอกเหนือจากบุตรชอบด้วยกฎหมาย สามีหรือภรรยา และบิดามารดาที่มีชีวิตอยู่ (ม.77 จัตวา (4))

2. ผู้ประกันตนที่ไม่มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือนหรือไม่ ถ้าความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงและไม่ประสงค์พำนักในไทย มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพ ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง (ม.77 ทวิวรรคสาม)

(6) กรณีว่างงาน

ผู้ประกันตนที่ไม่ได้ทำงาน เพราะเหตุสุดวิสัย หรือ นายจ้างไม่ให้ทำงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติ ถ้าได้จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 6 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนที่ผู้ประกันตนว่างงาน ให้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง (ม.79/1)

(7) ยกเลิกกรณีจงใจและยินยอม

ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย หรือกรณีทุพพลภาพ หรือกรณีตาย แม้ปรากฏว่าการประสบอันตราย หรือการทุพพลภาพ หรือการตายนั้นเกิดขึ้นเพราะเหตุที่บุคคลดังกล่าวจงใจก่อให้เกิดขึ้น หรือยินยอมให้ผู้อื่นก่อให้เกิดขึ้น (ยกเลิกม.61 เดิม)

Ⅲ● การบริหารและมีส่วนร่วม● มีการปรับปรุงเพิ่มเติมสรุปได้ดังนี้

1. องค์ประกอบและจำนวนของกรรมการประกันสังคม (ม.8)

– เพิ่มกรรมการไตรภาคี เป็นฝ่ายละ 7 คน (เดิมฝ่ายละ 5 คน)

– กรรมการฝ่ายรัฐบาล เพิ่มผู้แทนกระทรวงมหาดไทยและผู้แทนกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

– เปลี่ยนชื่อผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง เป็น ผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน

2. ที่มาของกรรมการฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายผู้ประตน และที่ปรึกษา (ม.8/1)

หลักเกณฑ์และวิธีเลือกตั้งเป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด โดยคำนึงถึง การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน สัดส่วนระหว่างหญิงและชาย รวมทั้งการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิผลของคนพิการ และผู้ด้อยโอกาส

– กลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด โดยคำแนะนำของกรรมการ

– คณะกรรมการประกันสังคมมีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 7 คนเป็นที่ปรึกษา (เดิมรัฐมนตรีแต่งตั้งฝ่ายเดียว)

3. คุณสมบัติของกรรมการฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายผู้ประกันตนและที่ปรึกษาซึ่ง เดิมไม่ได้กำหนดไว้ (ม.8/2)

(1) สัญชาติไทย

(2) ไม่เป็นคนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

(3) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

(4) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

(5) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก สำหรับความผิดที่กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

(6) ไม่เคยต้องคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป้นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

(7) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือเลิกจ้างจากหน่วยงานของรัฐ หรือสถานประกอบกิจการเอกชน เพราะทุจริตต่อหน้าที่

(8) ไม่เป็นคู่สัญญา หรือมีประโยชน์ได้เสียในกิจการที่เป็นคู่สัญญา หรือมีธุรกิจเกี่ยวข้องกับสำนักงาน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

(9) ไม่เป็น หรือเคยเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้ผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง เว้นแต่ได้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวไม่น้อยกว่า 3 ปี

– กรรมการที่รัฐมนตรีแต่งตั้งถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ต้องแสดงทรัพย์สินและหนี้สินโดยเปิดเผยต่อสาธารณชนไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่น(ม.8/3)

4.วาระดำรงตำแหน่งของกรรมการประกันสังคมทุกฝ่าย มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี ซึ่งเดิมไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน (ม.10)

5. การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการประกันสังคม (ม.11)

เพิ่ม เรื่องคณะกรรมการประกันสังคมมีมติให้ออกเพราะบกพร่องต่อหน้าที่มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ ด้วยคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ของจำนวนกรรมการที่มีอยู่ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

6. องค์ประกอบและที่มาของคณะกรรมการการแพทย์ (ม.14)

เพิ่ม ผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนฝ่ายละ 1 คน ในคณะกรรมการการแพทย์

เพิ่ม กรรมการการแพทย์แต่งตั้งโดยวิธีการสรรหาตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด โดยคำแนะนำของกรรมการ

7. เพิ่มเติม ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเพื่อกำกับดูแลความโปร่งใสได้มาตรฐาน และให้มีการตรวจสอบบัญชีภายในเป็นประจำ (ม.24/1)

หลักเกณฑ์วิธีการได้มา องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบ ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด โดยคำแนะนำของคณะกรรมการ

8. เพิ่มเติม ให้สำนักงานประกันสังคมจัดทำรายงานการประเมินสถานะกองทุน โดยแสดงรายรับ รายจ่าย และความสามารถในการดำเนินการในอนาคตเสนอต่อคณะกรรมการเป็นประจำทุกปี และให้เปิดเผยต่อสาธารณชน (ม.27/1)

9. เพิ่มเติม ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบ ไม่เกินกึ่งหนึ่งของเงินสมทบที่ได้รับจากผู้ประกันตนซึ่งมิใช่ลูกจ้าง หรือไม่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม (ม.40 วรรคสาม)

****************