โควิดพ่นพิษเหมาค่าแรงเสี่ยงตกงาน แบบไม่ได้ค่าชดเชย เสนอแผนฟื้นฟูพัฒนาแรงงานเพื่องานที่มั่นคง

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

ผู้นำแรงงาน ห่วงแรงงานอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้น หวั่นตกงานแบบไม่เลิกจ้าง แต่ไม่ให้งานทำ หากเยียวยา 3 เดือนจบ ยังไม่ถูกเรียกกลับทำงาน โดยเฉพาะเหมาค่าแรง คงถูกทิ้งจำนวนมาก แม้ทำงานมานานกับบริษัท 6-7ปี รัฐควรคำนึงถึงแผนฟื้นฟูต้องสร้างอาชีพแรงงานทุกกลุ่มได้ เพื่อเศรษฐกิจที่มั่นคง

นายมานิตย์ พรหมการีย์กุล ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย ได้ให้สัมภาษณ์กับภาคีสังคมแรงงานสู้วิกฤตโควิด ถึงสถานการณ์แรงงานผลกระทบจากโควิด-19 และแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม

1 : มีข้อกังวลห่วงใยอะไรบ้างเรื่องการเลิกจ้างว่างงานหลังโควิด

ตอบ : ตอนนี้นายจ้างเริ่มจะมีผลกระทบจากยอดการส่งออกหรือยอดการผลิตลดลงเกิน 50% เกือบทุกบริษัท ทั้งบริษัทที่เป็นผู้ผลิตรถยนต์และซับพลายเออร์รวมทั้งที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะซับพลายเออร์หลายๆบริษัทให้พนักงานหยุดงานโดยเฉพาะพนักงานที่เป็นซับคอนแทรคให้ส่งกลับบริษัทต้นสังกัด แต่เขาไม่ได้บอกว่า เขาเลิกจ้างที่มีปัญหาร้องเรียนขึ้นมา แรงงานกลุ่มนี้ทำงานมานาน 6-7 ปี เมื่อไปพบทางนิติกรศาลแรงงาน เพื่อที่ฟ้องร้องนิติกรกลับบอกว่า บริษัทยังไม่ได้เลิกจ้างทำให้ขบวนการในการฟ้องศาลเพื่อจะให้ได้เงินชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541กระทำไม่ได้ ประเด็นคือ บริษัทผู้ว่าจ้างที่ส่งแรงงานเหมาค่าแรงกลับต้นสังกัดที่เป็นบริษัทซับคอนแทรคก็ไม่มีระยะเวลาแน่นอนว่า จะเรียกเข้ามาทำงานได้เมื่อไร แรงงานเหมาค่าแรงกลุ่มนี้ถูกทิ้งไม่รู้จะไปทางไหน ไปแจ้งลงทะเบียนขอเงินประกันว่างงาน ประกันสังคม ก็ไปตามขบวนการนี้ แต่ในเรื่องที่นายจ้างที่ส่งกลับต้นสังกัดตกลงว่าได้เลิกจ้างหรือไม่ เพื่อที่เขาจะได้รับเงินชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานมาตรา 118 นี่คือประเด็นของซับคอนแทรค ส่วนมากทางบริษัทซับพลายเออร์จะทำแบบนี้หมด

ส่วนพนักงานประจำตอนนี้ มีปัญหาเหมือนกันด้วยเหตุสุดวิสัยสถานประกอบการไม่สามารถดำเนินกิจการได้ และผลิตได้เป็นบางส่วน ตอนนี้หลายบริษัทคาร์แบรนด์เริ่มจะผลิตประกอบรถยนต์แล้ว แต่อาจไม่เต็มที่ทำให้บริษัทซับคอนแทรคไม่ว่าจะเป็นเทียร์ 1 เทียร์ 2 เทียร์3 โดยเฉพาะ เทียร์ 2 เทียร์ 3 เทียร์ 4 นายจ้างให้พนักงานมาทำงานบ้าง หยุดงานบ้าง ทั้งที่ในสายผลิดนั้นยังทำงานอยู่ อันนี้ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ของกฎกระทรวงที่ว่าด้วยเหตุสุดวิสัย เพราะกฎกระทรวงเขากำหนดให้หยุดเป็นบางส่วน แต่เขายังทำงานอยู่ ยกตัวอย่าง แผนกA มีพนักงาน 10 คน 5 คนทำงานอีก 5 คนไม่ได้ทำงานอีก 3 คนให้หยุดงานจ่าย75%  ส่วนอีก 2 คน ให้ไปขึ้นทะเบียนกับประกันสังคม อ้างสุดวิสัยรับ 62% นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ และระยะเวลาที่เขาจะเรียกเข้ามาทำงานก็เหมือนกับพนักงานเหมาค่าแรงที่ส่งกลับบริษัทต้นสังกัด คือยังไม่มีระยะเวลาที่แน่นอนบอกแต่เพียงว่า ถ้าสถานการณ์บริษัทดีขึ้น และมีออร์เดอร์จากลูกค้าดีขึ้น จะเรียกกลับมาทำงาน

สิ่งที่กังวลว่า พอเลย 3 เดือน แรงงานจะทำยังไงต่อไป เพราะประกันสังคม จ่าย 62%ให้แค่ 3 เดือน แต่ถ้าเลิกจ้างคนงานเลยจะได้เงินประกันว่างงาน 70% เป็นเวลา 200วัน มันจะดีกว่าที่บอกว่า จะเลิกจ้าง หรือไม่เลิกจ้าง จะเรียกกลับมาทำงานเมื่อไร คือปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปหลังจาก 3 เดือน นี่คือข้อกังวลว่า กฎหมายของประกันสังคมเป้าประสงค์ของกฎกระทรวงที่ออกโดยกระทรวงแรงงาน คือ เรื่องดูแลในส่วนของคนที่ทางรัฐให้สถานประกอบการหยุดงาน ไม่ว่า จะเป็นโรงแรม การท่องเที่ยวหรือสถานบริการต่างๆ กลุ่มเสี่ยงพวกนี้เข้าใจ แต่หลายบริษัทเอากฎกระทรวงมาฉวยโอกาส บริษัทก็อ้างไป แต่จะเท็จจริงยังไม่รู้ เพราะไม่มีเอกสารให้ดู บริษัทเบอกว่า เขาไปถามจากสวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัด แล้วว่าทำได้

นี่คือประเด็นปัญหาว่า สิ่งที่ตีความกฎหมายไม่ว่า จะเป็นสวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัดหรือในส่วนของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ตีความเกี่ยวกับประเด็นนี้อย่างไร สิ่งที่กังวลว่า คนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับเงินชดเชยตามกฎหมายที่ชัดเจน ส่วนที่ออกไปก็ออกไปไม่ได้เข้ามาทำงานอีกจำนวนหนึ่ง ถ้าติดตามข่าวปีนี้ทั้งปีสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไม่ดีแน่นอน ฉะนั้นสถานประกอบการก็ไม่น่าจะฟื้นตัวเร็ว คนที่ตกงานจะไปอยู่ที่ไหน จะไปอยู่ต่างจังหวัดก็ไม่ใช่ที่ทำงาน ที่จะมีรายได้เงินเดือนเหมือนกับอยู่ในสถานประกอบการ ก็แค่อยู่ไปวันๆ ไม่รู้จะไปเอาเป็นอาชีพเหมือนกับที่เขาทำงานในสถานประกอบการรับเงินเดือน  จึงมองว่า มันไม่สามารถที่จะทำได้ เกษตรกรที่เป็นรายย่อยในประเทศไทย นอกจากว่า เกษตรที่เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ใหญ่ๆเข้าใจว่าเขาทำได้ แต่สำหรับเกษตรกรอย่างน้อย 80%ของประเทศไทยไม่ได้มีที่ดินของตนเอง หรือยังเป็นรายย่อยที่มีที่ทำกินขนาดเล็กๆซึ่งอาจไม่สามารถทำให้ดำรงชีวิตด้วยการทำเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียวแล้วอยู่รอดได้

2.: เรื่องนี้ความร่วมมือระหว่างภาคแรงงานกับภาคสังคมจะช่วยอะไรกันได้บ้าง

ตอบ: เรื่องนี้ในส่วนของภาคแรงงาน ต้องเชื่อมโยงประสานความร่วมมือกับภาคเครือข่ายสังคมไม่ว่า จะเป็น เครือข่ายสังคมที่เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ดูแลเกี่ยวกับขบวนการแรงงาน และอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการหรือนักวิชาการอิสระรวม ทั้งเอ็นจีโอด้วยที่ไปดูแลแรงงานกลุ่มต่างๆ ทุกคนมีผลกระทบหมด ฉะนั้น แรงงานต้องประสานความร่วมมือแม้แต่นิสิตนักศึกษาเอง ที่จบมาปีนี้ประมาณ 240,000 คนไม่มีงานทำแน่นอน อันนี้ คือสิ่งที่กังวลว่า เมื่อเรียนจบ หรือตกงานออกงานมาไม่รู้จะทำอะไรเหมือนกัน ซึ่งต้องมาปรึกษาหารือประชุมร่วมกัน และหาแนวทางที่จะนำเสนอกับรัฐบาล ไม่ว่าจะเสนอกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแม่งานหลักในการที่จะเยียวยา 4 แสนล้านบาท โครงการรัฐบาลที่กู้เงินมา และไปยื่นกับนายกฯเลยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตคนงานเดือดร้อนหลายแสน หรืออาจเป็นล้านคน อยากให้ทางผู้บริหารประเทศบ้านเมืองที่มีโครงการเยียวยา 4 แสนล้านบาท โดยมีโครงการฟื้นฟูที่จับต้องได้ ให้คนงานตกงาน หรือนอกระบบ เขาสามารถที่จะมีอาชีพ ไม่ว่าอาชีพที่อิสระหรืออาชีพที่จะกลับเข้ามาในสถานประกอบการจะทำยังไง ไม่ใช่มองการพัฒนาโครงสร้างถนน ขุดบ่อ คิดว่าไม่เป็นรูปธรรม และไม่เป็นธรรมกับคนที่เดือดร้อนซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิดจริงๆ

3: ภาคีสังคมแรงงานสู้วิกฤตโควิดทำอะไรบ้าง รวมตัวกันเพื่ออะไร

ตอบ : ในส่วนของภาคีสังคมแรงงานสู้วิกฤตโควิด กลุ่มแรงงานกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย สหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการ มีการพูดคุยกันและมีข้อเสนอหลักๆในส่วนของคนงานต้องแบ่งออกเป็น 3 ระดับ

ส่วนที่หนึ่ง คนงานที่ออกจากงานไม่สามารถที่จะมาทำงานได้เขาต้องไปหางานอาชีพอื่น ฉะนั้นรัฐบาลจะมีโครงการอะไรที่จะมาดูแลมาเยียวยาเขา ไม่ว่าจะทำงานอาชีพอิสระ ขายของออนไลน์หรือทำอาหารให้ใช้เทคโนโยลีเข้าไปด้วย เพราะว่า ทุกวันนี้การทำงานมันเปลี่ยนไป New Normal แล้ว

กลุ่มที่สอง คือกลุ่มที่อยู่ในสถานประกอบการและยังทำงานได้ ปัจจุบันเขามีปัญหาเรื่องรายได้ลดลงได้ 75% บางที่ก็ได้ 50% บางที่ก็เอาเงินประกันสังคม 62% รัฐบาลก็น่าจะมีเงินมาเยียวยาเขาบ้าง อย่างน้อยเขาก็เป็นผู้ประกันตนที่เสียภาษีทุกเดือนต้องมาดูแลเหมือนกับคนทั่วไป

กลุ่มที่สาม ในส่วนที่โดนเลิกจ้างกลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่โดนเลิกจ้างต้องแบ่งอีกเป็น 2 กลุ่มอีก กลุ่มที่มีอายุเกินไปแล้วกับกลุ่มที่สามารถกลับมาทำงานในสถานประกอบการได้ เช่น คนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ปัจจุบันส่วนมากคนที่ออกไปกลุ่มนี้ถ้าเป็นวิศวกรวิชาชีพ เป็นผู้บริหารพวกนี้หางานได้อยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นพนักงานในสายการผลิต ซึ่งส่วนมากเป็นงานไม่ใช้ skill สูงมากเป็น un skill ก็แล้วกันพวกนี้ถ้าเขาออกไปแล้ว จะไม่กลับมาอยู่ในสถานประกอบการอีก รัฐบาลจะมีสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานที่สามารถทำให้เขาสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เขาได้ แรงงานก็ต้องเสนอไม่ว่า จะเป็นสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน สถาบันการศึกษาหรือเอกชนที่พัฒนาเขาได้

4 : ภาคีสังคมแรงงานสู้วิกฤตโควิด มันมีประโยชน์ยังไงหรือว่าทำให้มีความร่วมมืออย่างไรบ้าง

ตอบ: ประโยชน์ที่ได้รับมองว่า เป็นการรวมของบุคคลหลายๆภาคส่วน ไม่ว่า จะกลุ่มแรงงานในระบบ นอกระบบ อาจารย์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจารย์กลุ่มนี้ท่านก็มีความรู้หลักวิชาการรวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งไปคลุกคลีกับผู้ใช้แรงงาน ไม่ว่า จะเป็นแรงงานนอกระบบ แรงงานชายขอบ หรือแรงงานข้ามชาติ ทำให้เวลามาปรึกษาหารือว่า เอาหลากหลายความคิดมารวมกันแรงงานได้มุมมองที่หลากหลายว่า กลุ่มนี้มีประโยชน์ แต่การที่จะนำมาสรุปนำเสนอรัฐบาลก็ต้องให้รัฐบาลมามองเห็น ความสำคัญของกลุ่มแรงงานด้วย เพราะเวลานำเสนอต้องติดตามสิ่งที่เสนอไปรัฐบาลทำหรือไม่อย่างไร