แรงงาน ภาคประชาชน แถลง ไม่ขวางการพัฒนา แต่ให้ทบทวนเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC)เอื้อเอกชนกลุ่มทุนผูกขาด

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

แถลงการณ์ ขอให้ทบทวนเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC)เอื้อเอกชนกลุ่มทุนผูกขาดและโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ต้องรักษาประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ ประชาชน

สืบเนื่องจากรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้มีประกาศ คสช.หลายฉบับเพื่อเร่งรัดให้มีการจัดตั้ง “ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรือ อีอีซี และต่อมาได้มีการออก“พระราชบัญญัติเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561”เพื่อสนับสนุนโครงการนี้จึงได้กำหนดให้มีการจัดสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา โดยมีระยะทาง ระยะทาง 220 กม.มูลค่าโครงการ 224,544.36 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาการเดินทางประมาณ 1.40 ชม. ราคาค่าโดยสาร 476 บาทผู้รับผิดชอบโครงการคือ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)โดยโครงการดังกล่าวได้มีการเริ่มดำเนินการเปิดขายเอกสารการคัดเลือกเอกชนเพื่อเข้าประมูลโครงการในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2561ประมูลกันเมื่อปลายปี 2561 เบื้องต้นมีผู้ซื้อซองประมูลราคาสนใจซื้อเอกสารการคัดเลือกจำนวน 31 ราย และต่อมามีผู้ยื่นซองข้อเสนอราคาประมูลโครงการเพียง 2 ราย คือ กิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัดและ กิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ (BSR Joint Venture) ซึ่งปรากฏตอนหลังว่าทั้ง 31 รายที่สนใจซื้อเอกสารการคัดเลือกได้ไปมีรายชื่อในสองกลุ่มที่ยื่นซองข้อเสนอราคาประมูล ซึ่งก่อให้เกิดคำถามต่อสาธารณะว่าเป็นการ “ฮั้ว”กันหรือไม่

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2561 ผู้ที่ชนะการประมูลโครงการ คือกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด โดยเป็นผู้เสนอขอรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลต่ำสุดในราคา 117,227 ล้านบาท ต่ำกว่ากลุ่มบีเอสอาร์ ที่เสนอขอรับอุดหนุน 169,934ล้านบาท ถึง 52,707 ล้านบาทสิทธิประโยชน์ที่เอกชนจะได้รับจากการเข้าดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน คือ

1.บริหารรูปแบบโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

2.ได้สัมปทานบริหารแอร์พอร์ตลิงก์ที่มีฐานคนใช้กว่า 8 หมื่นคนต่อวัน

3.ได้สัมปทานในการครอบครองพื้นที่มักกะสัน 100 ไร่ และพื้นที่รอบสถานีศรีราชา 25 ไร่เพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์

4.รับมอบพื้นที่มักกะสันอีก 50 ไร่ที่อยู่ติดกับโรงซ่อมบำรุงรถไฟและพื้นที่เวนคืนอื่นๆ ให้กับเอกชนภายใน 5 ปี และ

5.โอกาสในการเดินรถต่อเฟส 2 ช่วงอู่ตะเภา-ตราด

จากวันที่ชนะการประมูลจนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถเจรจาตกลงกันได้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2562 ได้มีการนัดเจรจาอีกครั้งหนึ่ง แต่ทางกลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์จำกัด ได้แจ้งขอเลื่อนการเจรจาไปเป็นวันที่ 13 มีนาคม 2562 ด้วยเหตุที่กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด ได้ยื่นข้อเสนอซอง 4 (ข้อเสนออื่นๆ) 108 ข้อ ถูกปัดตก 12 ข้อ เช่น

– ลดสัดส่วนหุ่น ซีพี จาก 70% เหลือ 5% – ให้ ธปท.ขยายเพดานเงินกู้ ซีพี
– รัฐค้ำประกัน ร.ฟ.ท. หากมีปัญหารัฐหาเงินกู้ – ขยายสัมปทานจาก 50 ปี เป็น 99 ปี
ดอกเบี้ยต่ำ 4% – ห้าม ร.ฟ.ท.เดินรถแข่งกับเอกชน
– รัฐจ่ายเงินอุดหนุนตั้งแต่ปีที่ 1 จากเดิม อุดหนุนปีที่ 6 – รัฐชดเชยหากอู่ตะเภาล่าช้า
– จ่ายค่าเช่าที่ดินมักกะสัน – ศรีราชา 5.2 หมื่นล้านเมื่อ – ผ่อนชำระแอร์พอร์ตลิงค์ 11 ปี
มีผลตอบแทน ดอกเบี้ย 3% จากต้องจ่ายก่อน
รับสิทธิเดินรถ
– รัฐการันตีผลตอบแทน 6.75% -เปลี่ยนแบบจากยกระดับเป็นทางราบ

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย(สร.รฟท.)นอกเหนือจากการให้ความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพองค์กรคือการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)แล้วเหนืออื่นใดซึ่งเป็นสิ่งที่กระทำมาโดยตลอดคือปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพยายามที่จะไม่ไปขัดขวางใดๆนอกจากการให้ความเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลเป็นระยะๆร่วมกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนที่ร่วมกันติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดเช่นกันเพราะเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่ มีเงินลงทุนที่สูงซึ่งจะเกี่ยวข้องกับฐานะการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต

จนถึงปัจจุบันซึ่งความเป็นจริงผู้ที่ชนะการประมูลย่อมต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขเพราะย่อมรู้อยู่แล้วการเสนอราคาในการประมูลจนชนะคู่ประมูลว่าจะทำได้หรือไม่ได้“เว้นไว้แต่ว่าจะไม่ทำรถไฟความเร็วสูงแต่หวังประโยชน์ด้านอื่นมากกว่า การต่อรองในเรื่องรายละเอียดที่ใช้เวลาในการเจรจายืดเยื้อมานาน”แม้ว่า ทีโออาร์จะให้สามารถเจรจาได้แต่ต้องเจรจาในรายละเอียดปลีกย่อย“ไม่ใช่เจรจาในสาระสำคัญที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์”ซึ่งจากการดูข้อเสนอเป็นการเจรจาที่ทำลายหลักการสำคัญอันจะทำให้ประเทศชาติ ประชาชนเสียประโยชน์ จึงขอให้ผู้มีหน้าที่ในการเจรจาระมัดระวังเพราะอาจนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีด้วยเหตุไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ทำให้รัฐเสียหายได้

จากเหตุปัจจัยต่างๆดังที่กล่าวมาทาง สร.รฟท.จึงมีความเห็นและข้อเสนอดังนี้

1.ข้อเสนอของผู้ชนะการประมูลเป็นข้อเสนอที่ทำลายหลักการและสาระสำคัญของโครงการ การรถไฟฯไม่ควรรับข้อเสนอที่สูงจากผู้ชนะการประมูลเพราะจะทำให้การรถไฟฯ และรัฐเสียหาย

2.ขอให้รัฐทบทวนโครงการโดยให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ต้นเพราะที่สุดแล้วผลกระทบทั้งด้านบวกและลบย่อมเป็นภาระผูกพันกับประเทศชาติในอนาคตและโครงการดังกล่าวซึ่งเป็นโครงการที่ใหญ่แต่ยังไม่ผ่านการจัดทำเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(EIA)

3.เห็นสมควรให้รัฐดำเนินโครงการเองภายใต้การบริหารจัดการของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)และบริษัทรถไฟฟ้า รฟท.จำกัด(แอร์พอร์ตเรลลิงค์)โดยงบประมาณมาจากการพัฒนาที่ดินของการรถไฟฯ แล้วนำรายได้มาลงทุนในโครงการดังกล่าวซึ่งจะไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินและการก่อหนี้สาธารณะซึ่งปัจจุบันมีจำนวนที่สูงมากแล้ว

4.โครงการนี้เป็นโครงการเพื่อสนับสนุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยปัจจุบันมีปัญหาอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งล้วนแต่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ เป็นการทำลายวิถีชีวิต ระบบเกษตร ระบบนิเวศน์ของพื้นที่โครงการ ประกอบกับ พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 มีหลายมาตราที่จะส่งผลเสียหายต่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน จึงเห็นควรให้ชะลอและทบทวนโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกทั้งระบบ โดยการมีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็น และร่วมตัดสินใจของประชาชนในทุกขั้นตอน และเสนอแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ประชาชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง

ข้อเสนอทั้งหมดนี้ มิได้มุ่งหวังเพื่อขัดขวางการพัฒนาประเทศ เพียงแต่มีเจตนาที่ดีต้องการให้มีความรอบคอบ มีความร่วมมือและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพราะประเทศที่พัฒนาแล้วจะมีความเข้มแข็งและยั่งยืนได้ ต้องเริ่มมาจากการมีส่วนร่วมในการเสนอรับข้อคิดเห็นและร่วมตัดสินใจในประเทศไทย รัฐธรรมนูญและ กฎหมายหลายฉบับ นโยบายของรัฐบาลที่ย้ำพูดย้ำประกาศถึงเรื่องธรรมาภิบาล อันจะนำประเทศไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” โดย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งหวังว่าข้อคิดเห็นข้อเสนอข้างต้นจะได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นขอให้พี่น้องประชาชน เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน คนรถไฟ ที่รักความเป็นธรรมต้องการเห็นบ้านเมืองพัฒนาไปบนพื้นฐานของความร่วมมือ การมีส่วนร่วม มีความรู้ มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุมีผล มีความยั่งยืน มีความสุขตามแนว “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”ของ“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร”ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะต้องร่วมมือสามัคคีกันเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์ประเทศชาติให้ถาวรสืบไป ด้วยพลังของพวกเรา ประชาชน

“ไม่ขัดขวางการพัฒนา แต่ การพัฒนาต้องไม่ฆ่าคน และเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนอย่างแท้จริง”

6 มีนาคม 2562
สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย(สร.รฟท.)
สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)
ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย(YPD)
สมาพันธ์คนงานรถไฟ(สพ.รฟ.)
ประชาคมคัดค้านการเช่าที่ดินมักกะสัน
ศูนย์ศึกษาพลเมืองภิวัฒน์
สถาบันสังคมประชาธิปไตย
เครือข่ายเพื่อนศิลปิน