แรงงานเหยื่อโควิด สุดช้ำไร้มาตรการคุ้มครอง

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

แรงงานเหยื่อโควิด ย้ำกฎหมายไม่คุ้มครองแรงงาน ทุกกลุ่มถูกทิ้งหลังไวรัสโควิดระบาด จนวันนี้ไม่มีคนป่วย แต่แรงงานถูกย่ำยี ลดค่าจ้างให้หยุดงาน ออกจากงานโดยไม่จ่ายชดเชย

ภาคีสังคมแรงงานสู้วิกฤตโควิด จัดเสวนาออนไลน์เรื่อง “เหยื่อโควิด วิกฤตฝ่าไฟแดงคุ้มครองแรงงาน” เมื่อวันศุกร์ 5 มิถุนายน 2563 ทาง https://www.facebook.com/voicelabour.org

นางสาวสุรินทร์ พิมพา คนงานหญิงสูงวัยจากโรงงานถุงเท้าย่านอ้อมใหญ่ กล่าวว่า ตอนนี้อายุ 63 ปี ค่าแรง 331 บาท โดยเริ่มทำงานเมื่ออายุ 17 ปี สาเหตุที่ได้ค่าจ้างขั้นต่ำเนื่องจากลางานบ่อยเพราะทำงานสหภาพแรงงาน ซึ่งถือเป็นงานที่ต้องเสียสละ การต่อสู้ด้านแรงงานนั้น ตนต่อสู้มาตั้งแต่ปี 2519 เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ ได้ไปเรียนรู้ซึมซับเรื่องสิทธิแรงงานและเข้ามาเป็นกรรมการสหภาพแรงงาน ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้น คือก่อนจะเกิดโควิด-19 การบริหารงานในสถานประกอบการเริ่มมีปัญหา ด้วยปัญหาเรื่องการตลาดและประสบการณ์การบริหารที่ปรับคนใหม่ ซึ่งเป็นรุ่นลูกเข้ามาดูแล การไม่มีเงินทุนซื้อวัตถุดิบ ทำให้ต้องปรับตัวรับจ้างผลิตหางานข้างนอกมาผลิตเพื่อหล่อเลี้ยงให้มีงานทำ

ก่อนเกิดเชื้อระบาดโควิดสถานการณ์ในบริษัทฯ เงินเดือนลูกจ้างก็ออกไม่ตรงเวลา ส่งผลให้บริษัทตัดสวัสดิการลูกจ้างเช่น ข้าวสาร ไม่ปรับเงินขึ้นประจำปี คนงานเกษียณอายุจ่ายเงินเกษียณไม่ครบตามกฎหมาย มีการผ่อนส่ง เงินสะสมที่สะสมไว้ตั้งแต่ปี 2528 ขอยกเลิกแต่นายจ้างไม่มีเงินคืนให้คนงาน สุดท้ายสหภาพแรงงานได้ไปร้องเรียนโดยยื่นหนังสือต่ออธิบดีสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ให้ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับคนงาน ซึ่งถูกปิดงานมาเป็นเวลา 3 เดือนแล้วในช่วงแรกนายจ้างแจ้งลูกจ้างว่า หยุดกิจการชั่วคราวโดยใช้มาตรา 75 กฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่นายจ้างไม่ได้ประกาศ โดยอีเมลแจ้งไปที่สวัสดิการแรงงาน จังหวัดนครปฐม ต่อมาวันที่ 11 เมษายน2563 นายจ้างได้ประกาศหยุดงานชั่วคราวโดยให้ไปรับเงินชดเชยจากประกันสังคม 62% อ้างเหตุสุดวิสัยไวรัสโควิด-19 ตามที่สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงานมีประกาศ ทั้งแรงงานไทยและแรงงานพม่า ซึ่งแรงงานพม่าก็มีปัญหานายจ้างไม่จ่ายสมทบประกันสังคม เข้ากองทุนซึ่งเป็นปัญหาแรงงานข้ามชาติไม่ได้รับสิทธิจึงพาไปร้องทุกข์ด้วยกันเพื่อให้กระทรวงแรงงานเข้ามาดูแล

ช่วงนี้ที่หยุดงานมีการรวมกลุ่มกันเพื่อหารายได้ช่วยกันทำพรมเช็ดเท้าขาย ซึ่งก็พอได้เงินมาใช้จ่ายซื้อหาอาหารบ้าง แต่ตอนนี้ก็ยังกินข้าวคลุกน้ำปลาอยู่บ้างเวลาไม่มี ส่วนภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และมูลนิธิต่างๆได้นำถุงยังชีพมาแจกให้กับคนงานที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งช่วยได้บ้าง

หากให้มองไปรอบๆในอุตสาหกรรมย่านอ้อมน้อย -อ้อมใหญ่ สภาพปัญหาเกิดขึ้นจำมากในช่วงโควิด-19 บางโรงงานสั่งหยุดวันเสาร์-อาทิตย์ โดยไม่จ่ายค่าแรง มีจำนวนมากที่นายจ้างปรับสภาพการจ้างใหม่โดยไม่ได้สนใจเรื่องการละเมิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ ซึ่งได้มาร้องทุกข์ให้ทางกลุ่มสหภาพแรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ช่วยดำเนินการพาไปร้องให้สวัสดิการแรงงานจังกวัดเข้ามาให้ความช่วยเหลือ แต่ด้วยแรงงานจำนวนมากไม่มีสหภาพแรงงานจึงไม่กล้าที่จะนำเรื่องไปร้องต่อสวัสดิการแรงงานโดยตรง และปัญหาใหญ่ที่อยากรัฐช่วย ซึ่งเป็นปัญหาร่วมคือ ให้ยกเลิกระบบการจ้างงานแบบเหมาค่าแรงเพื่อสร้างความเท่าเทียมด้านการจ้างงานให้เป็นสภาพการจ้างงานแบบเดียว และอีกข้อคือเรื่องการว่างงาน ไม่อยากให้เอาเงินว่างงานประกันสังคมมาใช้ ในช่วงโควิด-19 ควรจะนำเงินส่วนอื่นของรัฐบาลมาช่วย ไม่อยากให้นำเงินประกันสังคมมาใช้โดยผิดวัตถุประสงค์แบบนี้

นายสุทัศน์ ประจง ลูกจ้างเหมาค่าแรง กล่าวว่าทำงานที่บริษัทชิ้นส่วนยานยนต์ แถวกิ่งแก้ว ซึ่งทำงานในบริษัทรับเหมาค่าแรง ปัญหาคือ มีการเปลี่ยนสับเปลี่ยนบริษัทซับคอนแทรคให้ตนอยู่บ่อยราว 4 -5 บริษัทจำไม่ค่อยได้ โดยการปรับเปลี่ยนแต่ละครั้ง ทางบริษัทจะเพิ่มให้ครั้งละ 10 บาท จากค่าแรงขั้นต่ำตามที่มีการประกาศปรับ หรือได้ส่วนต่างแค่ตามที่มีการปรับให้ย้ายไปทำสัญญาจ้างกับบริษัทซับคอนแทรคภายในบริษัทที่ทำงานเท่านั้น โดยเรียกว่าเป็นค่าทักษะ และได้ทำงานล่วงเวลา(OT) ซึ่งก่อนที่จะให้ออกจากงาน ก็ทำงานในบริษัทชิ้นส่วนแห่งนี้มาราว 12 ปี โดยคิดว่าทำงานดีมาตลอด คิดว่าไม่ได้ทำผิด แต่นายจ้างคัดเอาออกจากงานโดยไม่ได้กระทำผิด ซึ่งตอนนั้นถูกเรียกตัวไปทางบริษัทบอกแค่ว่า “ไม่มีงานให้ทำต้องการลดคนงาน” เขาให้ออกแต่ไม่ได้เลิกจ้าง นายจ้างเขาให้ตนเขียนว่า “หมดสัญญาจ้าง” ตอนนี้ไปแจ้งประกันสังคมไว้ ว่าหยุดกิจการชั่วคราว ใช้มาตรา 75 จ่ายค่าจ้าง 75% ซึ่งทางบริษัทจ่ายเงินล่วงหน้าแค่ 15 วัน ต่อมาได้รับความช่วยเหลือจากคุณมงคล ยางงาม ทำให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อ ซึ่งประเด็นอยู่ที่ว่า มีบางคนที่ทำงานที่เดียวกันทำงานมา 9  ปีบริษัทจ่ายเงินให้ 90 วัน แต่ทำไมตัวเองได้เงินแค่ 15 วันเท่านั้นทั้งที่ทำงานมา 12 ปี จึงมองว่าไม่เป็นธรรม ตอนนี้ได้ร้องไปที่สวัสดิการแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ขอฟ้องร้อง 4 บริษัทซับคอนแทรคที่ได้ทำสัญญาจ้างต่อกันมา 12 ปี มองว่า เป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่มีความชัดเจน เป็นปัญหาที่รัฐจะต้องเข้ามาช่วยด้วย

ตอนนี้ไม่คิดจะกลับเข้าไปทำงานอีกแล้ว เพราะอายุมากแล้ว ส่วนช่วงฟื้นฟูก็คิดจะกลับบ้านไปหาค้าขาย ถ้าได้เงินค่าชดเชย สำหรับเป็นทุน ส่วนสหภาพที่มีอยู่ในบริษัทไม่ได้ช่วยเหลืออะไรคนงานซับคอนแทรคที่ทำงานด้วยกัน อาจเพราะไม่ได้เป็นสมาชิก ซึ่งรู้สึกเสียใจที่โดนให้ออกจากงานโดยที่ไม่ได้ตั้งตัว และอยากให้รัฐช่วยคนรุ่นใหม่ ขออย่าให้มีพนักงานซับคอนแทรคอีกเลย โดยให้ออกกฎหมายไม่ขาดไม่ลา ไม่สายให้บรรจุเป็นพนักงานประจำเพื่อมีหลักประกันความมั่นคงในอนาคต

นายมงคล ยางงาม นักจัดตั้งสหพันธ์แรงงานยานยนต์ และกลุ่มแรงงานเพื่อสังคม กล่าวว่า สถานการณ์วิกฤตโควิดต้องยอมรับว่า เห็นใจทั้งลูกจ้างและนายจ้าง แต่ที่ผ่านภาครัฐออกนโยบายมาเป็นการโอบอุ้มกลุ่มทุนมากกว่า จากประกาศกฎกระทรวงที่กระทรวงแรงงานออกมาอย่างโควิด-19 เป็นเหตุสุดวิสัย หากนายจ้างหยุดงานด้วยเหตุนี้ให้ใช้สิทธิประกันสังคมกรณีว่างงาน 62%ได้ กลายเป็นช่องทางหนึ่งที่นายจ้างเอาไปใช้เพื่อลดต้นทุนของตัวเองจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง75% ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งมีกรณีหนึ่งคือนายจ้างสั่งลงโทษพักงาน 30 วันไม่จ่ายค่าจ้าง แต่พอไปยื่นคำร้องกลับบอกลูกจ้างว่า ให้ใช้เหตุสุดวิสัย มันไม่ได้ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์ของประกันสังคม

นอกจากนี้การละเมิดสิทธิแรงงานที่เกิดขึ้นมากในช่วงไวรัสโควิด-19 พอลูกจ้างออกมาเรียกร้องก็จะถูกมองว่า ไม่เห็นใจบริษัท กลายเป็นว่า ลูกจ้างผิดอีก ตอนนี้นายจ้างใช้มาตรการหักคอลูกจ้างขอลดเงินเดือน เป็นสัญญาจ้างแบบปลายเปิด พอลูกจ้างยินยอมนายจ้างก็จะหาเหตุเลิกจ้างและจ่ายค่าชดเชยน้อยลง เพราะใช้อัตราการเลิกจ้างสุดท้าย เพราะลูกจ้างยินยอม นายจ้างจึงใช้สถานการณ์แบบนี้ใช้เป็นเครื่องมือในการเอาเปรียบลูกจ้างแบบชอบธรรม ซึ่งในช่วงนี้ที่กระแสเข้าทางนายจ้าง ซึ่งกรณีที่ลูกจ้างได้รับผลกระทบมากที่สุด คือลูกจ้างรับเหมาค่าแรงที่ถูกสัญญาจ้างเอาเปรียบซ้ำซ้อนมากขึ้น เป็นลูกจ้างที่มีการจ้างงานกำหนดระยะเวลาแน่นอนซ้ำเข้าไปอีก แม้ว่ากฎหมายคุ้มครองแรงงานจริงๆแล้ว กำหนดว่า การทำงานประเภทอุตสาหกรรมที่ทำอยู่ไม่ถือว่า เป็นสัญญาจ้างที่แน่นอนแต่นายจ้างก็เอามาใช้ก่อนเผื่อลูกจ้างไม่รู้สิทธิ หรือไม่กล้าที่จะร้องเรียน เมื่อสิ้นสุดสัญญาจ้างแล้วก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่ต้องเสียอะไรเลย ส่วนการทำสัญญาจ้างแบบต่อเนื่องต้องมีการพิสูจน์ ฉะนั้นให้นับทุกช่วงของสัญญาจ้างเข้าด้วยกัน และนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย ตามอายุงาน

ดังนั้นในช่วงนี้นายจ้างถือโอกาสปรับลดองค์กร ซึ่งหลายบริษัทกำลังต้องการใช้หุ่นยนต์มาช่วยอยู่ด้วย แบบนี้มีมาก ส่วนกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างมีการจ่ายค่าชดเชยแบบผ่อนส่งก็มีมากขึ้นเช่นกัน แต่อยากฝากไว้ด้วยว่า ให้ลูกจ้างประเมินสถานการณ์ของนายจ้างด้วยว่า การที่เขาจ่ายค่าชดเชยแบบผ่อนนั้น นายจ้างจะอยู่รอดถึง 10 เดือนหรือไม่ หากจะยินยอมผ่อนก็ให้ระยะเวลาผ่อนสั้นที่สุด ส่วนบทบาทรัฐที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องได้ อยากให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เข้าไปมีบทบาทเชิงรุกดูแลด้านสิทธิคนงานอย่าให้ถึงเหตุแก้ไขไม่ได้ เพราะว่า รู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์แบบนี้จะต้องมีการละเมิดสิทธิ์ ทั้งในเรื่องของเหตุอันจำเป็นตามมาตรา 75 เรื่องการปิดกิจการชั่วคราว ถ้าทำงานเชิงรุกก็ควรต้องเชิญนายจ้างมาพูดคุยด้วย ไม่ใช่สุดท้ายสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเลือกที่จะแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า เมื่อมีลูกจ้างมาร้องก็แก้ปัญหาเท่านั้น ควรจะเข้าไปอธิบายสิทธิต่างๆ โดยให้พนักงานตรวจแรงงานเข้าไปเคลียร์

สุดท้ายมองว่า ในอนาคตโครงสร้างสหภาพแรงงานจะเล็กลงแน่นอน การจ้างงานแบบเหมาค่าแรงจะได้รับผลกระทบมากสุดในสถานการณ์แบบนี้ ขณะเดียวกันอนาคต รัฐบาลจะต้องส่งเสริม ธุรกิจเล็กๆ ส่งเสริมการสร้างงาน จะต้องเข้าไปจัดการธุรกิจผูกขาดเพื่อไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่กดธุรกิจขนาดเล็ก และควรมีการส่งเสริมการรวมตัวกันอย่างชัดเจน โดยการให้การรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87และ 98 ว่าด้วย สิทธิในการรวมตัว และเจรจาต่อรองร่วมต้องได้รับการคุ้มครอง

นางสาวขวัญจิต แผ้วสอาด กรรมการลูกจ้างบริษัทแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ทำงานในบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์มา 28 ปีแล้ว ทางบริษัทอ้างว่า ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจในช่วงไวรัสโควิด-19 นายจ้างจึงปิดกิจการชั่วคราวบางส่วน โดยกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 75 ให้ลูกจ้างบางส่วนหยุดงานรับค่าจ้าง 75 % และมีลูกจ้างส่วนหนึ่งถูกเลิกจ้างเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2563 จำนวน 94 คน เป็นสมาชิกสหภาพ 93 คน โดยเดิมบริษัทมีลูกจ้าง 300 คน เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน 179 คน หลังจากมีการเลิกจ้าง ก็มีสมาชิกสหภาพแรงงานบางส่วนขอลาออกจากการเป็นสมาชิก เนื่องจากมีกระแสมาว่า ถ้าอยากอยู่ทำงานต่อให้เคลียร์ตัวเอง จึงทำให้เข้าใจว่า ต้องออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานแล้วจะได้ทำงานอยู่ต่อในบริษัท

ตอนนี้กรรมการลูกจ้างและกรรมการสหภาพแรงงาน ตอนนี้ส่วนหนึ่งอยู่นอกบริษัท ตอนนี้เหลืออยู่ที่ยังไม่ได้กลับเข้าไป 30 คน ได้มีการส่งข้อความส่วนตัวให้เข้าไป โดยผู้จัดการบริษัท ส่วนลูกจ้างเหมาค่าแรงถูกส่งกลับบริษัทต้นสังกัดหมดซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรบ้างตกงาน หรือว่าถูกส่งไปทำงานที่ใหม่ ส่วนในไลน์การผลิตตอนนี้ก็ผลิตตามปกติ และใช้พนักงานส่วนออฟฟิตไปช่วยในไลน์การผลิตหลังที่มีการเอาคนงานในไลนืผลิตออกไป สำหรับความเดือดร้อนในช่วงนี้ก็จะมีเรื่องต้องส่งเงินให้ครอบครัว และค่าผ่อนชำระอื่นๆ ก็กระทบต่อการดำเนินชีวิตพอสมควร ซึ่งอยากให้รัฐเข้ามาดำเนินการช่วยเหลือ เข้ามาตรวจสอบในบริษัทบ้างว่ามีการเอาเปรียบ หรือละเมิดสิทธิแรงงานหรือเปล่า พอเรายื่นเรื่องร้องเรียนไปรัฐก็จะอุ้มแต่นายจ้าง

นางสาวศิริจรรยาพร แจ้งทองหลาง เลขาธิการสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ไทย(วายเอสภัณฑ์) กล่าวว่า หลังจากที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ทางผู้ใช้แรงงานก็ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเต็มที่ แต่พอเริ่มมีการคลี่คลาย จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงตรวจแทบไม่พบแล้วในประเทศไทย ที่พบเชื้อก็จากคนที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเท่านั้น แต่สิ่งที่สวนทางคือตัวเลขคนงานที่ถูกละเมิดสิทธิ์ ถูกเลิกจ้างโดยอาศัยสถานการณ์ระบาดโควิดกลับมีมากขึ้น รวมถึงการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เปราะบาง ซึ่งตนทำงานอยู่ในโรงงานตอนนี้เริ่มคิดว่า ชีวิตเริมไม่มีความมั่นคงในอาชีพแล้ว ไม่ว่า จะเป็นพนักงานรายวัน พนักงานประจำ หรือแม้แต่กระทั่งพนักงานเหมาค่าแรง ซึ่งเมื่อก่อนมองว่า ความไม่มั่นคงจะมีแต่ในแรงงานเหมาค่าแรง แต่ตอนนี้มันรวมกันไปหมดแล้ว

ในส่วนของสหภาพแรงงานที่สังกัดอยู่ คือสหภาพแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ได้มีการพูดคุยกันทางบริษัทมาอยู่แล้วว่า จะเริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านจากระบบสันดาปไปสู่ระบบรถไฟฟ้าใช้ระบบAI ซึ่งยังไม่ทันได้ไปสู่ตรงนั้นก็เกิดเหตุการณ์เชื้อระบาดโควิดซะก่อน ก็ทำให้หยุดชะงักไปทุกภาคส่วน จึงได้มีการปรึกษากับบริษัทที่เราทำงานว่า จะช่วยพนักงานอย่างไรบ้าง เนื่องจากผลกระทบที่พบคือ ออเดอร์ที่ผลิตเริ่มลดลง OTไม่มี ทำให้งานน้อยลง จึงมีการหยุดกิจการชั่วคราวบางส่วนตั้งแต่เดือนเมษายน2563 เริ่มมีการหยุด และปรึกษาหารือกับสหภาพแรงงาน เพื่อช่วยเหลือกัน ซึ่งตกลงลดค่าแรงเหลือ 80 % ในส่วนที่จำเป็นต้องหยุดงานและในที่สุดบริษัทประกาศ 75 % เป็นระยะจนล่าสุดถึงสิ้นเดือนมิถุนายน2563 ส่วนที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ พนักงานรายวัน เพราะหากวันไหนไม่ได้ทำงานก็จะไม่ได้ค่าจ้าง ทางสหภาพแรงงานพยายามปรึกษากับหัวหน้างานให้จัดระบบผลัดเปลี่ยนกันไปทำงาน เพื่อจะให้พนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้น หรือแล้วแต่ความสมัครใจของพนักงานด้วย

ส่วนที่ไม่อยากให้กระทบเลยคือ สวัสดิการใดๆที่มีการจ่ายเป็นประจำอยู่แล้วอย่างเช่น ค่าครองชีพ ค่าเช่าห้อง ค่ากะ อื่นๆเหล่านี้ ไม่อยากให้บริษัทตัดสวัสดิการ สหภาพฯขอให้คงเดิมไว้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนพนักงานได้บ้าง ทั้งนี้จะต้องมีการปรึกษาหารือกันกับนายจ้างให้ชัดเจน

ส่วนภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยเหลือนั้น มองว่า ภาครัฐควรทำงานเชิงรุกให้มากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยช่องให้นายจ้างเข้ามาฉวยโอกาส เพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายทั้งๆที่ ถ้าไปตรวจสอบดูทุนจดทะเบียน จะเห็นว่า กำไรมีมากกว่าเสียอีก ซึ่งตรงนี้เองรัฐบาลก็ควรจะมีแบบสอบถามแบบฟอร์มให้สถานประกอบการกรอกเพื่อรายงานสถานการณ์ภายในบริษัทเป็นระยะๆ ภาครัฐต้องลงพื้นที่ด้วย เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งการลงพื้นที่ก็ต้องมีการป้องกันอย่างเต็มที่

ส่วนสถานประกอบการก็ต้องมีมาตราการอย่างเข้มงวดเหมือนกัน แต่ถ้าภาครัฐไม่ได้ทำงานเชิงรุก ถ้ามีลูกจ้างไปร้องเรียนรัฐจะต้องควรจะให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ไม่ต้องรอให้ลูกจ้างรอทั้งๆที่รัฐสามารถที่จะตรวจสอบออกคำสั่งได้เลย ไม่ว่าจะเป็นค่าจ้างค้างจ่าย เงินชดเชย หรือการละเมิดสิทธิอื่นๆ

ส่วนข้อเสนอ ในอนาคตคาดการณ์ว่าจะต้องมีเหตุการณ์วิกฤตแบบนี้อีกอาจจะเป็นเรื่องใหม่หรือเรื่องเดิม ก็เลยอยากเสนอว่ารัฐบาลควรออกกฎหมายไว้เลยว่า ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้เงินที่จะนำมาจ่ายต้องเป็นเงินนายจ้างที่จะต้องจ่ายก่อน หรืออาจจะต้องทำเป็นกองทุน เป็นเงินประกันไว้ในกรณีแบบนี้ และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงานก็ต้องจัดฝึกฝีมืออาชีพทางเลือกให้กับกลุ่มลูกจ้างที่เขาอาจจะไปต่อไม่ได้ในสายงาน หรือกลุ่มที่ลดลงอาจด้วยกระบวนการผลิตหรือว่าออร์เดอร์ที่มันหายไปในอนาคต ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องมีมาตรการรองรับอย่างชัดเจน

ส่วนที่ไหนมีสหภาพแรงงานก็ควรคิดว่าจะเจรจาข้อเรียกร้องอะไรที่มันจะมารองรับในอนาคตหากต้องออกจากงาน เช่น ค่าชดเชยมากกว่าที่รัฐกำหนด ซึ่งการเรียกร้องอาจจะไม่เรียกร้องแค่โบนัส เงินขึ้นอย่างเดียวเท่านั้นควรคิดไปถึงว่าถ้าต้องออกจากงานจะต้องมีอะไรมารองรับให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ ซึ่งที่สำคัญคือ การรวมตัวกัน ไม่ว่าจะเป็นเหมาค่าแรงต่างๆก็สามารถจัดตั้งสหภาพได้จะได้ยื่นข้อเรียกร้องเพื่อปกป้องสิทธิตัวเองได้