แรงงานเสนอนักการเมืองพูดแล้วต้องทำได้จริง

คสรท. จับ 5 ตัวแทนพรรคการเมืองเซ็นสัญญาประชาคม มัดแน่น เป็นรัฐบาลต้องทำให้ได้ ภูมิใจไทยกับรักประเทศไทยล่องหน เบี้ยวไม่ยอมเข้าร่วม นักวิชาการชี้เพิ่มค่าแรงไม่ใช่ทำได้ง่ายๆอาจแค่นโยบายขายฝัน

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)โดยการสนับสนุนของแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานได้จัดเวทีสมัชชาแรงงาน “จุดยืนและข้อเสนอต่อนโยบายด้านแรงงานของพรรคการเมือง” ณ โรงแรมรัตนโกสินทร์ กทม.เมื่อวันที่ 21มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา โดยเชิญพรรคการเมืองเข้าร่วมทั้งหมด 7 พรรคได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา ส่วนพรรคภูมิใจไทยและพรรครักประเทศไทยไม่ส่งตัวแทนมาเข้าร่วม

รูปแบบในการจัดเวทีสมัชชาแรงงานครั้งนี้จะให้ผู้แทนคนงาน 9 คนถามคำถามคนละ 1 ข้อ ให้ทุกพรรคการเมืองที่เข้าร่วมได้ตอบคำถาม และแสดงนโยบายด้านแรงงานของแต่ละพรรค โดยมีนางสุนี ไชยรส รองประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นผู้ดำเนินรายการสำหรับคำถามทั้ง 9 ข้อได้แก่

1.  ความชัดเจนในเรื่องการทำสัตยาบันรับรองอนุสัญญาILO ฉบับที่ 87และ98 ที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง

2.ความชัดเจนในเรื่องกองทุนประกันสังคม

3.ความชัดเจนในเรื่องการคุ้มครองสิทธิแรงงาน

4.ความชัดเจนในเรื่องสถาบันส่งแสริมความปลอดภัยอาชีวะอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน

5.ความชัดเจนในเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

6.ความชัดเจนในเรื่องการแก้ไขพ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์

7.ความชัดเจนในเรื่องการให้คนงานมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนในพื้นที่ในเขตที่ตนเองทำงาน

8.ความชัดเจนในเรื่องค่าจ้าง

9.ความชัดเจนในเรื่องแรงงานข้ามชาติ

สำหรับประเด็นที่มีการจับตามองกันมากคือประเด็นค่าจ้าง ซึ่งแต่ละพรรคได้นำเสนอตัวเลขที่แตกต่างกันไปโดยพรรคเพื่อไทยเสนอตัวเลขที่300บาท/วันและเพิ่มเงินเดือนให้ผู้ที่จบปริญญาตรี15,000/เดือนและต้องทำให้คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดฝ่ายลูกจ้างเป็นตัวแทนลูกจ้างอย่างแท้จริง ซึ่งต่างจากพรรคการเมืองใหม่ที่ให้ยกเลิกคณะอนุกรรมการค่าจ้างโดยให้เหตุผลว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีตัวแทนลูกจ้างจริงๆในทุกจังหวัดเมื่อเทียบสัดส่วนสหภาพแรงงานในประเทศไทยส่วนเรื่องค่าจ้างตนเห็นว่าควรอยู่ที่ 420บาท/วัน และควรเท่ากันทั่วประเทศ ต้องไม่ลืมว่าค่าสิ่งของอุปโภคบริโภคอยู่จังหวัดไหนก็เท่ากันคนทำงานลักษณะเดียวกันควรที่จะได้ค่าจ้างเท่ากันและต้องมีโครงสร้างค่าจ้างที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาฝีมือแรงงานไม่ต้องห่วงว่าผู้ประกอบการsme จะอยู่ไม่ได้ถ้าคนงานมีเงินก็มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยทางด้านพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินเสนอตัวเลขที่ 400บาท/วันแต่ไม่ควรขึ้นครั้งเดียวแต่ควรขึ้นที่ละขั้น ขั้นละ 50 บาทเมื่อมีรายได้ดีรัฐก็จะมีรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มจากการจับจ่ายใช้สอยของคนงานส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาเสนอ 300บาทเท่ากันทั้งประเทศและมีความเห็นว่าค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเพียงค่าจ้างที่ให้กับลูกจ้างแรกเข้าถึง1ปีดังนั้นจึงไม่น่าจะกระทบนายจ้างมากนักทางด้านพรรคประชาธิปัตย์เสนอขึ้นค่าจ้าง25%ภายใน๒ปีเพราะจะเป็นการช่วยผู้ประกอบการให้อยู่ได้ด้วยและน่าจะทำได้จริง

จากนั้นช่วงบ่ายเป็นเวทีของนักวิชาการวิเคราะห์นโยบายที่แต่ละพรรคได้นำเสนอไปในช่วงเช้ามีนักวิชาการ4ท่านได้แก่รศ. แล ดิลกวิทยรัตน์ รศ.มาลี  พฤกษ์พงศาวลี รศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คุณสารี อ๋องสมหวัง ดำเนินรายการโดยนายจเด็จ เชาว์วิไล 

เริ่มที่ รศ.แล ได้ชี้ให้เห็นว่าตัวแทนพรรคการเมืองที่มาส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจปัญหาของคนงานยกเว้นที่มาจากสายแรงงานอาจเพราะปัญหาของคนงานยังไม่ได้ถูกเผยแพร่เท่าที่ควรจึงเป็นโจทย์ที่ขบวนการแรงงานเองต้องทบทวนเช่นกันดูจากนโยบายที่แต่ละพรรคเสนอเช่นเรื่องของค่าจ้างที่เสนอตัวเลขมาอาจเป็นไปไม่ได้เพราะต้องไม่ลืมว่าเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำมีคณะกรรมการค่าจ้างคอยพิจารณาไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะชี้นิ้วสั่งให้ปรับก็ปรับได้เลยทันทีส่วนเรื่องการปรับฐานเงินเดือนของผู้ที่จบปริญญาตรีเป็น15,000บาทนั้นคงเป็นไปไม่ได้ถ้าจะทำได้ก็ต้องกำหนดไว้ในฐานเงินเดือนข้าราชการต้องขึ้นอยู่ที่ตลาดแรงงานเป็นหลักก่อนที่รศ.แล จะกล่าวทิ้งท้ายว่า“หลายเรื่องผมคิดถึงวิธีปฏิบัติแล้วไม่น่าจะทำได้จริง”

ด้าน รศ.มาลี ได้แสดงความคิดเห็นว่า มีแต่นโยบายที่ฉาบฉวยไม่สามารถเชื่อมโยงเป็นระบบเป็นข้อเสนอแบบเบี้ยหัวแตกเป็นเรื่องของการให้สัญญาของนักการเมืองที่เป็นนายทุนมีระบบคิดที่สลับซับซ้อนมองถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับกลับคืนมา อยากให้ผู้เข้าร่วมลองกลับไปอ่านหนังสือบทสรุปของคณะกรรมการปฏิรูปจะเห็นข้อเสนอหลายๆอย่างที่เป็นประโยชน์อย่างมาก

ส่วนนางสารี เสนอให้ยกเลิกคณะกรรมการไตรภาคีและควรทำเรื่องค่าแรงให้เป็นเรื่องอัตโนมัติที่ไม่ต้องรอให้คนงานมาเดินขบวนประท้วงในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปและสมัชชาปฏิรูปขึ้นมาแต่ไม่เห็นนำข้อเสนอของทั้ง๒คณะมาใช้เป็นนโยบายเลยขณะที่พรรคเพื่อไทยพูดถึงอำมาตย์กับไพร่แต่ไม่เห็นมีนโยบายปฏิรูปที่ดินเลยควรมีนโยบายที่ลดความเหลื่อมล้ำไม่ใช่นโยบายที่คิดแต่จะใช้ภาษีของประชาชน ความเสมอภาคและเป็นธรรมในเรื่องสุขภาพที่ประชาชนควรเท่าเทียมกันแต่ทำไมคนงานยังต้องจ่ายสมทบประกันสังคมเรื่องเจ็บป่วยอยู่ในขณะที่ประชาชนทั่วไปใช้บัตรทองและข้าราชการใช้สิทธิข้าราชการโดยไม่ต้องจ่ายเงิน ฉะนั้นคิดว่ารัฐสวัสดิการน่าจะเกิดขึ้นมาได้ถ้าหากทุกคนช่วยกัน

ทางด้าน รศ.สิริพรรณ มองว่าส่วนใหญ่เป็นนโยบายที่ได้ประโยชน์ระยะสั้นแต่จะสร้างปัญหาในระยะยาวขาดเป้าหมายในการพัฒนาขบวนการแรงงานให้มีทิศทางที่ชัดเจนเท่าทันการแข่งขันในเวทีโลกซึ่งกำลังจะเปลี่ยนขั้วอำนาจมาทางซีกตะวันออกในขณะที่การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานในประเทศไทยยังขาดการพัฒนาอย่างเป็นระบบหากอยากให้เกิดรัฐสวัสดิการก็ควรปฏิรูปเรื่องการผูกขาดทางการตลาดของกลุ่มทุนเก่าและทุนใหม่ควบคู่ไปด้วย ขบวนการแรงงานเองก็ควรมีเป้าหมายที่ชัดเจนเช่นบอกว่าคนงานมีเสียงอยู่จำนวนเท่านี้ควรจะต้องมีตัวแทนของคนงานเข้าไปนั่งเป็นปากเสียงในสภาให้ได้

จากนั้นเป็นการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งตัวแทนจากคนงานกลุ่มภาคตะวันออกได้แสดงจุดยืนในการสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ที่เป็นพรรคการเมืองของคนงานที่เข้าใจปัญหาของคนงานเป็นอย่างดี ตัวแทนจากกลุ่มอ้อมน้อยได้ตั้งข้อสังเกตว่า นโยบายอาจจะปฏิบัติไม่ได้จริง เพราะความไม่เป็นเอกภาพทางการเมือง ซึ่งต้องแบ่งปันผลประโยชน์กันขาดความจริงใจเห็นได้จากพ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ นักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านต่างก็สนับสนุน ที่ภาคประชาชนคัดค้านแต่ตอนนี้ มาบอกว่า สนับสนุนการรวมตัวและการเจรจาต่อรองส่วนเรื่องการเลือกตั้งสส.ในเขตที่ตนทำงานนั้น ทุกพรรคบอกว่า ทำได้ง่ายมากแต่ก็ไม่เห็นมีพรรคไหนเคยคิดทำเลยด้านตัวแทนจากแรงงานนอกระบบได้เรียกร้องให้คนงานรวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อจะได้เกิดพลังในการต่อรองและเปลี่ยนแปลง

มงคล  ยางงาม นักสื่อสารแรงงาน ศูนย์ข่าวอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ รายงาน