แรงงานหญิงเสนอ หยุดมองหญิงเป็นเครื่องหมายการค้า ผู้หญิงบริหารประเทศได้

ผู้ใช้แรงงานสระบุรีจัดเวทีรณรงค์ ให้ความรู้การมีส่วนร่วมทางการเมืองของผู้ใช้แรงงาน-สิทธิในการรับบริการจากรัฐ โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งแรงงานนอกระบบ ในระบบ เสนอแรงงานควรมีสิทธิเลือกตั้งนักการเมืองในพื้นที่อาศัย ไม่ควรกลับไปเลือกที่บ้านเกิด เพราะนักการเมืองบ้านเกิดช่วยไม่ได้ยามเดือดร้อน ทำให้ขาดการเข้าถึงทรัพยากรในพื้นที่ ได้รับการบริการจากภาครับ  แรงงานหญิงย้ำประเด็นผู้หญิงต้องมีส่วนร่วมทางการเมืองในการกำหนดนโยบาย ไม่ใช่ให้ผู้ชายไปออกกฎเสนอมั่วทั้งลาคลอด สงเคราะห์บุตรอย่าไม่เข้าใจ

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ร่วมกับกลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรีและใกล้เคียง ได้รับการสนับสนุนจากสภาพัฒนาการเมือง จัดเวทีรณรงค์ พิพิธภัณฑ์แรงงานไทยสัญจร สอนประวัติศาสตร์ สร้างสำนึกประชาธิปไตย ที่ตลาดมารวย (2) ตำบลตาลเดี่ยว อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมราว 200 คน บรรยากาศมีการจัดนิทรรศการ แจกเอกสารให้ความรู้เรื่องการเมือง ประชาธิปไตย และซีดีสารคดีเสียง วีดีทัศน์อีก 2 เรื่อง ซึ่งมีผู้สนใจจำนวนมาก รวมทั้งมีการตั้งคำถามแรงงานกับการเมือง ชีวิตแรงงานเกี่ยวกับการเมือง และการแสดงดนตรีโดยวงภราดรสลับการปราศรัยตลอดงาน

นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการมูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ได้กล่าวถึงโครงการพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยสัญจร เป็นการจัดเวทีรณรงค์ให้การศึกษาการเมืองกับคนเล็กคนน้อยที่เป็นแรงงานพื้นฐาน ให้เกิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิดประชาธิปไตยในมุมมองของผู้ใช้แรงงาน โดยมีการจัดแล้วในหลายพื้นที่ ทั้งเวทีแรงงานนอกระบบ เวทีแรงงานในระบบ เช่น กลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรีและใกล้เคียง สหพันธ์แรงงานโรงแรมและการบริการ ภูเก็ต สหภาพแรงานที่จังหวัดลำพูน การจัดงานเป็นเวทีเปิดให้ผู้สนใจทั่วไปได้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประชาธิปไตยในมุมมองของประชาชน แรงงานทุกกลุ่มในฐานะผู้สร้างประชาธิปไตย ซึ่งรูปแบบเวทีจัดในพื้นที่สาธารณะ ตลาดนัดในชุมชน กระจายเสียง ได้รับการตอบรับร่วมแลกเปลี่ยนตอบคำถามชิงรางวัลย์ รับเอกสาร ซีดีกันจำนวนมาก

“การมีส่วนร่วมทางการเมืองของคนงาน-สิทธิที่จะได้รับการบริการจากภาครัฐ”

นางธนันพร สมบรม แรงงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้กล่าวว่า ปัญหาแรงงานที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ ทั้งการเช่าบ้านอยู่ สวัสดิการพื้นฐานที่ไม่ได้รับเหมือนกับประชาชนในพื้นที่ทั้งที่เราก็เป็นคนที่ทำงานอยู่ในตำบลตาดเดี่ยว ไม่ได้รับการเหลียวแลจากนักการเมืองท้องถิ่น อาจเป็นเพราะพวกเราไม่มีสิทธิในการเลือกตั้งนักการเมืองท้องถิ่น ทำให้ไม่ได้รับความสนใจหากว่าไปแล้วผู้ใช้แรงงานคงเป็นได้แค่ประชาธิปไตยชายขอบที่ไม่มีนักการเมืองคนไหนเห็นความสำคัญ เพราะการเลือกตั้งในพื้นที่ไม่มีสิทธิ ต้องกลับไปเลือกตั้งที่บ้านเกิดซึ่งเป็นนักการเมืองไกลถิ่นพักพิงของผู้ใช้แรงงาน และแรงงานก็ไม่รู้จักว่านักการเมืองคนนั้นเป็นใครด้วยซ้ำไป การใช้สิทธิเลือกตั้งแต่ละต้องใช้เงินมากพอควรในการเดินทางกลับบ้านเกิด บางโรงงานไม่ยอมหยุดงานให้คนงาน ต้องลางานไปไม่ได้ค่าจ้างเสียรายได้ จ่ายค่ารถเลือกใครไม่รู้ เลือกทำไมไม่รู้ บางคนไม่ไปเลือกตั้งดีกว่า ทำให้เสียสิทธิในการร่วมลงลายมือชื่อเสนอกฎหมาย เช่นเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมาขบวนการแรงงานมีการล่าลายมือชื่อเสนอกฎหมายประกันสังคม

ทำให้ผู้ใช้แรงงานจำนวนมากเสียสิทธิในการเสนอกฎหมายตัวเอง นี่ก็เป็นผลเสียในการที่ผู้ใช้แรงงานที่ไม่ไปใช้ สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งถามว่าเป็นความผิดของแรงงานหรือระบบ ขอตอบว่าเป็นเพราะระบบไม่เอื้อ เช่น กรรมการการเลือกตั้งออกกฎระเบียบขอความร่วมมือให้นายจ้างอำนวยความสะดวกให้ไปใช้สิทธิ หากนายจ้างไม่สะดวกให้หยุดวันเดียวไปกลับต่างจังหวัดจะทันหรือ แม้ว่าให้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าได้ เป็นเพียงประชาธิปไตย 4 นาที หลับตากาไปเพราะไม่รู้จักหรือเลือกไม่ไปดีกว่าเลือกไปไม่เห็นประโยชน์

ข้อเสนอตนเห็นด้วยว่าควรมีการปรับสิทธิการเลือกตั้งให้ประชาชนที่ทำงาน หรืออาศัยอยู่พื้นที่ใดมีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนันในพื้นที่ที่ตนอาศัยอยู่ โดยมีการกำหนดระยะเวลาก็ได้ เพราะเราก็อยู่จังหวัดสระบุรีมา 10 กว่าปี แต่ยังต้องเดินทางไปเลือกที่ภาคอีสานอีก นโยบายต่างๆที่ลงไปเราก็ไม่ได้รับ หรือในจังหวัดสระบุรีมีนโยบายอะไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็แสดงความเห็นร่วมไม่ได้


นางบัณฑิตา  คุ้มแสร์  แรงงานนอกระบบ (แม่ค้าหน้าโรงงาน) เล่าว่า เป็นแม่ค้าที่ขายผลไม้อยู่ตามหน้าโรงงานได้เห็นชีวิตของแรงงานที่เข้าไปทำงานในโรงงาน ที่บางคนก็มีเงินบางคนก็ไม่มีเงิน ซึ่งเป็นเพราะมีงานล่วงเวลาทำหรือไม่มี แม่ค้าก็ไม่กล้าจะขายของแพงอยู่ร่วมกันไปอย่างเห็นเพราะเป็นคนต่างจังหวัดเหมือนกัน แต่สิ่งที่ดีของแรงงานในโรงงาน คือเขามีสวัสดิการ มีค่าจ้างแน่นอน และยังมีการเรียกร้องเพิ่มสวัสดิการเพิ่ม มีประกันสังคมแต่แม่ค้าไม่มีสวัสดิการอะไรเลย ค่าจ้างได้ต่อเมื่อเราขายของมีกำไร ซึ่งขายของกับแรงงานกำไรหายาก เพราะมาจากถิ่นฐานเดียวกันทั้งลดแลกแจกแถมช่วยเหลือกัน ลางวันกำไร บางวันขาดทุน

หากถามว่า แม่ค้าอย่างเราต้องการสวัสดิการหรือไม่ ตอบว่าอยากได้ทุกคน อย่างเช่นการประกันสังคมที่รัฐบาลประกาศนโยบายประชาวิวัฒน์ ตอนนี้ทุกคนรอเวลาในการที่จะเข้าไปอยู่ในระบบดังกล่าว ส่วนสิทธิอื่นการรักษาพยาบาล ถามว่าเราไม่ใช่คนในถิ่นนี้บัตรทองใช้ไม่ได้ เพราะไม่กล้าใช้ เพราะต้องรอฉุกเฉินก่อน ซึ่งในความจริงแล้ว พวกเราไม่เคยที่จะป่วยเพราะการเจ็บป่วยคือการขาดรายได้ แม้ว่ารักษาฟรีไม่เสียเงิน รัฐเคยถามว่าเราเข้าถึงสิทธินั้นไหม ขอตอบว่าไม่ถึง ส่วนใหญ่เราต้องรักษากันเองตามคลินิกเพราะไม่ต้องรอนาน หากไปหาหมอแต่ละครั้งใช้เวลาทั้งวันคงไม่ได้ และการเข้าสู่ระบบประกันสังคมรู้สึกว่าเราจ่ายการใช้สิทธิคงเร็วกว่า และก็ไม่ใช่คนไข้ฟรี รู้สึกดีกว่า การรักษาพยาบาลแบบบัตรทอง

“ประชาธิปไตย-บทบาทนักการเมืองท้องถิ่น-สิทธิที่จะได้รับการบริการจากภาครัฐ”

นายวิรัตน์ ด่านลำจาก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ตำบลเดี่ยว อำเภอแก่งคอย จังหวัด สระบุรี กล่าวว่า บทบาทการเมืองประชาธิปไตยกับการเมืองท้องถิ่นเป็นเรื่องที่มีการใช้สิทธิเลือกตั้ง ปัญหาคือชาวบ้านในชุมชนมักมองว่าการเลือกตั้งในท้องถิ่นเป็นเรื่องเล็กๆไม่ค่อยสนใจในการมาใช้สิทธิ หรือบางคนก็เงินไม่มากาไม่เป็น หรือบางส่วนมองว่าประชาธิปไตยแค่เรื่องกาบัตรเหลือตั้งแล้วจบ

ในความเป็นจริงระบบประชาธิปไตยคือการเลือกตัวแทน  การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ซึ่งในท้องถิ่นจะมีการทำประชาคมระดมความคิดกำหนดนโยบายการบริหารในท้องถิ่นนั้น แต่ชาวบ้านไม่ค่อยให้ความสนใจเข้าไปมีส่วนร่วมทำให้การกำหนดนโยบายท้องถิ่นไม่ตรงกับความต้องการอย่างที่เห็น เช่นชาวบ้านต้องการมีอาชีพ แต่ท้องถิ่นกับเอาไฟฟ้า ประปา ถนนหนทางมาให้ ทั้งที่คนไม่มีจะกินแล้ว อันนี้เป็นการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของชาวบ้าน แต่เพราะชาวบ้านเองไม่เข้าไปมีส่วนร่วมกำหนดลงมติในการประชุมประชาคม แต่เป็นไปได้ว่าชาวบ้านไม่รู้สิทธิว่าตนเองมีสิทธิกำหนดนโยบายท้องถิ่นได้

นายรวีโรจน์ บุษบา องค์การบริหารส่วนตำบลคลองเรือ อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี กล่าว่า ระบบประชาธิปไตยในประเทศไทยขณะนี้เป็นประชาธิปไตยทางอ้อม คือเลือกตัวแทนเข้าไปบริหารประเทศ กำหนดนโยบาย การบริหารประเทศ ออกกฎหมาย เสนองบประมาณลงมติ ซึ่งต่างกับท้องถิ่นที่อยู่ใกล้กับชุมชน ผู้ใช้แรงงาน มีการประชุมประชาคม การมีส่วนร่วมในการบริหารชุมชนตรงนี้ประชาชนจะมีส่วนร่วมกำหนดมากกว่าเป็นประชาธิปไตยทางตรงถือเป็นมติร่วมกันในชุมชน ฉะนั้นชาวบ้านควรต้องเห็นความเข้าไปมีส่วนร่วมอย่าปล่อยให้นักการเมืองท้องถิ่นกำหนดชีวิตเรา ควรเสนอความต้องการของเราให้นักการเมืองนำมาปฏิบัติแก้ไข หากไม่ทำก็ต้องทวงถาม หากไม่ทำต้องนำเรื่องร้องเรียนกดดันถึงนายยกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และร้องไปตามลำดับจนกว่าจะได้รับการแก้ไข แต่ส่วนใหญ่มักการเมืองท้องถิ่นจะทำตามมติประชาคม เพราะนั้นหมายถึงคะแนนเสียง และความต้องการของชาวบ้านจริงๆ

“ภาคแรงงานจะมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างไร?”

นายบุญสม ทาวิจิตร ประธานกลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรี และใกล้เคียงกล่าวว่า การเมืองเพื่อประชาชนจริงหรือไม่? ในความคิดของตนเกี่ยวข้องตั้งแต่เกิดจนตาย เริ่มตั้งแต่การตั้งครรภ์ของผู้หญิง เดิมคลอดลูกใช้หมอตำแย แต่ปัจจุบันต้องฝากท้องกับหมอและคลอดในโรงพยาบาล ใช้บัตรทองคลอดฟรี หากอยู่ในระบบประกันสังคมคลอดโรงพยาบาลประกันสังคม เพิ่มเงิน 13,000 บาท ทำไมต่างกัน

สิทธิประชาชนทุกคนได้รับคือบัตรทองรักษาฟรี ตั้งแต่เกิดจนตาย เกิดมาได้สิทธิทันที แต่ สิทธิผู้ประกันตน หรือผู้ใช้แรงงานในโรงงาน ต้องส่งสมทบ 3 เดือนขึ้นไปจึงเกิดสิทธิสามารถรักษาพยาบาลได้ คือ ระหว่างเดือนแรกห้ามเจ็บป่วยจนกว่าจะครบกำหนด 3 เดือนจึงป่วยได้ คำถามคือทำไมคนที่จ่ายเงินเพื่อประกันตนเองต้องรอเวลาครบกำหนดถึงมีสิทธิรักษา แต่ประชาชนทั่วไปใช้บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ฟรี เป็นความต่างกันทางด้านสิทธิ ซึ่งผู้ใช้แรงงานในระบบเองเริ่มมองแล้วว่าสิทธิที่มาช้าต้องรอนั้นไม่เป็นธรรม สิทธิเหล่านี้ถูกกำหนดขึ้นจากการเมือง ทัศน์ทางการเมือง ผู้บริหารประเทศที่เนินเรื่องกำไรขาดทุน เอาการบริหารแบบทุนมาจับแทนที่จะมองเรื่องสิทธิประโยชน์สำหรับผู้จ่ายเงินควรเป็นอย่างไร อย่างน้อยต้องเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาล โดยมองอย่างเป็นธรรมว่าเราจ่ายเงินไม่ใช่ผู้ป่วยฟรี

การเมืองเป็นผู้กำหนดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราทั้งเรื่องกิน นอน การใช้ชีวิต นำมันปาล์มที่สุดแพง ขาดตลาด นำมันเติมรถ เครื่องจักร ค่าแรง สวัสดิการทุกอย่างมาจากนโยบายการบริหารประเทศที่กำหนดโดยนักการเมือง ฉะนั้นผู้ใช้แรงงานต้องเรียนรู้ในการที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองการเลือกตั้งการกำหนดนโยบาย สิทธิในการเสนอกฎหมาย การมีส่วนร่วมตั้งแต่ท้องถิ่น จนถึงระดับชาติ หากแรงงานยังไม่มีสิทธิในการเลือกตั้งในถิ่นที่อยู่อาศัย ต้องกลับไปเลือกตั้งนักการเมืองในถิ่นที่เกิด ตามสำเนาทะเบียนบ้านการต่อรองระดับท้องถิ่น คงยาก แต่อย่างไรผู้ใช้แรงงานต้องมีการรวมตัวกัน เพื่อเสนอความต้องการทางการเมือง รวมกันเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างอำนาจการต่อรองทางการเมือง เพราะเราคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ

“ผู้หญิงกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง”

นางสาวธนพร วิจันทร์ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรีกล่าวว่า ผู้หญิงได้มีการเสนอการเมืองอย่างมีส่วนร่วม เช่นการกำหนดสัดส่วนผู้หญิงในทุกภาคส่วน โดยให้รัฐกำหนดเป็นนโยบาย เช่น คระกรรมการประกันสังคมควรมีสัดส่วนของผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดสวัสดิการด้วยไม่ใช่ให้ผู้ชายเข้าไปกำหนดเรื่องสิทธิการลาคลอด กำหนดเรื่องสงเคราะห์บุตรภายใต้ไม่รู้ว่าการเลี้ยงบุตรค่าใช้จ่ายมีอะไร ค่านมบุตรเท่าไร?

ประวัติศาสตร์ของผู้หญิงเป็นผู้ร่วมต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่การต่อสู้เรื่องสิทธิการทำงานให้คนทำงานทุกคนมีสิทธิในการทำงาน พักผ่อนและศึกษาหาความรู้ที่เรียกว่าระบบ 3 แปด ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงเนื่องจากค่าแรงที่สุดต่ำทำให้ต้องทำงานเกิน 8 ชั่วโมง ทั้งเวลาศึกษาหาความรู้ เวลาพักผ่อนไม่มีหากโรงงานไหนไม่มีOT (งานล่วงเวลา) คนงานลาออก หาโรงงานใหม่ที่มี OT ทำเป็นต้น ไม่มีนยาบายที่แก้ปัญหาค่าจ้างต่ำ ไม่มีนยาบายด้านการศึกษา เข้าไม่ถึงบทบาททางการเมือง ต้องกลับบ้านไปทำงานบ้าน เลี้ยงลูก ไม่มีศูนย์เลี้ยงเด็กต้องส่งลูกกลับต่างจังหวัดให้แม่เลี้ยงผู้หญิงอีกเป็นวงจรอุบาทว์แบบนี้

ผู้ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องหมายทางการค้า เป็นพริตตี้โชว์โน่นนี่สินค้าขาย หากเป็นผู้ชายโชว์ไม่น่าดู เห็นได้ตามโชว์รถ สินค้าต่างๆ และผู้หญิงเป็นเครื่องหมายทางกามรมณ์ เป็นผู้หญิงภาคบริการเสริฟอาหารชงเหล้า นวดช่วยผ่อนคลาย

ทางการเมืองปัจจุบันมีบางพรรคการเมือง และรัฐบาลได้ให้ผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมบ้าง แต่น้อยมาก แม้ว่าผู้หญิงจะมีบทบาทที่สร้างความเปลี่ยนแปลง ไม่เคยมีการกำหนดบทบาท หรือสัดส่วนผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมือง ถึงแม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดสิทธิความเท่าเทียมกันระหว่างหญิง ชาย กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้ได้รับค่าจ้างการจ้างงานที่เท่าเทียมกัน แต่เป็นเพียงกฎหมายที่ผู้หญิงต้องเรียกร้อง ซึ่งหากต้องการให้ผู้มีส่วนร่วมจริงควรมีการกำหนดสัดส่วนตั้งแต่ผู้หญิงในพรรคการเมือง ผู้หญิงในการลงสมัครเลือกตั้ง ผู้หญิงในการบริหารบ้านเมือง และควรเป็นผู้หญิงในทุกสาขาอาชีพด้วย เพื่อความเป็นตัวแทนคนทุกชนชั้น

ในการจัดเวทีครั้งนี้สร้างความสนใจให้กับพี่น้องผู้ใช้แรงงานและประชาชนที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในบริเวณตลาดอย่างมาก มีการร่วมตอบคำถาม แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นทางการเมืองสิทธิแรงงาน การประกันสังคม รวมทั้งมีข้อเสนอให้มีการกำหนดสิทธิการเลือกตั้งใหม่ ให้ผู้ใช้แรงงาน หรือประชาชนที่อาศัยที่ไหนมีสิทธิตั้งส.ส. ส.ว. และนักการเมืองท้องถิ่นที่นั้น เพื่อการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายระดับท้องถิ่น และการเข้าถึงสวัสดิการ
 

นักสื่อสารแรงงาน โครงการการพัฒนาสื่อ รายงาน