แรงงานยานยนต์ เตรียมพร้อมรับมือภาวะเศรษฐกิจโลก

นักวิชาการ ชี้รถไฟฟ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ยังพอมีเวลาปรับตัว ชวนนายจ้างปรับทักษะแรงงาน ด้านผู้จัดการพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย เสนอแรงงานต้องมียุทธศาสตร์ สร้างเอกภาพ เพื่อเข้มแข็งก็มีอำนาจต่อรอง และเป็นพลังนำทางสังคม โดยรวมต้องทำจริงหากจะก้าวสู่เวทีทางการเมือง สภาแรงงานยานยนต์ พร้อมรับมือภาวะเศรษฐกิจโลก จัดทำยุทธศาสตร์เพื่อความเข้มแข็ง วางแผนหาเพื่อร่วมทาง

โครงการสัมมนา กรรมการบริหาร และสมาชิกสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย หัวข้อ “การเตรียมความพร้อมสถานการณ์ยานยนต์ กับภาวะเศรษฐกิจโลก” เมื่อวันที่ 31 มกราคม และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ โรงแรมเมาเท่นบีช พัทยา ผู้เข้าร่วมประกอบด้วย คณะกรรมการบริหาร และสมาชิกกว่า 80 คน

นายมานิตย์ พรหมการีย์กุล ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการคัดเลือกกรรมการบริหารสภาฯชุดที่ 5 ซึ่งได้มาจากสหภาพแรงงานกว่า 90 แห่ง กรรมการบริหารต้องมาร่วมกันบริหารงานสภาฯ หลังจากที่ย่างเข้าปีที่ 13 ของการบริหารงาน ที่ผ่านมาได้รับการยอมรับจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันนี้ได้รับคัดสรรให้ไปเป็นกรรมการ คณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด)

แม้ว่า จะมาด้วยมาตรา 44 แต่ก็ได้มีความพยายามทำงานในบทบาทหน้าที่อย่างเต็มที่ ในการที่จะให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบสิทธิสวัสดิการประกันสังคม ทั้งเรื่องการขยายสิทธิการทำฟัน และเรื่องกรณีเกษียณอายุ และการรับเงินบำนาญ ทั้งการเจ็บป่วย การเสียชีวิต อย่างโรคที่ระบาดด้านไวรัสโคโรนา วันนี้มีการเสียชีวิตในประเทศจีนเพิ่มขึ้นเป็น 200 กว่าคนแล้ว และประเทศไทยเองก็พบคนป่วยเพิ่มขึ้น แม้ว่า อาจไม่เทียบเท่ากับโรคซาแต่ก็ถือว่า ต้องมีการเฝ้าระวัง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบอกเหตุถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจด้วย เนื่องจากประเทศจีนเองก็มีการสั่งปิดบางเมือง ที่มีการระบาด เพียง 3 เดือนที่ห้ามไม่ให้คนจีนออกนอกประเทศก็กระทบกับเศรษฐกิจในประเทศไทยแล้วกว่า 3 แสนล้านบาท ในการจัดงานทั้งสองวันนี้ก็หวังว่า จะทำให้เกิดการพัฒนาด้านศักยภาพ และส่งเสริมให้สภาฯเดินหน้าอย่างมีคุณภาพ และการเข้าสู่ระบบเทคโนโลยีใหม่เราก็ต้องพัฒนาตนให้ก้าวหน้ามากขึ้นวันนี้ขบวนการแรงงาน โดยสภาฯมีผู้แทนราษฎรเข้าไปเป็นผู้แทนในสภาผู้แทนราษฎรแล้วเราต้องใช้ช่องทางในการผลักดันทางการเมือง เพื่อผู้ใช้แรงงาน

 

รองศาสตราจารย์ ดร.กริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้บรรยายเรื่อง แนวโน้มเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมยานยนต์ ว่า ธนาคารโลกได้พยากรรณ์เปิดตัวเลขว่า เศรษฐกิจโลกจะเติบโต 2.5 เปอร์เซ็นต์ ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกลุ่มที่พัฒนาแล้วจะเติบโตลดลง คือโตน้อยลง แต่ขณะที่ประเทศที่กำลังพัฒนาโตขึ้น 4.1 เปอร์เซ็นต์ และเอเชียโตขึ้น 4.9 เปอร์เซ็นต์  จากการประเมินผลปีนี้ คาดว่า ประเทศจีนเศรษฐกิจโต ญี่ปุ่น อเมริกา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง ซึ่งถือเป็นประเทศคู่ค้ากับประเทศไทย และทิศทางราคาน้ำมันก็ลดต่ำลง

ส่วนค่าเงินบาทปีที่ผ่านมากเงินบาทแข็งตัว และปีนี้ก็อาจอ่อนตัวลงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหลายสถาบันมีการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์ตรงกันอยู่ที่ 30 บาท และกรณีสงครามทางการค้า คือประเทศจีน กับอเมริกาที่ทำกัน ด้วยทางสหรัฐอเมริกาเสียดุลการค้าให้กับจีน ซึ่งมีการทำนายว่า จะยืดเยื่อนไปอีก จากนักลงทุนญี่ปุ่นได้มีการคำนวณเรื่องการลงทุนแล้ว และในส่วนของทรัมป์เองก็ก็มีการทำการกีดกันทางการค้า ด้วยเขากำลังจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีใหม่ในเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งไทยเองก็ต้องระวังตัวหากอเมริกามองว่าประเทศไทยมีดุลการค้าสูงกว่า การส่งออกที่ผ่านมาสหรัฐฯยังเป็นตลาดที่ไทยยังสามารถส่งออกไปได้ ซึ่งระหว่างการทำสงครามการค้าของยักษ์ใหม่ทั้งสองประเทศ คือไม่ว่า จะเป็นสินค้าประเภท คอมเพรสเซอร์ แอร์ อาหาร ผลไม้ฯลฯ ในส่วนประเทศจีนก็มีการย้ายฐานการผลิตการลงทุนไปที่ประเทศเวียดนามมากที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งทอ เสื้อผ้า รองเท้า ส่วนไทยค่าจ้างสูงขึ้น จึงยังเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เงินเฟ้อในประเทศไทยยังไม่สูงมาก สินค้าไม่ได้มีราคาแพงขึ้น ซึ่งการเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำ อาจจะอิงภาวะเงินเฟ้อไม่ได้ อัตราดอกเบี้ยยังต่ำมาก ยังไม่ได้มีการปรับขึ้น การไหลเข้าไหลออกของเงิน การขยายตัวของเศรษฐกิจยังขยายตัวน้อยมาก รายได้ต่อหัว 2.6 เปอร์เซ็นต์ การเติบโตจึงไม่มากอยู่ที่ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และการส่งออกยังติดลบ 3เปอร์เซ็นต์ในปีที่แล้ว ส่วนการเติบโตด้านการส่งออกยังเท่าเดิม คนไม่ใช้จ่าย ไม่สามารถกระตุ่นเศรษฐกิจได้ เพราะคนไม่ใช่จ่ายด้วยรายได้ยังต่ำ ไม่กล้าใช้จ่าย ซึ่งสิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นคือการกระตุ้นด้วยมาตรการของรัฐด้านต่างๆ การออกนโยบายอย่างชิมช็อบใช้ บัตรสวัสดิการคนจน

การลงทุนของภาคเอกชนก็มีปัญหาด้วยนักลงทุนไม่ยอมลงทุน เขายังกังวลความไม่มั่นคงด้านเศรษฐกิจ ในโรงงานยังใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่ก็มีนักลงทุนจีนกับญี่ปุ่นที่มาลงทุนในEEC

ปี2020 นั้นสินค้าเกษตรจะส่งออกได้ราคามากขึ้น ด้วยปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น ทำให้เกษตรกรรมมีปัญหาด้านการผลิตเช่นกัน ทำให้การส่งออกข้าว ยางพาราได้ราคามากขึ้น ด้านอสังหาริมทรัพย์อ่อนแอมากขึ้น ภาคก่อสร้างแย่ลงด้วยไม่มีกำลังซื้อ ด้านท่องเที่ยวการเติบโตที่ผ่านมาคือนักท่องเที่ยวจีน อินเดียก็มาท่องเที่ยวเยอะมากขึ้น และรายได้ปีนี้เพิ่มมากขึ้น แต่ตอนนี้ปัจจัยของโรคระบาดไวรัสโคโรน่าจากอู่ฮั่น ประเทศจีน ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงมาก

การเติบโตของGDP นั้นโตขึ้น และการลงทุนเพียงนิดเดียว แต่ภาครัฐจะมีการเร่งการลงทุนใช้จ่ายการส่งออกไม่สูงขึ้นเงินเฟ้อเล็กน้อย และ การจ้างงานในภาคเกษตรเพิ่มขึ้น ภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 5 เท่านั้น หากมองดูระดับ ภาพรวมการจ้างงาน 4 กว่าคนการจ้างงานไม่เพิ่มขึ้น ตัวเลขการตกงานก็ยังไม่มาก ด้วยปี 2019 มีการเลิกจาก 4 แสนกว่าคน ปิดกิจการ1พันกว่าแห่ง  ในอุตสาหกรรมยานยนต์ มีคนงานตกงาน 5 พันกว่าคน แต่มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 1 หมื่นกว่าคน ผลผลิตจากอุตสาหกรรมมีการหดตัวในอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการผลิตได้รับผลกระทบการใช้อัตราการผลิตต่ำลง มีการใช้คู่มือแรงงานไม่เต็มศักยภาพใช้เพียง 75 เปอร์เซ็นต์ รถยนต์นั่งอัตราขาย ยังติดลบ แม้กระทั้งรถมอเตอรืไซค์ ก็ติดลบ การส่งออกของยานยนต์หดตัวติดลบมาโดยตลอดในปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจปีหน้าอาจไม่แย่กว่าเดิมแต่ก็อาจดีขึ้นเล็กน้อย ปีหน้าเศรษฐกิจไทย หรือเศรษฐกิจโลกยังทรงๆอยู่

นอกจากเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญในปีนี้ ปัจจัยเทคโนโลยีป่วนโลกมีเทคโนโลยีที่เข้ามาทำงานกับแรงงาน หรือใช้ทดแทนแรงงาน ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ยานยนต์จึงจะเจอทั้งปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี ซึ่งแรงงานไทยจะกระทบมากในส่วนที่จะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีที่จะทดแทนแรงงาน ซึ่งแรงงานต้องมีการรีสกิล อัพสกิล มีการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้ และหรือเป็นนายหุ่นยนต์ได้ หรือว่าต้องมีการเพิ่มทักษะให้ทำงานได้มากกว่านั้น เมื่อมีการเปลี่ยนงานใหม่

เรื่องสิ่งแวดล้อม ช่วงที่มีฝุ่นPM2.5 ก็มีคนเรียกร้องให้ใช้รถไฟฟ้าได้แล้ว จะมีการปรับการทำงานอย่างไรในการผลิตรถยนต์ ซึ่งจะมีการปรับตัวเริ่มจากไฮบริด และปลั้กอิน คือในอนาคตจะเป็นEV หรือBEV เป็นไฟฟ้า หรือว่าเป็นระบบไอน้ำ ซึ่งทางยุโรปเองมองว่า การปรับตัวด้านเทคโนโลยี ซึ่งอาจทำให้คนต้องตกงาน โดยมองว่า ไม่มีการจ้างงานบนโลกที่ตายแล้ว แต่ว่า การปรับเทคโนโลยีก็ต้องมีการดูแลแรงงานด้วย

การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ต่อไปรถยนต์จะเหมือนมือถือ คือ ทำทุกอย่างได้มีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต และต่อมารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีคนขับ เป็นระบบรถยนต์แชร์กันคือ ต่อไปไม่ต้องซื้อรถยนต์เป้นของตนเองแล้ว จะเป็นระบบการเช่ารถหรือแชร์รถกันใช้มากขึ้น โดยรถจะถูกใช้ 24 ชั่วโมงคนที่เป็นเจ้าของไม่ใช่รูปบุคคลแล้ว อาจเป็นรูปแบบธุรกิจซึ่งจะเปลี่ยนไปไม่ใช่การขายรถแต่เป็นการเช่า รถยนต์ไม่ใช่เครื่องจักร คนที่ทำจะเป็นโปร์แกรมเมอร์ที่ทำรถยนต์ คนที่ทำแผนที่ เซนเซอร์ รูปแบบการจ้างงานจึงต้องเปลี่ยนไป

อีก 10 หรือ20 ปีจากนี้ 2540 ลักษณะของรถยนต์จะเป็นอย่างไร รถยนต์จะมีทั้งระบบน้ำมัน รถยนต์ไฟฟ้า หรือรูปแบบอื่นๆ รถยนต์น้ำมันอาจยังมีแต่น้อยลง ตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้ามีกว่า 5 ล้านคัน ตอนนี้ที่ประเทศจีนมีรถยนต์ไฟฟ้าครึ่งหนึ่งคือ 2.3 ล้านคัน และบางส่วนก็อยู่ในยุโรป 1.2 ล้านคันท และอยู่ที่ อเมริกา 1.1 ล้านคัน โดยจำนวนรถจดทะเบียนสะสมจำแนกตามเชื้อเพลิง วันที่ 30 กันยายน 2562 รวม 40,385,957 คัน เป็นรถเบซิน-ไฟฟ้า 131,874 คัน เป็น ดีเซล-ไฟฟ้า 11,448 คัน เป็น LPG เป็นเบนซิน – ไฟฟ้า 34 และไฟฟ้า 1,933 คัน

ประเทศไทยก็จาก 40 ล้านคน มีที่จดทะเบียนใหม่ปี 2561รวม 3,093,791เป็นเบนซิน-ไฟฟ้า20,167 คัน ดีเซล-ไฟฟ้า 177คัน ไฟฟ้า 325 คันแบ่งเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เป็น 7 คน จำนวน 698,743 คัน เป็นเบนซิน-ไฟฟ้า 19,790 คัน ดีเซล-ไฟฟ้า 176คัน และไปป้า 57 คัน รถยนต์6. รับจ้างบรรทุกโดยสารไม่เกิน 7 คน จำนวน 14,844 คัน เบนซิน-ไฟฟ้า 25 คัน ไฟฟ้า 50 คัน และร.12 รถจักรยานยนต์ 1,942,494 คัน เป้นเบนซิน-ไฟฟ้า287 คัน และไฟฟ้า  135 คัน เป็นรถโดยสาร 12,820 คัน เป็นรถดีเซล-ไฟฟ้า 1 คัน และไฟฟ้า 38 คัน และตอนนี้ก็มีการนำเข้ารถไฟฟ้า มูลค่าการลงทุน 5. หมื่นล้านบาท ซึ่งมีค่ายรถที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนประกอบด้วย โตโยต้า 20,000 ล้านบาท ฮอนด้า 5,821 ล้านบาท นิสสัน 10,960 ล้านบาท ค่ายมิตซูบิชิ 3,130 ล้านบาท เมอร์เซเดสเบนส์ 607 ล้านบาท บีเอ็มดับเบิลยู 705 ล้านบาท ฟอมม์ 700 ล้านบาท เอ็มจี 1,360 ล้านบาท โดยมีแผนที่จะผลิตรถฟ้าในไทญ ซึ่งยังมีแบบ HEV,PHEV,BEV โดยมีรถที่นำเข้ามาขายแล้วอย่าMG และมีรถแท็กซี่ที่เริ่มวิ่งแล้วในส่วนรถไฟฟ้า ซึ่งปี 2030 -2040 มีบางประเทศที่ห้ามรถยนต์น้ำมันวิ่งในเมืองแล้ว อย่างประเทศในโนเวย์ และอีกหลายประเทศในยุโรป

อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย มีคนทำงานที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ 8-9 แสนคน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มผลิต กลุ่มผุ้ประกอบ รถจักรยานยนต์ 11 บรัท รถยนต์ 21 บริษัท ผู้ประกอบ 100,000 คน บวกตัวแทนจำหน่าย 200,000คน กลุ่มที่ 2 คือ Tier 1 ประกอบด้วยผู้ผลิตชิ้นส่วน 369 บริษัท ผู้ผลิตชิ้นส่วน 130 บริษัท ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ 201 บริษัท จำนวน 250,000 คน กลุ่ม Tier 2&3 ผู้ผลิตรถยนต์ชิ้นส่วนขนาดกลางและขนาดเล็ก มากว่า 1,700 บริษัท จำนวน 340,000 คน

กลไกผลกระทบต่อการจ้างงาน เป็นการใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นใช้คนน้อยลง การบำรุงรักษาน้อยลง ใช้การรีไซเคิล มทำให้การบำรุงรักษาตำกว่ายานยนต์ที่ใช้ระบบเผาไหม้ภายใน การนำเข้าพลังงานลดลง ด้วยการเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน จะส่งผลให้การจ้างงานในอุตสาหกรรมกลั่นนำมัน ตลอดจนสถานีน้ำมัน ได้รับผลกระทบ ซึ่งมากกว่าการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมไฟฟ้า ในระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่นสถานีชาร์จไฟฟ้า มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น อย่างงานก่อสร้าง งานติดตั้ง และบำรุงรักษาสถานีชาร์จไฟฟ้า โครงสร้างการบริการเป็นต้น ราคาขายยานยนต์ไฟฟ้าที่สูงขึ้น จ้างงานลดลง ราคายานยนต์ไฟฟ้าที่แพงขึ้น จะส่งผลให้ยอดขายลดลง โดยรวมค่าเดินทางถูกลง เนื่องจากเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้าประหยัดกว่า ทำให้คาดว่ามีผู้ใช้มากขึ้น และส่งผลดีไปยังการจ้างงานโดยอ้อม ตรงนี้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น สุดท้ายค่า ใช้จ่ายทั้งหมดในการครอบครองยานยยนต์ไฟฟ้า หากต้นทุนในการเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าต่ำลง รวมถึงเกิดการประหยัดจากการใช้พลังงานลดลง ผู้บริโภคสามารถไปบริโภคสินค้าอื่นๆได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการจ้างงานเพิ่กขึ้น โดยชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้าEV มีเพียง 1,500-3,000 ชิ้นเท่านั้น จากเดิมชิ้นส่วนรถยนต์สันดาปภายในใช้ชิ้นส่วนราว 3 หมื่นชิ้น หากมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะมีชิ้นส่วนเพียง 3 พันชิ้นเท่านั้น พาเวอร์เทรนมี 1พันกว่าชิ้นเท่านั้น ซึ่งประเทศไทยตอนนี้มีการส่งเสริมการผลิตรถยนต์แบบใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ามีอะไหล่น้อย ชิ้นส่วนที่ไม่ต้องใช้อย่างเช่น ไม่มีท่อไอเสีย เครื่องฟอกไอเสีย การดูแล หรือบำรุงรักษา หากเป็นรถยนต์ไฟฟ้าไม่ต้องมี ช่างก็ไม่ได้ทำงานตรงนี้แล้ว แต่อย่างไรก็ต้องมีงานใหม่ๆเกิดขึ้นหากดูตัวที่ได้รับผลกระทบ คือ ระบบส่งกำลัง ท่อไอเสีย เครื่องยนต์ ระบบระบายความร้อน ระบบเชื้อเพลิง ระบบกำลังส่งที่จะหายไป แต่ตัวถัง กระจก เครื่องปรับอากาศ อุปกรณ์ภายใน อุปกรณ์ไฟฟ้า สายไฟ มอเตอร์ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่องแสงสว่าง และอื่นๆอย่างอุปกรณ์ตกแต่ง สี เป็นต้น ที่ยังใช้อยู่ ชิ้นส่วนที่จะได้รับผลกระทบมี 999 แห่ง ระบบส่งกำลัง 548 แห่ง ประกอบด้วย ระบบเครื่องยนต์ 334 แห่ง ระบบส่งกำลัง 97 แห่ง ระบบระบายความร้อน 34 แห่ง และระบบเชื้อเพิง 38 แห่ง ระบบช่วงล่าง 151 แห่ง ประกอบด้วยระบบเบรถ 140 แห่ง ระบบบังคับเลี้ยว 11 แห่ง ไฟฟ้า 8 แห่ง มาตรวัดระดับน้ำมันเชื้อเพลิง 8 แห่ง อุตสาหกรรมสนับสนุน 233 แห่ง แยกเป็น โรงกลึง 50 แห่ง แม่พิมพ์ 133 แห่ง ผู้จัดจำหน่าย 50 แห่ง ฝ่ายสนับสนุนก็อาจมีความเสี่ยง ราว 1 พันแห่ง คนที่มีความเสี่ยงประมาณ 3 แสนกว่าคนที่ผลิตชิ้นส่วนที่ได้รับผลกระทบกับการจ้างงาน การจ้างงานที่จะเกิดขึ้นคือแบตเตอรี่ มอเตอร์

สิ่งที่น่ากลัวคือแรงงานไม่สามารถย้ายงานได้ หรือปรับเปลี่ยนงานได้ด้วยไม่ได้มีความรู้ หรือการปรับทักษะใหม่ๆ อย่างเช่น ทำงานแบตเตอรี่ ทักษะจำเป็นต้องมีความรู้เรื่องทักษะเทคโนโลยีการเชื่อม เครื่องยนต์ไฟฟ้า ทักษะการตั้งค่า การใช้งาน การตรวจสอบ และการบำรุงรักษา การทดสอบ และการประกันคุณภาพ อิเล็กทรอนิกส์ ปรับทักาะที่จำเป็น คืออิเล็กทรอนิกส์เมคคาทรอนิกส์เพื่อดูแลบำรุงรักษาระบบอัตโนมัติ ต่อมาชิ้นส่วนเซลล์เชื้อเพลิง ทักษะที่จำเป้นคือ การเคลื่อบฟิล์มบาง และเคมีไฟฟ้า การดูแลรักษาความบริสุทธิ์ การประกันคุณภาพความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างน้ำหนักเบา และการเก็บในถังแรงดันสูง เป็นต้น

กิจกรรมทักษะ และตำแหน่งในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า เช่น สาขากิจกรรม การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของแบตเตอรี่ ตำแหน่งนักเคมี นักวิท ยาศาสตร์ หรืออื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องทักษะสูง ทั้งวิศวกร ผู้เชี่ยวชาญระบบไฟฟ้า การออกแบบและการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์  สาขาการผลิต  สาขาการบำรุงรักษายานพามหนะ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาขาฝ่ายขายและสนับสนุน ก็ต้องปรับตัวด้วย ซึ่งนายจ้างเองก็บอกว่า ยังมาไม่ถึงยังมีเวลาการปรับตัวอีกนับ10 ปี ด้วยภาครัฐยังไม่มีการปรับตัวด้านชิ้นส่วนใหม่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า เช่น แบตเตอรี่เองยังไม่รู้จะมีการคงทน การผลิตการประกอบ การตรวจสอบดูแลด้านคุณภาพ มอเตอร์ขับเคลื่อน การผลิตชิ้นส่วน ได้แก่ ตัวเรือน โรเดอร์ การพันขวดลวด ระบบการควบคุมการขับขี่ และชิ้นส่วนรอง เช่นอุปกรณ์การชาร์จ สายชาร์จแบตเตอรี่ ระบบปรับอากาศ อุปกรณืแปลงระดับแรงดันไฟฟ้า อุปกรณ์เปลี่ยนกระแสไฟฟ้า ฯลฯ

ภาครัฐ ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม สร้างระบบโครงข่ายทักษะบุคลากรแห่งชาติ องค์กรBOI ส่งเสริมการลงทุน นักลงทุนนอกอุตสาหกรรมยานยนต์มาขอรับการส่งเสริมการลงทุน การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ปริมาณการจ้างงานลดลง สัดส่วนการจ้างงานระดับปฏิบัติการน้อยลง อย่างระดับปวช. ปวส. วิศวกรมากขึ้น การพัฒนาบุคลากรมีต้นทุนสูง การเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาไม่สามารถใช้ทำงานได้จริง กระทรวงการคลัง ปรับอัตราภาษีสรรพสามิตของรถยนต์ไฟฟ้าปรับลดลงเหลือ 0% อยู่ระหว่างปรับปรุงโครงสร้างภาษีรถยนต์ทั้งระบบ กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี จะมีงานใหม่ๆเกิดขึ้น ชิ้นส่วน วัสดุน้ำหนักเบา อิเล็กทรอนิกส์ ทักาะความรู้ต้องเปลี่ยนในทุกขั้นตอนการผลิต เช่น บริการหลังการขาย เชียงกง กรมขนส่งทางบก หน่วยกูภัย ขาดแคลนวิศวกรไฟฟ้าและชอฟแวร์ แรงงานฝีมือในการบำรุงรักษาและวางระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ในโรงงาน เป็นต้น ส่วนกระทรวงแรงงาน  สถาบันพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ (AHRDA) และสถาบันพัฒนาบุคลากรสาขาเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (MARA) โดยสนับสนุนให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นายจ้างมองว่า ยังมีเวลาในการปรับตัว นโยบายภารัฐยังไม่ชัดเจน การปรับตัวด้านเทคโนโลยียังไม่แน่นอน คนที่ทำงานในSME หรือการที่มีหุ่นยนต์มาทำแทนนั้นน่ากังวลกว่าOEM (Origianl Equipment Manufacturer) คือ ผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับบริษัท ที่มีการย้ายฐานไปประเทศอื่นๆที่ค่าจ้างถูกกว่า หรือการใช้ Automation และIOT (Internet of Things) เป็นเทคโนโลยีใหม่ และการขยายไปสู่ตลาดธุรกิจผลิตอะไหล่ทดแทนประเภท REM (Replacement Equipment Manufacturing: REM) ทั้งในทางต่างประเทศ และในประเทศ รองรับรถเก่า หรือผันตัวเองไปสู่อุตสาหกรรมอื่นที่มีอนาคต เช่นเครื่องมือแพทย์ การบิน หุ่นยนต์อุตสาหกรรม ต้องมีการปรับทักษะแรงงานไทยให้สูงขึ้น ยังต้องการวิศวกร แรงงานยังขาดแคลน เนื่องจากคนเกิดน้อย แรงงานเก่าเกษียณอายุพอดีจึงยังไม่กระทบมากนัก ในส่วนของแรงงาน นี่เป็นมุมนายจ้าง

ด้านผู้ใช้แรงงานกังวลว่า จะถูกเลิกจ้าง มีการนำระบบอัตโนมัติมาใช้มากขึ้น บริษัทลดจำนวนพนักงานลง มีโครงการเกษียณก่อนวัย ลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา ลดวันทำงาน ไม่รับพนักงานใหม่ เลิกจ้างพนักงานซับคอนแทรค โดยการจ้างงานในอนาคตเป็นการจ้างงานระยะสั้น มีความมั่นคงน้อยลง แรงงานทำงานหนักมากขึ้น จนไม่มีเวลาไปพัฒนาฝีมือ ในส่วนของบริษัทขนาดใหญ่มีกำลังในการจ่ายค่าชดเชยในอัตราที่สูงกว่าบริษัทขนาดเล็ก หากถูกเลิกจ้างแรงงานที่สูงอายุจะกลับบ้านไปทำงานในภาคเกษตร หรือรับจ้าง แต่ถ้าอายุยังไม่มากจะหางานใหม่ทำ รวมทั้งมีข้อเสนอว่าอยากให้ภาครัฐมีการงดเว้นการเก็ษภาษีเงินค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง และอยากให้มีกองทุนแรงงานเพื่อใช้ในการเยียวยาและพัฒนาทักษะเป็นต้น

 

แนวโน้มกลับประเทศตัวเองที่มีอุตสาหกรรมที่ทันสมัยอยู่ ไม่ต้องการแรงงาน หรือไม่ประเทศไทยมีการทำซ่อมรถเก่า หรือปรับไปผลิตเครื่องมือแพทย์ และนักวิชากการเองก็อยู่เฉยไม่ได้ เพราะต่างประทศต้องการรถEV เราต้องปรับตัวด้วย เกษตรกรก็ต้องปรับตัวด้วย ไม่ใช่แรงงานอย่างเดียว เพราะการปรับตัวทางการผลิตทำให้เกิดการโยกย้ายฐานผลิตได้ง่าย ภาครัฐก็ต้องมีการปรับตัว จากวิกฤติที่เกิดขึ้นมีทั้งคนที่ไปต่อได้ หรือคนที่ปรับตัวไม่ได้ มีทั้งคนที่ได้ประโยชน์ และคนที่เสียประโยชน์ แรงงานที่อายุน้อยกว่า 45 ปีจะมีความเสี่ยงต่อการปรับตัวด้านการจ้างงาน แรงงานทักษะน้อยจะมีความเสี่ยงมาก ข้อเสนอคือต้องการให้มีการตั้งคณะทำงานด้านการศึกษา มีการตั้งกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุดประกอบด้วยผู้แทนแรงงานด้วย เพื่อเขาจะได้เห็นรูปแบบที่เกิดขึ้น ด้วยการเปลี่ยนผ่านไม่ได้ง่ายอย่างนั้นคนตกงานก็ต้องตกงาน ด้วยการเปลี่ยนงานไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ซึ่งประเทศเยอรมันจะมีการตั้งคณกรรมการศึกษา และมีการทำงานเชิงรุก กระทรวงแรงงานต้องเข้ามาดูแล มีการปรับหลักสูตรในการสอน มีการร่วมกับสถานประกอบการในการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับงาน เทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาต้องร่วมกับเน็คเทค ต่อองค์กรแรงงาน สภาแรงงานต้องมีการนำเสนอข้อเสนอวิจัยชิ้นนี้ และมีการทำงานที่เชื่อมโยงกันระหว่างสหภาพแรงงานทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อการเรียนรู้และช่วยกันปรับตัว

ส่วนนักวิชาการ มองว่า มูลค่าการส่งออกของไทยจะลดลงร้อยละ 30-40 หากต่างประเทศเลิกใช้รถยนตสันดาปภายใน ผลกระทบจะเชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ไฟฟ้า น้ำมัน ขนส่ง อิเล็กทรอนิกส์ ซอฟแวร์ ซึ่งการรับจ้างผลิตทำให้แรงงานไทยได้รับค่าจ้างต่ำ และมีความเสี่ยงย้ายฐานไปประเทศที่มีค่าจ้างต่ำกว่า หรืออาจย้ายกลับประเทศแม่เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีแทนคนได้ ห่วงโซ่อุปทานที่สั้นลง ทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันได้ง่ายขึ้น ไทยควรผลิตแบตเตอรี่ เป็น HUB ของซอฟแวร์รถยนต์จะทำให้การจ้างงานสูงขึ้น และครวปรับหลักสูตรเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานใหม่ด้วย

ข้อเสนอแนะในงานวิกจัยที่ทำต่อภาครัฐ และต่อนายจ้างดังนี้ ต่อภาครัฐ 1. ตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจากเทคโนโลยี และปัญหาโลกร้อน ที่ประกอบด้วยหลายภาคส่วน (นายจ้าง แรงงาน ภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม)

  1. ตั้งหน่วยงานพิเศษทำงานเชิงรุกแบบมืออาชีพด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน และการกระจายงานในภาคส่วนใหม่ๆ
  2. กระทรวงแรงงาน พัฒนาระบบคุ้มครองแรงงานนอกระบบ และแรงงานชั่วคราว
  3. ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ด้านข้อเสนอต่อนายจ้างประกอบด้วย 1. จัดทำแผนงานพัฒนากำลังคนและเทคโนโลยี โดยให้สหภาพแรงงานมีส่วนร่วม

  1. ร่วมมือกับสหภาพแรงงานในการจัดทำโครงการพัฒนาฝีมือแรงงาน แก่ แรงงานในสถานประกอบการ ทั้งการยกระดับฝีมือแรงงาน และการสร้างทักษะใหม่ รวมทั้งสนับสนุนด้านงบประมาณ
  2. อนุญาตให้แรงงานใช้เวลาทำงานในการพัฒนาฝีมือแรงงาน
  3. SMEs ทำงานร่วมกับภาครัฐในการพัฒนาการผลิต

ซึ่งข้อค้นพบคือ 1. การเปลี่ยนผ่านจะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อ SMEs ที่ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เผาไหม้เพียงไม่กี่ประเภท และลูกจ้างที่ไม่มีทักษะเพียงพอในการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า

  1. OEMs ผู้รับจ้างผลิตตามออเดอร์ให้กับรถยนต์ยี่ห้อต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมขนาดใหญ่ จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า
  2. การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า จะส่งผลให้ทักษะแรงงานด้านช่างกลและช่างโลหะเป็นที่ต้องการลดลง
  3. การเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า จะเพิ่มการจ้างงานในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
  4. การผลิตแบตเตอรี่ไฟฟ้าใช้ทักษะขั้นสูงในการวิจัย และพัฒนา ขระที่ทักาะของแรงงานในยานยนต์เผาไหม้เป็นทักษะที่ต่ำกว่า อย่างเช่น การบำรุงรักษาและจำหน่ายอะไหล่ยานยนต์
  5. แบตเตอรี่ที่ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าแม้ว่าจะผลิตในประเทศไทย แต่คาดว่า จะไม่สร้างงานเพิ่มขึ้นนัก ไม่สามารถทดแทนความเสียหายในตลาดแรงงานที่เกิดจากการเลิกผลิตยานยนต์แบบเผาไหม้ได้
  6. แรงงานต้องฝึกทักษะใหม่ เพื่อไปให้เกิดการจ้างงาน

อย่างกรณี แรงงานในประเทศเยอรมนีได้รับการฝึกอบรมและสามารถทำงานกับวงจรไฟฟ้า ที่มีแรงดันไฟฟ้าได้สูงถึง 60 โวลด์ แต่ในยานยนต์ไฟฟ้ามีแรงดันสูงถึง 1,000 โวลด์ ส่งผลให้แรงงานต้องได้รับการฝึกอบรมใหม่ เพื่อทำงานกับวงจรไฟฟ้าที่ระดับแรงดันสูงขึ้นได้

โดยสรุปผลการศึกษา รถไฟฟ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่เมื่อไร ประเภทไหน ไทยจะเป็นผู้ผลิตหรือไม่  ซึ่งมีวิกฤต มีโอกาส ผู้ได้ประโยชน์ ผู้เสียประโยชน์ แต่ยังพอมีเวลาปรับตัว ซึ่งแรงงานที่ขณะนี้อายุ 45 ปี น่าจะเกษียณพอดี และแรงงานที่มีความเสี่ยงคือ แรงงานซับคอนแทรค และงานสัญญาจ้าง แรงงานในSMEs และแรงงานที่มีทักษะน้อย ทั้งเก่าและใหม่ ซึ่งมีข้อเสนอแนะ ถึงสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย และสหภาพแรงงานต่างๆในกิจการยานยนต์ คือ เผยแพร่ข้อมูลความรู้จากงานวิจัยให้แก่ผุ้ใช้แรงงาน รวมทั้งจัดทำศูนย์ข้อมูลเรื่องนี้ มีแผนการทำงานเรื่องนี้ โดยตั้งคณะทำงานทำหน้าที่รับผิดชอบ นำข้อมูลความคืบหน้ามารายงานต่อที่ประชุมใหญ่ทุกเดือน ให้ปรึกษาหารือกับนายจ้างในการจัดทำโครงการพัฒนาฝีมือแรงงาน แก่สมาชิก ทั้งการยกระดับฝีมือด้านเทคโนโลยี และการสร้างทักษะใหม่ โดยอาจจัดทำโครงการนำร่องในสถานประกอบการ ใช้เป็นต้นแบบเผยแพร่ขยายผลต่อไป และจัดเวทีปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเป็นระยะ เช่น นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานราชการ นายจ้าง โดยเชื่อมโยงกับสหภาพแรงงานต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และบทเรียน

นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย นำเสนอ ยุทธศาสตร์ ALCT เพื่อการเป็นพลังนำทางสังคม ว่า การปรับตัวนั้นมีความสำคัญด้วยภาวะเศรษฐกิจการการปรับตัวทางอุตสาหกรรมมาถึงเร็วมาก ซึ่งการที่เราจะก้าวเข้าสู่ทางการเมืองด้วย จึงต้องมีการปรับตัวอย่างมาก หากมีความเข้มแข็งก็มีอำนาจต่อรอง

กลยุทธ์ ยุทธศาสตร์ คือ การกำหนดเป้าหมาย นอกจากการวางแผนต้องมีการหยิบยกขึ้นมาเพื่อการปฏิบัติได้อย่างแท้จริง ฉากทัศน์ หรือมโนภาพ หรือภาพอนาคตที่ต้องสร้าง โดยมีการนำอดีตมาเป็นบทเรียนเพื่อไปยังอนาคต ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เพ้อฝัน และอีก 10 ปีกรรมการเก่าของสหภาพแรงงาน หรือสภาองค์การลูกจ้าง ขบวนการแรงงานจะมีเหลือสักกี่คน และการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีที่เข้ามา จะมีสมาชิกสหภาพแรงงานเหลือกี่คน ความมั่นคงในการทำงานยังมีอยู่หรือไม่ อำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น หรือลดลง ที่ว่าองค์กรที่เข้มแข็งยังอยู่หรือไม่ ข้อตกลง ผลประโยชน์สหภาพแรงงานเพิ่มขึ้น หรือคงอยู่ได้หรือไม่ในอีก 10 ปีข้างหน้า แล้วสิ่งที่สร้างไว้ ทั้งทรัพย์สิน ที่สร้างไว้จะเป็นอย่างไร และเราจะสร้างอะไรไว้ให้คนรุ่นนี้และรุ่นต่อๆไป จะเป็นอย่างไร ซึ่งเราต้องมองไปข้างหน้าถึงอนาคตเราในฐานะนักสหภาพแรงงานต้องทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากตอบคำถามไม่ได้เราจะตอบอนาคตไม่ได้ว่าจะมีอะไรอยู่หรือไม่?

การมองอนาคตต้องมองให้ครบขบวนการ แรงงานไม่ได้อยู่ในในรั้วโรงงาน แรงงานคือ คนส่วนใหญ่ของสังคม ซึ่งปีที่ผ่านมามีการนำสถิติว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงสุด ด้วยแรงงานราว 38 ล้านคน เป็นแรงงานนอกระบบ 21 ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงานที่ด้อยสิทธิ ขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย แรงงานในระบบที่อยู่ในกฎหมายคุ้มครองราว 17 ล้านคน รวมถึงแรงงานแห่งรัฐ แรงงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการด้วย แต่เรามีสหภาพแรงงานเพียงร้อยละ 0.6 เท่านั้น  ทำให้เห็นว่า ทำไมอำนาจการต่อรองของแรงงานจึงน้อย

ช่วงที่ผ่านมามีการนำเสนอเรื่องของรัฐสวัสดิการมากขึ้น และรัฐเองได้มีการนำแนวคิดบางส่วนมาทำ แต่ไม่ได้เรียกว่ารัฐสวัสดิการ ซึ่งใช้วิธีการแจกเป็นครั้งคราวโดยเรียกว่า สวัสดิการแห่งรัฐ หากมองรัฐสวัสดิการในประเทศในแถบยุโรป จะเป็นการดูแลทั้งสังคมด้วยสวัสดิการพื้นฐาน ทั้งการรักษาพยาบาล การดูแลด้านการเกษียณอายุ บำนาญชราภาพ การตกงานหรือว่างงาน เป็นการดูแลทุกคนเท่าเทียมกัน การได้มาของรัฐสวัสดิการเป็นอำนาจต่อรองของสหภาพแรงงาน ที่ต่อรองทางการเมือง ขอยกตัวอย่างบางประเทศให้เห็นถึงพลังของการมีความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน เช่น ประเทศสวีเดน มีสหภาพแรงงานร้อยละ 82 ของแรงงานทั้งประเทศ เดนมาร์ค กับอังกฤษ มีสมาชิกร้อยละ 76 ประเทศ นอร์เวย์ มีสมาชิกร้อยละ 57 หากมองว่า ประเทศในแถบยุโรป สแกนดิเนเวียร์ ประเทศที่มีรัฐสวัสดิการ เป็นประเทศที่ขบวนการแรงงานอำนาจต่อรองทางการเมือง มีพรรคของแรงงาน มีสหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง

สถานการ การรวมกลุ่มของสหภาพแรงงานทั่วโลกมีการปรับตัวไม่ใช่การรวมตัวแบบสหภาพแรงงานสถานประกอบการ หรือประเภทกิจการแล้ว ซึ่งประเทศไทยแม้ว่า จะมีสหภาพแรงงานแต่การเรียกร้องสวัสดิการเป็นเพียงเฉพาะกลุ่มเท่านั้น อย่างระดับสหภาพแรงงานเดิมเป็นระบบสหภาพแรงงานอุตสาหกรรม เช่นสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเหล็ก โลหะ สิ่งทอ แต่ว่าสหภาพแรงงานในประเทศไทยเป็นเพียงสหภาพแรงงานสถานประกอบการเท่านั้น

ปัจจุบันขบวนการแรงงานทั่วโลกมีการปรับตัวแล้วมีความพยายามที่จะรวมตัวกันข้ามอุตสาหกรรมอย่างอินดัสทรีออลล์ โกลบอล ยูเนียน ซึ่งผลมาจากการปรับตัวของทุนทำให้สหภาพแรงงานสากลมีการปรับตัวในการรวมตัวด้วยเช่นกัน ซึ่งประเทศไทยที่เป็นสมาชิกระดับสากลก็มีความพยายามที่จะรวมตัวกันในรูปแบบเดียวกัน อย่างสมาพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (CILT) ซึ่งเป็นความพยายาม การรวมกลุ่มในหมู่แรงงาน กิจการยานยนต์ เหล็ก โลหะ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอตัดเย็บเสื้อผ้า น้ำมัน ปิโตร์เลียม เคมีภัณฑ์ ยาง เป็นต้น ต้องการรวมกันเพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ สร้างพลังอำนาจในการต่อรอง ซึ่งตอนนี้ยังไม่เพียงพอ ขบวนการแรงงานต้องเป็นพลังทางสังคมให้ได้ด้วย

การรวมกลุ่มของแรงงานต้องหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแรงงานนอกระบบ แรงงานในระบบ แรงงานข้ามชาติ สหภาพแรงงานยังต้องผสมผสานระหว่างความเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมแบบใหม่ โดยไม่ได้มีเป้าหมายคับแคบเพียงพิทักษ์ผลประโยชน์ของแรงงานในรั่วโรงงานเท่านั้น สหภาพแรงงานยังมีเป้าหมาย และความร่วมมือกับชุมชน สังคม เพื่อเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ร่วมกับกลุ่มอื่นๆ อย่างกว้างขวางด้วย

ส่วนในกฎหมายแรงงานในประเทศไทยนั้น ยังส่งเสริมให้มีการรวมตัวในรูปแบบที่แบ่งแยกกันเป็นส่วนๆ เช่น การรวมตัวของแรงงานรัฐวิสาหกิจ แรงงานเอกชน และแรงงานนอกระบบ แต่ละกลุ่มรวมตัวกันไปคนละรูปแบบ เป็นกลุ่มๆทำให้อำนาจการต่อรองลดน้อยลง มีข้อเสนอให้รัฐบาลให้สัตยาบันรับรอง อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ98 นั้นรัฐบาลก็ยังไม่ได้ให้สัตยาบันรับรองทั้ง 2 ฉบับ ยังมีการนำระบบการจ้างงานที่ไม่มั่นคงมาใช้ในบริษัทมากขึ้น เช่น การจ้างงานเหมาค่าแรง จากเดิมเป็นการจ้างแรงงานระยะสั้น การจ้างงานแบบสัญญาจ้าง ซึ่งเป็นการปรับตัวในการจ้างงานของระบบทุนเพื่อลดการรวมตัวสร้างอำนาจต่อรองในสถานประกอบการ ฉะนั้นขบวนการแรงงานทุกกลุ่ม จึงมีความจำเป็น และพยายามที่จะเข้าสู่วิถีทาง ทางการเมือง เพื่อการแก้ไขปัญหาแรงงานอย่างเป็นระบบโดยใช้ระบบรัฐสภา ซึ่งจากที่เห็นเป็นแนวคิดของขบวนการแรงงานทุกกลุ่ม ซึ่งหากมองดูจะเห็นว่า ฝ่ายนายทุนเขาเข้าไปควบคลุมทิศทางการเมืองนานแล้ว อย่างคำที่ว่า ชนชั้นไหนออกกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น เมื่อกลุ่มทุนเข้าไปกุมทิศทาง ทางการเมืองก็ออกกฎหมายมาเพื่อควบคลุมแรงงานไม่ใช่การคุ้มครองแรงงาน

การที่สหภาพแรงงานจะเข้าสู่ทิศทางการเมืองนั้น ในต่างประเทศจะเป็นสหภาพแรงงานทางสังคมด้วย ซึ่งขบวนการแรงงานต้องศึกษาเรื่องชนชั้น และทางสังคม ด้วยต้องนำประเด็นทางสังคมมาเคลื่อนไหวขับเคลื่อนด้วยมีการเข้าไปร่วมทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม เรื่องที่ทำกิน ภาวะโลกร้อน ปัญหาสิ่งแวดล้อม น้ำเสียจากโรงงานที่กระทบกับสภาพแวดล้อม ซึ่งต้องไม่มอง แค่เรื่องภายในโรงงานเพียงอย่างเดียว เป็นการมองมุมกว้างเพื่อหาเพื่อนร่วมทาง ซึ่งเดิมในอดีตเคยมีสหภาพแรงงานที่มีการเคลื่อนไหวทางสังคม อย่างเช่น มีการต่อต้านฐานทัพอเมริกา การต่อต้านคัดค้านการปรับขึ้นราคาน้ำมัน เป็นการเรียกร้องทางสังคมที่ไม่ใช่สวัสดิการแรงงาน และยังมีการเรียกร้องแบบนัดหยุดงานทั้งประเทศอย่าง ราคาข้าวสารแพง ข้าวเปลือกราคาถูก ซึ่งตอนนั้นคุณไพศาล ธวัชชัยนันท์ ได้เป็นแกนนำการเจรจากับ นายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช  จนมีผู้แทนแรงงาน คือคุณอารมณ์ พงศ์พงัน เข้าไปเป็นผู้แทนในการพิสูจน์ราคาข้าวเปลือกเพื่อให้ชาวนาได้รับราคาข้าวเปลือกที่เป็นธรรมขึ้น

ในปัจจุบันขบวนการแรงงาน ก็มีการเรียกร้อง และเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่บ้างทางสังคม ทั้งการขับเคลื่อน เรื่องสินค้าราคาแพง ที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน เรื่องการศึกษาเด็ก เรื่องการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ เรื่องการเมืองการเลือกตั้ง กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปัญหาแรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นการหาเพื่อนมารวมกัน ซึ่งประเด็นแรงงานข้ามชาตินั้น มีคุณูปราการต่อการพัฒนาประเทศมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์แล้ว อย่างแรงงานจีน และแรงงานไทยเองก็ไปทำงานในต่างประเทศ และเข้าไปแบบผิดกฎหมายจนถูกเรียกว่า ผีน้อยในเกาหลีใต้ แรงงานไทยกรณีเก็บเบอรี่ด้วยเป็นต้น เราเองก็อยากให้มีการดูแลแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศแบบเท่าเทียมกับแรงงานในประเทศนั้นๆเช่นกัน การทำงานเชิงสังคม เรื่องความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางเพศ ประเด็นความหลากหลายทางเพศ เด็ก และสตรี มีความสำคัญมากซึ่งต้องมีการส่งเสริมบทบาทผู้หญิง สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมให้มากขึ้น ซึ่งขบวนแรงงานหญิงมีความเข้มแข็งในการเคลื่อนไหวด้านสวัสดิการทางสังคมด้วย

ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ ALCT ต้องเป็นกำลังหลักทางสังคม ซึ่งต้องมีการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ หรือกลยุทธ ซึ่งการวางแผนมีความสำคัญมากในทางการทำงาน เป็นกลยุทธในการต่อสู้หากแพ้ คือแพ้เลย จึงต้องทำให้แผนนี้ไปสู่ความสำเร็จให้ได้ ซึ่งเราต้องทำงานด้านสังคมด้วย หากมองทางการเมือง เราก็จะเห็นว่า พรรคการเมืองทำงานต้องครองใจประชาชนสังคมด้วย แล้วองค์กรแรงงานจะก้าวเข้าไปอยู่ในใจของคนในสังคมได้อย่างไร และเราจะก้าวไปเป็นผู้แทนของคนทั้งประเทศได้อย่างไร ถามว่า ข้อเสนอนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ด้วยอดีตมีการทำกันอยู่ คือ การสร้างพลังสามผสานเป็นการทำงานเพื่อต่อต้านเผด็จการ แล้วในยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคของการสื่อสาร สื่อเข้าถึงตัวเราตลอดเวลา แต่นักสหภาพแรงงานสื่อสารกับสมาชิกได้ปีละครั้งในการประชุมใหญ่ ด้วยยุคดิจิตอลสหภาพแรงงานต้องใช้การสื่อสารให้เป็นประโยชน์ ซึ่งตอนนี้เราเพียงผู้เสพสื่อแต่เรายังไม่ได้มีการใช้สื่อ เพื่อการสื่อสารกับสมาชิกอย่างมีคุณภาพ และมีพลัง

ประวัติศาสตร์แรงงานมีความสำคัญมากๆในการที่ทำให้ทั้งสังคม และผู้ใช้แรงงาน เห็นคุณค่าของการใช้แรงงาน และพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยมีความพยายามที่จะทำงาน เพื่อตอบสนองขบวนการแรงงาน ด้วยการสื่อสารกับสังคม และผู้ใช้แรงงานถึงคุณค่า ด้วยพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยถูกสร้างมาจากขบวนการแรงงาน นักวิชาการ เพื่ทำหน้าที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของแรงงาน พิพิธภัณฑ์ฯจึงเป็นของส่วนรวมไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง จึงมีความพยายามที่จะทำงานเชิงสถาบันแรงงาน ทั้งด้านการศึกษา และการค้นคว้าวิจัย ด้วยเห็นสถาบันสหภาพแรงงานยุโรป ซึ่งตั้งมาตั้งแต่ 1973 ราว 40 ปีแล้ว ที่เขาทำงานทั้งด้านการศึกษาพัฒนาแรงงาน งานค้นคว้าวิจัยทางวิชาการ การทำงานด้านการสื่อสาร และงานนโยบายด้านแรงงาน ซึ่งใช้บังคับกับแรงงานทั้งยุโรป

พิพิธภัณฑ์แรงงานไทยตั้งเมื่อปี 2536 มี 150 สหภาพแรงงานมาร่วมตั้ง สิ่งที่เขาอยากเห็นพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยเป็น คือ อยากเห็นความเป็นสถาบันแรงงาน และเป็นของกลางเข้าไปทำงานสนับสนุนขบวนการแรงงาน ทั้งการศึกษา และการค้นคว้าวิจัย ซึ่งหลังจากมีการจัดระดมความคิดเห็นร่วมกัน และการระดมด้วยการจัดงานวิ่งที่ผ่านมา ทำให้เราได้งบมาทำงานเล็กน้อย จึงเริ่มการจัดการศึกษานอกสถานที่ โดยจะพาผู้นำแรงงานไปที่เชียงใหม่ ด้วยเห็นว่า ที่เชียงใหม่มีนักวิชาการที่เชี่ยวชาญไปอยู่ที่นั่นจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นผู้นำแรงงาน และได้เรียนรู้มามากแล้ว อยากให้มีการพัฒนาด้านทัศนคติ จากผู้เชี่ยวชาญ

อีกงานก็อยากมีการทำการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ซึ่งได้มีการพัฒนาหลักสูตรโดยมองว่า สหภาพแรงงาน หรือกรรมการสหภาพแรงงานรุ่นใหม่ต้องมีทักษะอะไรบ้าง ซึ่งพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร ซึ่งแน่นอนทุกคนมีการสื่อสาร แต่ว่า การสื่อสารต้องมีเนื้อหาด้วย ซึ่งหากมีทักษะตรงนี้ก็สามารถที่จะสื่อสารกับสมาชิกได้อย่างรวดเร็ว อีกเรื่องคือ ข้อมูล เราขับเคลื่อนวันสำคัญๆ มีข้อเรียกร้อง แต่ไม่มีข้อมูล เราจะฝึกทักษะด้านการทำข้อมูลแบบนักวิจัยไทยบ้าน อาจไม่ใช่งานวิจัยแบบนักวิจัย แต่สามารถทำข้อมูล หรือวิเคราะห์ข้อมูลของแรงงานเองได้ อย่างการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี การเคลื่อนไหวต้องใช้ข้อมูล

พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ทำงานก็ต้องมีทุน ซึ่งก็มีการระดมทุนจากแรงศรัทธา โดยมีการจัดผ้าป่า จัดโบว์ลิ้ง การจัดงานวิ่งนำมาใช้ในงานสถาบันเพียงอย่างเดียวไม่ได้นำมาใช่ในกิจกรรมพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

ALCT/ 2020 การจะก้าวไปสู่ยุทธศาสตร์องค์กรนำทางสังคมได้อย่างไรนั้น วัตถุประสงค์คือ หลายสภาฯ มีการเปิดรับสมาชิกหลากหลายได้ แต่ว่า สภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์นั้น แค่ชื่อก็จำกัดเฉพาะยานยนต์ เราต้องการที่จะก้าวสู่กลุ่มอื่นๆหรือไม่ แล้วจะอย่างไร สภาฯต้องมีการจัดคนให้เข้ากับงาน และงานนั้น จะก้าวไปสู่กลุ่มอื่นๆต้องมีการพัฒนาศักยภาพให้สามารถที่จะทำงานในหน้าที่ที่รับนั้นด้วย การศึกษาของประเทศไทยตอนนี้ต่ำกว่าลาวแล้ว เราคิดว่า จะก้าวไปข้างหน้า ในฐานะสหภาพแรงงานนำทางการเมือง ปัญหาคืออุดมการณ์ทางการเมือง สภาฯมั่นใจหรือไม่ว่า สมาชิกมีอุดมการณ์ที่ไม่ต่างจากเรา และพร้อมจะไปทางการเมืองกับสภาฯหรือไม่ หรือว่า จะหาฐานการเมืองจากไหน หากไม่ใช่สมาชิก ซึ่งถือว่าเป็นฐานกำลังหลักที่มีการจัดตั้งและหากจัดตั้งถูกวิธีจะมีพลังมากทีเดียว แนวทางในการดำเนินงาน การให้การศึกษานั้นไม่ใช่เฉพาะเรื่องเดียว วันนี้สภาฯยังไม่สามารถที่จะให้การศึกษาสมาชิกสหภาพแรงงานได้ครบถ้วน ซึ่งในปีหนึ่งๆสหภาพแรงงานให้การศึกษากับสมาชิกได้น้อยมาก แล้วจะต้องให้การศึกษาแบบครบถ้วนได้อย่างไร เพราะเขาต้องขึ้นมาเป็นกรรมการสหภาพแรงงานด้วยในอนาคต ทักษะการคิดวิเคราะห์มีการฝึกฝนกันมากน้อยเพียงใด แน่นอนสหภาพแรงงานมีความรู้แต่เราไม่ได้ฝึกที่จะคิดวิเคราะห์ การบริหารจัดการองค์กร ซึ่งหากคิดวิเคราะห์ไม่ได้ก็หาที่ปรึกษา ซึ่งก็มีที่ปรึกษาหลายคนแล้วจะนำพาไปในทิศทางใด?

การสร้างทัศนคติให้มีจิตในมุ่งมั่นทำงาน บนฐานสำนึกและอุดมการณ์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ให้สหภาพแรงงานาเป็นดินแดนสนธยาที่เข้าไม่ถึงปกปิด ไม่ให้ออกมามีส่วนร่วมกับใครหรือใครก็เข้าไปไม่ได้ ข้อเสนอ สภาฯต้องมีการทำงานร่วมกับองค์กรอื่นๆได้ เพื่อที่จะเป็นกำลังทางสังคมด้วย แนวทางการดำเนินการ ต้องสร้างโอกาสทำกิจกรรมร่วมกับองค์กรแรงงานระดับสูง สร้างองค์กร สร้างตนเองแล้วต้องร่วมสร้างสังคม หลายองค์กรอาจไม่ได้เข้มแข็งแต่ทำเรื่องสาธารณะ จัดประเด็นร่วมทางสังคม หรือบางองค์กรจัดแต่ประเด็นของตนเองไม่สนประเด็นทางสังคมเลย ซึ่งทำให้องค์กรคับแคบ ฉะนั้นสภาฯต้องมีการจับประเด็นสาธารณะ ประเด็นทางสังคม เพื่อการขับเคลื่อนด้วย

ยุทธศาสตร์ต่อมา คือการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมือง สนับสนุนหรือสร้างพรรคการเมืองของแรงงาน ซึ่งในต่างประเทศขบวนการแรงงานมีทั้งที่มีพรรคแรงงาน หรือไม่มีพรรค แต่ขบวนการแรงงานที่เข้มแข็ง จึงมีการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมือง คือต้องมีคะแนนเสียงไปต่อรองกับพรรคการเมือง ซึ่งต้องสร้างให้สมาชิกมีอุดมการณ์ร่วมทางการเมืองมีทิศทางเดียวกัน ถึงจะกำหนดทิศทางการเมืองได้ หรือจะมีพรรคการเมืองของแรงงานก็ได้ หากสร้างอุดมการร่วมไม่ได้ การเลือกตั้งเราก็ไม่สามารถกำหนดให้สมาชิกเลือกพรรคการเมืองที่เป็นพรรคแรงงานได้ หรือพรรคที่แรงงานสนับสนุนได้ ความฝันเราตั้งได้ แต่เราต้องตั้งเป้าหมายไปให้ถึงความฝัน และนำไปสู่ความสำเร็จให้ได้ ซึ่งต้องมีแผนปฏิบัติการ และต้องทำให้เป็นจริง

นายสุเทพ อู่อ้น ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฏร การนำเสนอร่างพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับแก้ไขครั้งที่ … ว่า ขณะนี้มีผู้ใช้แรงงานถูกกระทำเรื่องการละเมิดวสิทธิแรงงานจำนวนมาก ที่เกิดกับการจ้างงานซับคอนแทรคที่เกิดขึ้นจำนวนมาก ซึ่งตนได้เข้าไปเสนอกับทางกระทรวงแรงงาน แต่ทางกระทรวงฯเองอ้างว่า กำลังมีน้อยในการที่จะไปตรวจสถานประกอบการ ซึ่งระบบกฎหมายของไทยเป็นระบบกล่าวหา จึงต้องมีคนที่ร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐซึ่งการเข้าไปคุยกับกระทรวงก็เนื่องจากทางสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทสไทยได้ร้องเรียนเรื่องดังกล่าวมายังคณะกรรมาธิการการแรงงาน

เรื่องที่มีการแก้ไขอยู่ตอนนี้มี  6 กรณี คือ หนึ่งเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำที่ไม่ได้มีการปรับขึ้นแบบอัตโนมัติ เนื่องจากบางที่เมื่อมีการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นไปตามที่มีการประกาศปรับซึ่งไม่ได้มีการปรับก็ไม่ได้รับการปรับ จึงเห็นว่า การปรับขึ้นค่าจ้างควรมีการปรับขึ้นทุกปีแบบอัตโนมัติ มี 13 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้รับประโยชน์ และ 40 เปอร์เซนต์ที่ปรับขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งกลุ่มที่มาต่อต้านคือกลุ่มที่เสียประโยชน์ ซึ่งเราเห็นว่า การปรับขึ้นค่าจ้างควรบัญญัติไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงานเลย ซึ่งแรงงานประมาณร้อยละ 7 ที่ได้ค่าจ้างต่ำกว่ากฎหมาย และมีร้อยละ 10 ที่ได้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ แรงงานที่ทำงานมานานนับ 10 ปีได้รับค่าจ้างขั้นต่ำตลอด ซึ่งตรงนี้จะมีเงินเก็บออมเพื่ออนาคตได้อย่างไร เมื่อค่าจ้างที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ค่าอาหารสามมื้อก็ 300 กว่าบาทแล้ว ที่อยู่ได้เพราะมีOT หรืองานล่วงเวลา จึงเสนอให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างอย่างน้อยร้อยละ 1 ที่ต้องมีการผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมาย

เรื่องการลาคลอด กฎหมายได้กำหนดไว้ 98 วันแล้ว แต่มองว่า เรื่องการดูแลประชากรที่มีวัยสูงอายุ เมื่ออดีตครอบครัวมีบุตรกันมากกว่า 1-10 คน แต่ปัจจุบันมีบุตรไม่เกิด 2 คน ซึ่งทำให้ประชากรน้อยลงมาก ด้วยอนาคตต้องมีการพัฒนาเด็กแรกเกิด ด้วยต้องการให้มีการลาคลอดได้ 180 วัน ซึ่งมีผู้ที่ได้รับประโยชน์ 20 ล้านคน ซึ่งกลุ่มที่ต่อต้านคือกลัวจะมีผลกระทบต่อการจ้างงาน และการเลิกจ้างผู้หญิงเมื่อมีการตั้งครรภ์ โดยกำหนดว่า 90 วันแรกแม่ลา 90 วันหลังก็ให้ดูว่าแม่ หรือพ่อจะลามาดูแลบุตร รวมเป็น180 วัน โดยได้รับค่าจ้าง

ต่อมาก็การลาพักผ่อน ซึ่งควรมีการลดชั่วโมงการทำงานรายสัปดาห์ เพื่อให้มีการพักผ่อนมากขึ้นโดยต้องได้รับค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกลุ่มที่ต่อต้านคือแรงงานเข้มข้นที่ต้องทำงานเพื่อให้ได้รายได้สูงขึ้น

การปรับค่าจ้างต้องมีการปรับเปลี่ยนพนักงานจากรายวันเป็นรายเดือน แรงงานที่ได้รับผลประโยชน์ราว 7 ล้านคน

วันพักผ่อนประจำปี กฎหมายกำหนดเพียง 6 วัน ซึ่งกลุ่มคนที่มีวันหยุดพักผ่อนมากกว่า 6 วันมีเพียงร้อยละ 0.6 เท่านั้น ด้วยมีองค์กรสหภาพแรงงาน

การแก้ไขกฎหมายต้องมีการจ้างงานให้มั่นคง มีค่าจ้างที่เพียงพอ มีเวลาการทำงานที่ไม่ยาวนานมีเวลาพักผ่อน การทำงานไม่ต้องทำวันหยุด ไม่ต้องทำOT มีรายได้เพียงพอ และต้องมีวันพักผ่อนที่เพียงพอมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนนานาอารยประเทศที่เจริญแล้ว

ส่วนของพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ ทางกระทรวงแรงงานได้มีการร่างแก้ไขแล้ว เนื่องจากทางสหรัฐอเมริกาได้มีการแจ้งตัดสิทธิ GSP คือ ตัดสิทธิภาษีทางการค้าของไทย จึงต้องมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน ด้วยการแก้ไขกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ98 และยังมีประเด็นแรงงานข้ามชาติที่มาทำงานในประเทศไทย ที่ยังให้เพียงสิทธิการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้ แต่การรวมตัวตั้งสหภาพแรงงานยังไม่ได้ รวมถึงแรงงานรับเหมาช่วงรับเหมาค่าแรงที่ยังไม่สามารถที่จะเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้ และตั้งสหภาพแรงงานได้ ตรงนี้ต้องมีการเข้าไปเสนอเพื่อให้แก้ไข เพื่อให้สิทธิแรงงานเกิดความเท่าเทียมกัน และไม่ให้มีการละเมิดสิทธิแรงงาน

การทำงานของกรรมาธิการการแรงงาน ก็มีการรับเรื่องราวร้องทุกข์จากพี่น้องผู้ใช้แรงงาน แต่ว่าเป็นการแก้ไขปัญหาแบบรายกรณีไปซึ่งจริงแล้วเราอยากที่จะทำให้เกิดการแก้ไขปัยหาทั้งระบบโดยตอนนี้ก็พยายามเสนอให้ทางกระทรวงแรงงานแก้ปัญหาทั้งระบบ ซึ่งตอนนี้ก็ได้เข้าไปร่วมประชุมกับทางกระทรวงแรงงาน เนื่องจากทางสภาฯได้มีการร้องเรียนเรื่องปัญหาแรงงานไปยังกระทรวงแรงงาน บริษัทขนาดใหญ่ที่มีการประกาศเลิกจ้าง หรือประกาศปิดกิจการแล้วเปิดบริษัทใหม่และรับสมัครคนเข้าทำงานในวันรุ่งขึ้น ซึ่งตอนนี้มีหลายบริษัทเริ่มมีการกระทำการแบบนี้ ซึ่งได้สอบถามทางกระทรวงแรงงาน แต่กระทรวงฯยังตอบแบบไม่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา หรือหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว
เรื่องการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1 การบังคับใช้กฎหมายยังไม่เป็นจริง ซึ่งแต่ละสหภาพแรงงานต้องช่วยกันทำข้อมูลเรื่องการจ้างงาน และปัญหาการจ้างงานเหมาค่าแรงที่แต่ละแห่งมีการจ้างอยู่นั้นว่า มีค่าจ้าง สวัสดิการเท่ากันหรือไม่ นายจ้างมีการทำตามกฎหมายมาตรา 11/1 กฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือไม่ จะได้มีนำเสนอให้กระทรวงแรงงานแก้ไขปัญหาตรงนี้ หากภาครัฐไม่ทำจะได้ฟ้องร้องศาลปกครองได้ ถือเป็นบทบาทของสหภาพแรงงาน การเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนระบบไตรภาคี เพื่อให้เป็นผู้แทนแรงงานอย่างแท้จริง การพิจารณาของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.)ในประเด็นการเลิกจ้าง ปิดกิจการลูกจ้างเดือดร้อนอยู่ต้องเร่งให้มีการพิจารณาให้รวดเร็วมากขึ้น หากใช้เวลา 60 วันนั้นแรงงานก็ไม่มีรายได้เดือดร้อนอีก 60วันซึ่งก็พยายามเร่งให้เร็วขึ้นอย่างกรณีลูกจ้างบริษัทเชอิชิน ที่นายจ้างปิดกิจการไม่จ่ายค่าชดเชย ซึ่งก้เร่งให้มีการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นต่อกระทรวงแรงงาน

กรณีแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานแบบถูกกฎหมายราว 2 ล้านคน ตัวเลขจริงๆที่คาดการว่ามีราว 4 ล้านคน ซึ่งตรงนี้รัฐต้องดูแลด้วยเนื่องจากแรงงานทุกคนต้องได้รับการดูแลแม้ว่าจะเป็นแรงงานข้ามชาติหรือแรงงานต่างด้าวก็ตาม

ประกันสังคม กรณีบำนาญ การเกษียณอายุก็มีการผลักดันให้มีการประกันตนได้อยู่ด้วยมีเรื่องการเจ็บป่วย พิการที่ต้องการได้รับการดูแลเมื่อสูงอายุ และมาตรา 40 อยากให้มีเรื่องเงินออมเป็นบำนาญด้วย ซึ่งตรงนี้รัฐมองว่าต้องไปเข้าสู่กองทุนบำนาญ ว่าเป็นการซ้ำซ้อน แต่จริงแล้วเราคิดว่าน่าจะมีการประกันสังคมได้ด้วย และยังมีการมองเรื่องการติดตามทวงถามเรื่องเงินประกันสังคมที่รัฐยังมีการติดหนี้ค้างจ่ายอยู่ 9 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งจากมีการตามตอนนี้รัฐบาลได้ส่งเงินเข้ากองทุน 1 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งที่ค้างอยู่ก็ต้องตามต่อ และต้องดูว่าเงินประกันสังคมจะมีการจัดสวัสดิการเพิ่มให้กับผู้ใช้แรงงานได้อย่างไร และเรื่องการส่งเสริมการลงทุนEEC นั้นตนก็จะไปตั้งกระทู้สอบถามในสภาผู้แทนราษฎรว่า จะมีการส่งเสริมการจ้างงานอย่างไร ซึ่งรอกระทรวงแรงงานมาตอบ

ทั้งนี้ในฐานะที่ได้รับการส่งเข้าไปเป็นผู้แทนราษฏร บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนส่งเข้าไปโดยสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย เพื่อทำงานรับใช้พี่น้องผู้ใช้แรงงานและสังคมโดยรวมจึงถือเป็นหน้าที่ที่ต้องมารายงานการทำงานกับคณะกรรมการ และสมาชิกสภาฯ พร้อมหากสหภาพแรงงานใดมีการประชุมใหญ่ขอให้เชิญมาเพื่อจะได้รายงานการทำงานในฐานผู้แทนแรงงานในสภาผู้แทนราษฏรให้พี่น้องได้รับทราบความคืบหน้า เรามีปิกแรงงาน ของพรรคอนาคตใหม่ที่พร้อมจะเข้าไปชี้แจง และตนเองก็พร้อมที่จะไปร่วมทุกครั้ง

ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพพันธ์ 2563 ทางสภาฯได้มีการกำหนดแผนงาน และยุทธศาสตร์การทำงานโดยกำหนด ยุทธศาสตร์ การสร้างเครือข่าย ในองค์กรแรงงานเป็นกลุ่มที่สนับสนุนกับในระดับสภาฯ สร้างแผนงานและบูรณาการ และสร้างบุคลากรในการเป็นแกนนำ โดยต้องสร้างให้เกิดการยอมรับในระดับสภา

การลดความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิแรงงาน คือต้องมีทีมในการเข้าร่วมการขับเคลื่อน ผลักดันร่วมหากมีคนที่ถูกกระทำการละเมิดสิทธิแรงงานต่างๆ โดยจะเข้าไปช่วยให้ความช่วยเหลือ และร่วมแก้ไขปัญหา

กำหนดแผนการดำเนินงานฝ่ายกิจกรรมสังคม และCSR เข้าร่วมในวันสตรีสากล ในวันที่ 8 มีนาคม และวันแรงงานแห่งชาติ ทุกวันที่ 1พ.ค. และวันงานที่มีคุณค่า ทุกวันที่ 7 ต.ค. และกิจกรรมปลูกป่า ฯลฯ กิจกรรมสนับสนับสนุนการทำงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยก็มีเรื่องการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อม และ กิจกรรมที่จะร่วมรณรงค์เรียนรู้คือ ปัญหาเรื่องผลกระทบกับทางชุมชน อย่างเรื่องหยุดโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือEEC เป็นต้น

ด้านยุทธศาสตร์ฝ่ายสังคม และการเมือง ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป้าหมายเพื่อให้เกิดการยอมรับทางสังคม และการเมือง ที่เกี่ยวข้องกับสังคมทั้งหมดเราต้องส่งคนเข้าร่วม และเชื่อมเครือข่ายทุกสาขาอาชีพ ของแรงงานเพื่อให้เกิดแรงงานทั้งผองคือพี่น้องกัน สิ่งที่ต้องเชื่อมร้อย คือต้องวางมาตรการที่จะรวมกัน ซึ่งก็คงเป็นรการทำงานร่วมกับสถาบันแรงงานกลางเพื่อทำร่วมกับแรงงานทุกกลุ่ม และต้องการขับเคลื่อนถึงเพื่อให้เกิดรัฐสวัสดิการ ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ต้องมีการทำงานวิจัยถึงระบบAI ที่เข้ามาว่ามีผลกระทบอย่างไรกับแรงงาน โดยจะทำร่วมกับผู้นำแรงงาน และฝ่ายการศึกษาดัวย

เรื่องสิทธิแรงงาน และสตรี ซึ่งก็มีการเข้าร่วมวันสตรีสากล ในวันที่ 8 มีนาของทุกปี โดยจะมีการทำแผ่นพับรณรงค์ ร่วมการขับเคลื่อน และมีการทำเรื่องแผนพับประเด็นสตรีถีงสิทธิต่างๆของสตรี และเรื่องประกันสังคมต่างๆที่จะได้รับ โดยจะมีการยื่นข้อเรียกร้องต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)ให้นำเสนอในสภาผู้แทนราษฏร เรื่องครอบครัวและเด็ก คนชรา ที่ถูกกระทำล่วงละเมิดต่างๆ ที่สร้างผลต่อจิตรใจของผู้ที่ถูกกระทำ และจะมีการวางแผนทำกิจกรรมร่วมกันอาจเป็นวันแม่ และคิดว่าควรต้องมีการเข้าไปบำบัดผู้ที่ได้รับผลกระทบในชุมชน อย่างไปเยี่ยมเพื่อเป็นกำลังใจ

กลุ่มฝ่ายจัดตั้ง เป็นด่านแรกที่จะสร้างความเข้มแข็ง คือมีทั้งงานจัดตั้งสหภาพแรงงาน และงานคุ้มครองสิทธิแรงงาน ซี่งงานจัดตั้งเพื่อการสร้างให้เกิดสิทธิเสรีภาพในการรวมตัวกันเพื่อเป็นสหภาพแรงงานเพื่อการปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐาน การทำงานจัดตั้งมีหลายด้านมีทั้งปริมาณ  ซึ่งตอนนี้ก็มีอยู่ในสภา 90 องค์กร แต่ยังน้อยมากสำหรับที่มีสถานประกอบการที่มาลงทุนในประเทศไทย การตื่นตัวขององค์กรในการทำงานแค่เพียงเพื่อให้อยู่รอดได้ยังไม่ได้มีการสร้างความเข้มแข็งที่เพียงพอหากว่าผู้นำยังไม่มีการสร้างเอกภาพในองค์กรเพียงพอ และการสร้างอำนาจในการต่อรอง แสวงงานการคุ้มครองด้านสิทธิแรงงานจำนวนมาก และการบริหารงานในการจัดตั้งเรายังไม่ไดเรียนรู้เรื่องความสำเร็จในการบริหารสหภาพว่าเขาทำอย่างไร อย่างอินโคนีเชีย อินเดีย เวียดนามที่เขามีการทำงานกันอย่างเข้มแข็ง ทั้งทางการเมือง องค์กรสังคมเครือข่ายที่ต้องมีการทำงานจัดตั้งมากตั้ ต้องมีการเชื่อมร้อยภาคเกษตรกรรม กลุ่มภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อการเข้าสู่ฐานการเมือง การทำงานของสหภาพแรงงานกับนายจ้าง คงไม่ได้มีความหอมหวานตลอด ซึ่งการละเมิดสิทธิแรงงานยังคงเกิด ซึ่งงานจัดตั้งต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือ และการร้องทุกข์ที่เข้ามาเราต้องเข้าไปช่วยให้เขาสามารถเข้าถึงสิทธิ โดยสหภาพ แรงงานมีไม่ใช่ภายในประเทศ เรามีทุนต่างประเทศก็มีการรวมตัวกับในระดับสากกลเพื่อหนุนช่วยกัน

 

ด้านสวัสดิการต้องไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าชาย หรือหญิง ต้องมีการเข้าไปทำงานให้เกิดความเท่าเทียมกันทั้งค่าจ้างสวัสดิการ และการจัดตั้งทำงานดูแลสิทธิแรงงานอื่นๆไม่ว่าจะเป็นแรงงานเหมาค่าแรง หรือแรงงานข้ามชาติต้องดูแลทุกกลุ่มอย่างแท้จริง และการสร้างสหภาพแรงงานให้มีคุณภาพ เพื่อให้เขาได้รับความรู้ที่มีคุณภาพเรื่องเทคโนโลยี ที่มีการสื่อสารผ่านระบบเทคโนโลยี ซึ่งต้องมีการพัฒนาเพิ่มด้านศักยภาพ และยังมีการทำงานเทคนิคการสื่อสาร ซึ่งจะเชื่อมทางพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยมาช่วยในการพัฒนาด้านงานสื่อสารอย่างมีคุณภาพ และยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งขององค์กรคือการจัดการเรื่องงบประมาณในการสนับสนุนซึ่งเรื่องค่าบำรุงที่จัดเก็บเข้ามา และการลงทะเบียนเพื่อการเข้าร่วมกิจกรรมด้วย

ทั้งนี้ได้มีการนำเสนอประเด็นระดับสหพันธ์แรงงาน สมาพันธ์แรงงาน กับสถานการณ์ต่างๆปีที่ผ่านมาของการยื่นข้อเรียกร้องและการเจรจาต่อรอง โดยผู้อภิปรายบนเวทีประกอบด้วย นายภูภาร สมาทา ประธานสหพันธ์แรงงานโตโยต้า นายคฑาวุธ ศรีสุวรรณ ประธานสมาพันธ์แรงงานอีซูซุ นายสมเกียรติ เจียดกำจร ประธานสมาพันธ์แรงงานฟอร์ดมาสด้า นายปิยะ พวงเพชร ประธานสมาพันธ์แรงงานรถยนต์มิตซูบิชิ นายชัยพงศ์ โฉมเฉลา สมาพันธ์แรงงานเด็นโซ่ และนายศรายุทธ กุดมาลา สมาพันธ์แรงงานฮอนด้า ด้วย

สรุปโดยวาสนา ลำดี