แรงงานทราบแล้วเปลี่ยน ค่าจ้างรายชั่วโมงมาแน่ ! กอดงานให้แน่น ๆ เท่ากับกอดแฟน

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

โดย กองบรรณาธิการฯ Decode

25 กันยายน 2563

เมื่อโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปหลังการเข้ามาของโควิด-19 โดยเฉพาะโลกการทำงานที่วันนี้ “หายใจไม่คล่อง” แล้ว เมื่อวันที่ 20 กันนายน 2563 ที่ผ่านมา สภาองคก์ารลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย สำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส ภาคีสังคมแรงงานสู้วิกฤตโควิด และโครงการวิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท (FES) ร่วมกันจัดเวทีเสวนา “การรักษาการจ้างงาน – ตัวอย่างที่ดี”

ในวงเสวนานักวิชาการ ผู้ประกอบการต่างมองว่า สถานการณ์ตอนนี้รัฐจำเป็นต้องเข้ามาช่วย “รักษางาน” เพื่อให้ประเทศรอดพ้นวิกฤต แรงงานไม่ถูกให้ออก ซึ่งจะเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา ขณะที่รูปแบบการจ้างวันนี้กำลังจะเปลี่ยนไป เป็นการจ้างงานแบบ “รายชั่วโมง

ยกแรกแรงงานป้ายแดงตกงาน

ยกสองสู้สุดซอย…ให้มันจบที่ศาลแรงงานกลาง

ธนพร วิจันทร์ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี บอกเล่าถึงประสบการณ์ตรงของตนเองว่า เพิ่งได้รับหนังสือเลิกจ้างสิงหาคม ตกงานกันยายน เราไม่ได้โลกสวย วันนี้ต้องยอมรับว่า กระทรวงแรงงานแก้ปัญหาไม่ตรงจุดเพราะปัญหาการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมยังดำรงอยู่ คนส่วนใหญ่ก็ยอมรับว่า เศรษฐกิจไปต่อไม่ได้

ธนพร ตั้งข้อสังเกตว่า คนจะกลับไปสู่โรงงานเป็นไปได้หรือ กฎหมายมันสอดคล้องกับสถานการณ์โควิดแค่ไหน ในขณะที่นายจ้างก็มักจะอ้างโควิดทั้งนั้น มันใช่ไหม มีการตรวจสอบความชอบธรรมหรือไม่ เราจะสู้ให้สุดซอยทะลุเพดาน ให้มันจบที่ศาลแรงงานกลาง ถ้าการจ้างงานเป็นไปในรูปแบบระยะสั้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสามเดือน หกเดือน เราจะไม่สามารถแก้ปัญหาคนตกงานได้

โควิดมาเอะอะลดราคาหมู-ไก่ เข้าทางทุนใหญ่ หรือแม้แต่การลดเงินนำส่งประกันสังคมใครได้ประโยชน์กันแน่

ธนพร กล่าวทิ้งท้ายว่า การแก้ไขปัญหาคงต้องมองครบทุกมิติ เพราะวันนี้พวกเราอยู่ในฐานะแรงงานและอยู่ในสถานะตกงานด้วยข้ออ้างของนายจ้างว่า ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สุดท้ายมันต้องมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนจากตัวแทนนายจ้าง และแรงงาน

แรงงาน 11.8 ล้านคน เสี่ยงถูกลดเงิน-ตกงาน

แม้สถานการณ์โควิด-19 จะค่อย ๆ ดีขึ้นแล้ว แต่สถานการณ์เศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบซ้ำจากวิกฤตนี้ ทำให้การจ้างงานของประเทศไทยยังไม่กระเตื้อง รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐมีนโยบายกระตุ้นอุปสงค์ เช่น รัฐจ่าย 50% นายจ้างจ่าย 50% แต่สำหรับนโยบายเพื่อกระตุ้นอุปทาน เช่น การใช้ Soft Loan ตลอดจนการลดภาษีนั้นยังไม่เห็นมากนัก และยังไม่เห็นภาพของการรักษาที่มีรัฐเป็นกลไกเชื่อมและช่วยเหลือภาคการจ้างงาน

การใช้นโยบาย Soft Loan มีงานวิจัยของ Krungsri Research ว่า ภายในปี 2021 จะมีคนถึง 11.8 ล้านคน เสี่ยงถูกลดเงิน และตกงาน สถานประกอบการกว่า 143,000 แห่ง จะขาดสภาพคล่อง อีกกว่า 132,000 แห่งจะอยู่ในกลุ่มเปราะบาง/เสี่ยงขาดสภาพคล่อง โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องหนัง ถ่านหิน สิ่งทอ ที่เหลือจะมีสถานะการเงินดี คือ กลุ่มประกันชีวิต การเงิน วิทยุโทรทัศน์

รศ.ดร.กิริยา เสนอว่า มาตรการหนึ่งที่ประเทศในกลุ่ม OECD ทำมาเสนอเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ คือ การรักษางาน หรือ Retention Job (JR) เป็นการรักษาการเลิกจ้างงานของนายจ้าง “ไม่ให้สูงเกินไป” มีการช่วยเหลือ ปรับกฎเกณฑ์ให้ต่ำเพื่อให้นายจ้างเข้าร่วมได้ เช่น ขยายเวลาการช่วยเหลือในระยะเวลา 6-12 เดือน

รูปแบบการรักษางาน ทำได้หลายแบบ เช่น หั่นชั่วโมงทำงานให้สั้นลง และการอุดหนุนค่าจ้างให้รัฐอยู่ในกลไกของการเป็น Co-Payment ร่วมจ่ายค่าจ้างด้วย ซึ่งตอนนี้ก็สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงแรงงาน

รศ.ดร.กิริยา ยอมรับว่า คีย์สำคัญของนโยบายรักษางานนั้น ต้องทำให้ชัดว่า งานแบบไหนที่อยากรักษาไว้ และไม่ควรเป็นงานที่อยู่ในกลุ่ม Displacement Effect เช่น กลุ่มที่จะมีหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่ เพราะในที่สุดการเลิกจ้างก็จะเกิดขึ้นอยู่ดี นโยบายนี้จำเป็นต้องลดความสูญเสียให้มากที่สุด ที่สำคัญเมื่อวิกฤตจบนโยบายต้องยุติทันที

สุดท้าย เหตุผลของการต้องรักษางานไว้ ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาสภาพคล่องเท่านั้น แต่คือ การพยุงสภาพของสถานประกอบการให้ไม่ต้องปิดตัว และเริ่มหางานใหม่ ขณะที่แรงงานก็ยังคงทักษะเดิมไว้ได้

แรงงานทราบแล้วเปลี่ยน ค่าจ้างรายชั่วโมงมาแน่ !

พายุเศรษฐกิจแพลตฟอร์มและการแทนที่ด้วยเทคโนโลยี

ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ประเมินสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยว่า ยังอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วง สะท้อนจากประมาณการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือจีดีพีของประเทศไทย ติดลบ 12.2% สะท้อนถึงความเปราะบางทั้งการลงทุน การบริโภคในประเทศ และการส่งออก ทั้งหมดนี้ส่งผลไปถึงภาพรวมการว่างงานในประเทศ

นิวนอร์มอลที่เราต้องเผชิญคือ อุปสงค์ยังไม่ฟื้นตัวกลับมาเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน คาดว่า ใช้เวลานานกว่า 2 ปี ดังนั้นโลกหลังโควิด-19 หลายอาชีพจะหายไป การลงทุนใหม่มาพร้อมกับเทคโนโลยีจึงใช้คนน้อยลง ทุกอาชีพที่เกี่ยวกับอนาล็อกจะลำบาก เพราะคุณจะถูกคุกคามในแพลตฟอร์มออนไลน์และถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี

ส่วนทิศทางที่สองคือ งานในอนาคตจะเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการจ้างงานแบบฟรีแลนซ์และค่าจ้างรายชั่วโมง (work per hour) จะกลายมาเป็นเทรนด์ใหม่ แรงงานจะไปทำงานที่บ้านแทนการเข้ามาทำงานในออฟฟิศเพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัท ไม่ว่าอย่างไรการจ้างงานในรูปแบบนี้จะมาแน่ ๆ แต่จะทำอย่างไรไม่ให้นายจ้างเอาเปรียบลูกจ้าง

ไม่ว่า ‘รัฐ-นายจ้าง-ลูกจ้าง’ ไม่ว่าหน้าไหน

โลกเปลี่ยน ถ้าคุณไม่เปลี่ยน คุณก็หลุดออกจากระบบ

ทั้งกระแสเทคโนโลยีดิสรัปชัน หรือ คลื่นยักษ์โรคระบาดอย่างโควิด-19 ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานแบบเดิมสู่การทำงานแบบใหม่อย่างการทำงานจากที่บ้าน การลดขนาดองค์กร และแนวโน้มการจ้างงานแบบ Freelance

มารุต ชุ่มขุนทด ผู้ก่อตั้งและ CEO Class Cafe ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในวงเสวนาว่า “โควิดเล่นเราทุกอย่างในชีวิต ไม่มีวันที่เราจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องเปลี่ยน Mindset ในหลายๆ เรื่อง ” ซึ่งได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อวิถีเปลี่ยน โลกเปลี่ยน ระบบการทำงานรูปแบบใหม่ ระบบคุ้มครองแรงงานรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะแรงงาน Freelance และแรงงานนอกระบบ ต้องวิ่งตามการเปลี่ยนแปลงให้ทัน

รวมไปถึงการ Reskill พนักงาน เพื่อป้องกันการหลุดออกจากตลาดของแรงงานในระบบเก่า อย่างในธุรกิจ Start Up ที่มีแนวโน้มเข้าสู่ระบบมากขึ้น

อย่าง Class Cafe เอง เรามองว่าพนักงานที่มีอายุงานนาน คือ คุณค่าที่สำคัญขององค์กร เพราะเขาคือ คนที่รู้จักลูกค้ามากที่สุด เราจึงต้องปรับตัวกับรูปแบบการจ้างงาน ให้พนักงานเรียนรู้การใช้ Technology เพื่อปรับตัวให้เขากับระบบการทำงานของอนาคต โดยเราจึงมีการเทรนนิ่งพนักงานทุกสัปดาห์

ดังนั้น นายจ้าง ลูกจ้าง จึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับระบบการทำงานที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ที่มีสัดส่วนของแรงงานอยู่ในระบบมากที่สุด โดยวิธีที่มารุต แนะนำคือ การใช้แฟลตฟอร์มช่วย Matching คนกับงาน ในการสร้างพื้นที่การจ้างงานเพิ่มขึ้น และเป็นเครื่องฉายภาพการจ้างงานในอนาคต

ไม่มีใครต้องออก ไม่มีใครต้องปิดตัว

ทำให้ “นายจ้าง-ลูกจ้าง” ไปด้วยกันได้

สุดท้าย อนันต์ บวรเนาวรักษ์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ยอมรับว่า ในวิกฤตตลาดแรงงานนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ภาครัฐเองก็ต้องปรับตัวครั้งใหญ่เช่นกัน แต่จะทำอย่างไรให้สิทธิ์ที่รัฐคุ้มครองให้นายจ้าง และลูกจ้างไปด้วยกันได้ ไม่มีใครต้องออก ไม่มีใครต้องปิดตัว หนึ่งในวิธีที่ทำในช่วงวิกฤต คือ การพยายามให้ “ความสัมพันธ์” ระหว่างนายจ้าง และลูกจ้างมองเห็นเงื่อนไขของกันและกัน ภายใต้ภาวะวิกฤต

อนันต์ ยังระบุเพิ่มว่า ตอนนี้รัฐเตรียมมองรูปแบบการคุ้มครองการทำงาน จ้างงานของกลุ่มแรงงานฟรีแลนซ์ที่เพิ่มมากขึ้น รูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนไปแล้วหลังโควิด-19 เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ช่วงบ่าย ‘เลื่อนจ่าย-ค้างจ่าย’ เมื่อกม.ไม่เข้ากับวิกฤต แรงงานต้องตกเป็นเหยื่ออยู่ร่ำไป

จาก…เลื่อนจ่าย ถึง…ไม่จ่าย

ความไม่เป็นธรรมที่แรงงานเลือกไม่ได้

อนรรฆวรรณ ศรีจันทร์ เล่าประสบการณ์การถูกเลิกจ้างของตัวเองว่า ก่อนโดนเลิกจ้าง เมื่อวันที่ 1 ส.ค.63 ก่อนหน้านั้นบริษัทประกาศปิดกิจการชั่วคราว 90 วัน โดยให้เหตุผลว่า ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

ระยะเวลา 90 วันนั้น พนักงานได้สิทธิประโยชน์ทดแทนจากประสังคม แต่พอครบกำหนดวันที่โรงงานต้องเปิด เช้าวันนั้น…บริษัทแปะป้ายประกาศ “เลิกจ้างพนักงาน” ในประกาศระบุว่าที่เลิกจ้าง เพราะพนักงานรวมตัวชุมนุมกันเมื่อวันที่ 1 เม.ย.63 และเป็นการกักขังหน่วงเหนี่ยวเจ้าของบริษัท การเลิกจ้างแบบนี้ ทำให้แรงงานที่ถูกเลิกจ้างไม่ได้อะไรเลยในทางกฎหมาย 800 คนกลายเป็นคนตกงาน

ที่น่าสงสัยคือ ถ้าเป็นการเลิกจ้างจากปัญหาการรวมตัวชุมนุมจริง แต่ทำไมพนักงงานที่เขาหยุดงานตาม มาตรา 75 หรือคนที่ลางานในวันที่ 1 เม.ย. 63 (วันชุมนุม) ทำไมคนกลุ่มนี้จึงถูกเลิกจ้างด้วย

ตั้งแต่ปลายเดือน ธันวาคม 62 ช่วงนั้นพนักงานต้องได้รับโบนัส บริษัทจ่ายเงินให้ 30% และแจ้งว่าจะจ่ายส่วนที่ค้างให้พนักงานก่อนช่วงสงกรานต์ปี 63 ต่อมาบริษัททั้งเลื่อนทั้งพลัดมาเรื่อย ๆ จนมียอดค้างจ่าย 175% สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือ เดือนทั้งเดือนพนักงานได้เงินเดือน 1,000 บาท ลองนึกภาพว่า เราจะกิน-อยู่กันอย่างไร

จากวันที่บริษัทปิดตัวลง นายจ้างเคยสัญญาว่าจะจ่ายเงินค่าจ้างที่ค้างไว้ภายใน 29 พ.ค. 63แต่ทุกวันนี้ยังค้างจ่าย ชีวิตวันนี้คือ เป็นหนี้ ต้องดิ้นรนทำงานหนักขึ้น และต้องทวงสิทธิตัวเองด้วยการยื่นเรื่องใช้สิทธิผ่านทางศาล

บังคับให้ออกจากงานเพราะท้อง!!

ลาออก!? ตามมาตรา 43 ของ พรบ.แรงงาน พ.ศ. 2541 ที่ระบุชัดเจนว่า นายจ้างไม่สามารถเลิกจ้างลูกจ้างเพียงเพราะเป็นหญิงมีครรภ์ได้ แต่…สิ่งที่เกิดกับ อินธุอร อินบุญ แรงงานหญิงตกงาน เป็นสิ่งที่ยืนอยู่คนละฝั่งกับ ม.43

“เคยเป็นพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่งในสมุทรปราการ ประมาณ 2 ปี แต่หลังจากที่เราตั้งครรภ์ ตอนที่เราตั้งครรภ์ยังไม่เป็นปัญหา แต่หลังจากที่เราคลอดแล้ว จุดขัดแย้งอยู่ตรงนี้ ตรงที่นายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าแรงลาคลอด 45 วัน

ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำกับความซับซ้อนเรื่องสิทธิและกฎหมาย เป็นของหวานของนายจ้างที่ชอบเอามาแอบอ้างไม่ยอมจ่าย “หลังจากที่เราคลอด เราก็ไปถามว่าทำไมไม่จ่ายเงิน 45 วัน เขาอ้างว่าประกันสังคม อ้างว่าเป็นคนละส่วนกัน หรือถ้าอยากได้…ก็ให้ไปฟ้องเอา

ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น กับการเลี่ยงความรับผิดชอบที่ไม่ต่างจากการลักไก่ “เมื่อไม่ยอมจ่าย เมื่อเกิดความขัดแย้ง เรารู้สึกถูกกดดัน ก็จำเป็นต้องลาออก”

ปัญหาแรงงานหญิงถูกกดดันเพียงเพราะบริษัทไม่ยอมจ่ายเงินลาคลอด ดูเหมือนเป็นปัญหาไร้ทางออกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนโควิดที่สะท้อนถึงวิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อปัญหาปากท้องเป็นลำดับรองที่ตามมา

พนักงานมีภาระ มีค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่าย ค่าเลี้ยงดู ที่ต้องจ่าย ซึ่งลักษณะของนายจ้าง นอกจากไม่จ่ายค่าลาคลอด ถึงเวลาจ่ายค่าจ้างก็ไม่จ่าย แต่เราเดือดร้อน

นายจ้าง-ลูกจ้างหัวอกเดียวกัน

สิทธิรัตน์ โหตระไวศยะ ประธานสภาองค์การนายจ้างบริการไทย ยืนยันว่านายจ้างและลูกจ้างต่างก็เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน แต่ในภาวะฉุกเฉินต้องยอมรับความจริงว่ามีนายจ้างหลายคนที่เตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ทัน ซึ่งสุดท้ายก็นำไปสู่การฟ้องร้องเรื่องค่าจ้างระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

โดยเสนอทางเลือกว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ภาครัฐจะเข้ามาแก้ปัญหาร่วมกันในเรื่องนี้ อย่างการมีกองทุนประกันความเสี่ยง สำหรับใช้ในภาวะวิกฤต ภายใต้รูปแบบการออมเงินไว้หนึ่งส่วนสำหรับประเด็นนี้โดยเฉพาะ สิทธิรัตน์ มองว่า การทำอย่างนี้จะช่วยลดความขัดแย้งระหว่างลูกจ้างและนายจ้าง และเสริมย้ำว่าเพื่อให้เสียงดังขึ้น ไม่ใช่แค่นายจ้างที่ต้องออกมาเรียกร้องกับทางภาครัฐเพียงอย่างเดียว ลูกจ้างเองก็ต้องช่วยออกมาขับเคลื่อนในประเด็นนี้ไปพร้อมกัน

สิทธิรัตน์ได้ทิ้งท้ายอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน อย่างประเด็นเงินออมสำหรับแรงงานวัยเกษียณ เพราะตอนนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งทั้งนายจ้างและแรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้มีการวางแผนในตรงนี้และอาจจะกลายเป็นปัญหาต่อไปได้

รัฐบอกว่า เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ช่วยจ้างงานผู้สูงอายุหน่อยได้ไหม กระทรวงแรงงานบอกให้จ้าง แต่กระทรวงอื่น ๆ ไม่ให้จ้าง แล้วจะให้เราทำอย่างไร

ระบบราชการไม่ช่วย “คนตกงาน”?

สุเทพ อู่อ้น จากอดีตพนักงานจนปัจจุบันเป็นสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการแรงงาน ภาพรวมที่ผ่านมายังมองเห็นข้าราชการบางท่านไม่ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างเข้มข้น กฎหมายที่กำหนดไว้ อย่างกฎหมายแรงงาน ซึ่งกฎหมายแรงงานเรียกได้ว่าเป็นกฎหมายที่เป็นเรื่องพื้นฐาน กลับมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรมระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

ก่อนวิกฤตโควิด-19 เข้ามา นายจ้างเขามีกำไรอยู่บางส่วน เขาล้มจริง ๆ แต่ไม่ได้ล้มทั้งหมด อย่างกรณี การร้องเรียนของนายจ้างผิดนัดจ่ายค่าจ้าง ทำให้ลูกจ้างบุกสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในจังหวัดนครสวรรค์และสมุทรปราการ สร้างช่องโหว่ให้นายจ้างหลายพื้นที่ทำตามแบบอย่าง

กมธ.ได้ทำเรื่องให้ทางกระทรวงแรงงานได้พิจารณาเงื่อนไขของการจ่ายมาตรา 75 จากกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และเงื่อนไขของกฎกระทรวงที่มีการดำเนินการจ่ายด้วยเหตุสุดวิสัย ให้ไปรับเงินประกันสังคม 62% สร้างความย้อนแย้ง แรงงานกลุ่มหนึ่งรับ 75% จากมาตรา 75 ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กลับมีอีกกลุ่มรับ 62% จากประกันสังคม ถือเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่

ถ้าระบบการทำงานของข้าราชการยังเป็นแบบนี้ต่อ ลูกจ้างลำบากเราต้องวิเคราะห์จุดประสงค์ของประกันสังคม ประกันสังคมต้องไม่เป็นภาระใคร” ยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องพูดถึง อย่างเรื่องแรงงานนอกระบบ

เขามีอะไรเป็นหลักประกันประกันสังคมยังไม่ได้ ม.40 ไม่ตอบโจทย์” ส.ส.สุเทพ กล่าวทิ้งท้าย

แรงงานเป็นเหยื่อของวิกฤตครั้งนี้ ?

ชฤทธิ์ มีสิทธิ์ นักกฎหมายแรงงาน เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 เราต้องมีเครื่องมือที่รับสถานการณ์วิกฤต แต่วันนี้ในสถานการณ์ที่มีโจทย์ใหญ่ 2 เด้ง ทั้งพิษเศรษฐกิจและโควิด-19 เราไม่มีเครื่องมือรับวิกฤตนี้

กฎหมายคือตัวปัญหา เพราะเราเอากฎหมายเป็นตัวตั้งและตัวชี้วัด มันเลยเป็นปัญหาของทุกเรื่อง สำหรับวิกฤตเศรษฐกิจและโควิด-19 สังคมต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ ต้องมองให้เห็นปัญหาและผลกระทบที่เป็นจริงเพื่อจะได้สร้างแผนและนโยบายที่เหมาะสม

เวลานี้เราไม่มีกฎหมายรองรับวิกฤตเศรษฐกิจเลย มีแค่ พ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับที่ 4 ที่มีเนื้อหาแตะ ๆ ไว้เล็กน้อยเท่านั้นกฎหมายไม่ใช่ทางออก ตอนนี้เราไม่มีหลักกฎหมายที่รองรับวิกฤต มีแต่เรื่องหลักการพิจารณากรณีเลิกจ้างเป็นธรรมและไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ภายใต้ดุลยพินิจของศาลฎีกา ประกอบด้วย

1.) ไม่มีเหตุการเลิกจ้าง

2.) เกิดเหตุไม่จริงที่ต้องเลิกจ้าง

3.) กระทำการไม่สุจริต หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปไม่ทำกัน

4.) การเลิกจ้างนั้นต้องมีเหตุ เหตุนั้นต้องเป็นเหตุผลอันสมควรที่ให้เลิกจ้างเพราะจะทำให้บริษัทอยู่ไม่ได้

ผมคิดว่าหลักกฎหมายมันไม่มีทางเข้ากับวิกฤตได้เลย

นอกจาการอภิปรายของผู้ร่วมเสวนาบนเวทีแล้ว ผู้ร่วมวงเสวนายังได้แลกเปลี่ยนและเสนอทางออกด้วย ตั้งแต่การขอให้รัฐดูแลลูกจ้างกลุ่มเปราะบาง เช่น คนตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ หรือกลุ่มช่วงวัย 45 ปีขึ้นไป ที่มักถูกเลิกจ้าง ความเป็นไปได้ในการบังคับใช้กฎหมาย หากนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยควรต้องคดีอาญาฐานฉ้อโกง หรือข้อเสนอที่ว่าหากเกิดเหตุวิกฤตห้ามให้นายจ้างเลิกจ้างเด็ดขาด เว้นแต่ได้รับการตรวจสอบจากรัฐแล้ว