เพื่อนหญิงตาก ร่วมตีเกราะ เคาะไม้ ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง เด็ก

เครือข่ายเพื่อนหญิงตาก ยื่นข้อเสนอผู้ว่าตาก ร่วมตีเกราะ เคาะไม้ ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง เด็ก

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ณ ห้องประชุมอำเภอเมืองจังหวัดตาก เครือข่ายเพื่อนหญิงล้านนา 12 จังหวัด จังหวัดตาก มูลนิธิเพื่อนหญิง ร่วมกับพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตาก พร้อมเครือข่ายสหวิชาชีพด้านเด็ก สตรี จังหวัดตาก จึงได้กิจกรรมรณรงค์ “ตีเกราะ เคาะไม้ เสวนา และยื่นข้อเสนอ 7 ข้อ ต่อท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตาก เนื่องในโอกาส 25 พฤศจิกายน วาระสำคัญ เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงสากล ซึ่งปีนี้การจัดกิจกรรมรณรงค์มีหัวข้อภายใต้แนวคิด  “เฉย = ช่วยทำร้าย ร่วมตีเกราะ เคาะไม้  ชุมชน ร่วมใจ ผู้หญิง ครอบครัว ชุมชนไทย ปลอดความรุนแรง” จากสถิติข้อมูลเชิงภาพรวมความรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิงและเด็ก ที่นับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในภาคเหนือ มูลนิธิเพื่อนหญิงได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายเพื่อนหญิงล้านนาในระดับพื้นที่ มีข้อมูลที่รวบรวมได้ ตั้งแต่เดือน กุมพาพันธ์ – กันยายน 2560 มีจำนวน 91 ราย ที่เข้ามาขอคำปรึกษาและช่วยเหลือ ส่วนใหญ่จะถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว อีกทั้งได้มีผู้หญิงที่เข้าสู่การทำกลุ่มสนับสนุนเพื่อนช่วยเพื่อน (Group Support) บำบัดเยียวยาตั้งแต่ กุมภาพันธ์ 2559 – มิถุนายน 2560 มีจำนวน 542 คน

ในช่วงบ่ายมีการจัดเวทีเสวนา ประชารัฐฮ่วมใจ๋ เด็ก สตรี ครอบครัว และชุมชนไทย ปลอดภัยจากความรุนแรง โดย พัฒนาสังคมจังหวัดตาก ได้เปิดเผยจากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัวจังหวัดตาก ว่ามีสถิติความรุนแรงในครอบครัว 2558 – 2560 ใน 3 ประเภทรวมจำนวน 23 ราย คือความรุนแรงทางร่างกาย 15 ราย ความรุนแรงทางจิตใจ 4 ราย ความรุนแรงทางเพศ 4 ราย ส่วนใหญ่สาเหตุมาจากการดื่มสุรา หรือยาเสพติด มากที่สุดคือ 12 ราย ในขณะเดียวกันก็มีผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว จำนวน 27 รายเป็นผู้หญิง 15 ราย มีช่วงอายุผู้ถูกกระทำความรุนแรงมากที่สุด คืออายุ 36 – 59 ปี อายุน้อยที่สุด คือเด็กเล็ก 0 – 5 ปี และอำเภอที่มีการเกิดเหตุมากที่สุดคือ อำเภอเมือง กับ อำเภอแม่สอด รองลงมาจะเป็นอำเภอวังเจ้า และอำเภอบ้านตาก ด้านโรงพยาบาลตากซึ่งมีศูนย์พึ่งได้ กล่าวว่า ส่วนใหญ่จะเป็นกรณีความรุนแรงในครอบครัว ผู้หญิง เด็กถูกทำร้าย และรวมถึงผู้เข้ารักษามีอาการทางจิต เพิ่มมากขึ้น ดังนั้นอยากให้มองถึงการแก้ปัญหาด้านความรุนแรง ที่มักเกิดจากครอบครัวไม่อบอุ่น ผู้หญิงยังขาดความรู้ในการเข้าถึงสิทธิ ส่วนด้านผู้กำกับ สภอ.จังหวัดตาก ได้กล่าวถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัวว่า ส่วนใหญ่พอขึ้นโรงพักแล้วแจ้งความแล้วก็มักจะมาถอนแจ้งความ  สาเหตุการกระทำก็มาจากพิษสุรา รองลงมาก็ยาเสพติด เหมือนกับข้อมูลของหลายหน่วยงาน ดังนั้นอยากขอให้ผู้หญิงที่ไปโรงพักแล้วพนักงานสอบสวนไม่ยอมรับแจ้งความสามารถขึ้นไปผู้กำกับได้ที่ชั้น 2 ตำรวจยินดีที่จะแก้ปัญหาสังคม ส่วนอัยการและยุติธรรมจังหวัด ได้แสดงความคิดเห็นว่าการรณรงค์ยุติความรุนแรงเด็ก สตรี และในครอบครัว พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา (องค์ภา) ท่านได้เป็นทูตสันถวไมตรีในด้านการยุติความรุรนแรงต่อสตรี เด็ก และกระทรวงยุติธรรม ได้มีการจัดทำกระดิ่งรณรงค์ เพื่อยุติความรุนแรง ส่วนการช่วยเหลือด้านคดีความนั้นปัจจุบันได้มีกองทุนการช่วยเหลือประชาชน ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งนี้สามารถมาปรึกษาได้ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัด

จากนั้นเครือข่ายเพื่อนหญิงล้านนา จังหวัดตาก ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อนหญิง และสหภาพยุโรป(EU) ได้เชิญนายสมชัย กิจเจริญรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ที่ได้รับมอบหมายจากผู้ว่าราชการจังหวัดฯได้ขึ้นกล่าวเปิดงาน ร่วมตีเกราะ เคาะไม้ เพื่อยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงฯ และ รับข้อเสนอ 7 ข้อ จากเครือข่ายเพื่อนหญิงล้านนาจังหวัดตาก ดังนี้

1.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ยกระดับจิตสำนึกของข้าราชการทุกหน่วยที่ทำงานเกี่ยวข้อง ได้มีความเข้าใจ รับรู้ และปฏิบัติตามกฎระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีการละเมิด คุกคามทางเพศผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง จะต้องปกป้องผู้เสียหายและดำเนินการเอาผิดทั้งความผิดทางอาญา และวินัยโดยรับโทษสูงสุด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ ในรูปแบบการซื้อประเวณีกับเด็กเยาวชน จะต้องรับโทษสถานหนัก

2.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้กำชับยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับคดีการละเมิดทางเพศ รุมโทรม เด็ก เยาวชน อันเป็นคดียอมความไม่ได้เพราะหลายกรณี พบว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ได้มีการเจรจาต่อรองให้ พ่อแม่ของเด็ก เยาวชน ยอมความและรับเงินค่าเสียหายแทนการดำเนินคดี  ทั้งที่การกระทำผิดต่อเด็ก เยาวชน เป็นคดี ยอมความไม่ได้

3.ให้ผู้ว่าราชการยกระดับการทำงานขององค์กรท้องถิ่น เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)  เทศบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ดังนี้จัดเวทีสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือส่งเสริมคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี ครอบครัวให้กับ อปท.ท้องถิ่น เพื่อการทำงานได้อย่างมีความรู้ความเข้าใจ ในการช่วยเหลือแนะนำ เช่น พรบ.คุ้มครองเด็ก พรบ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พรบ.การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รวมถึงยกระดับการทำงาน ของศูนย์พัฒนาครอบครัวชุมชนทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ในสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่นให้มีแผนกรับเรื่องราวร้องทุกข์ มีเจ้าหน้าที่งบประมาณประจำปีรองรับ เพื่อที่เด็ก สตรี สามารถเข้าร้องทุกข์ ขอประสานการคุ้มครองสวัสดิภาพความปลอดภัย ได้อย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาลต้องกำชับให้งานด้านเด็ก และสตรี ได้ถูกส่งเสริม ป้องกันด้านสุขภาวะ คุณภาพชีวิต มีการกำหนดแผน และโครงการในระดับชุมชนเอาไว้

4.ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ยกระดับการทำงานสหวิชาชีพจังหวัดภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็ก ผู้หญิง ให้มีการลงพื้นที่การทำงานเชิงรุกในระดับชุมชน โดยเฉพาะการอบรมกลุ่มแกนนำในระดับชุมชนให้มีความรู้ ความเข้าใจในด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง  รวมถึงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ รับรู้ถึงบทบาท ภารกิจของหน่วยงานสหวิชาชีพจังหวัด  อีกทั้งยกระดับอาสาสมัครพัฒนาสังคม (อพม.) ให้มีบทบาทการทำงานในพื้นที่ชุมชนในการบูรณการการทำงานคุ้มครองผู้เสียหายเด็ก เยาวชน ผู้หญิง กับศูนย์พัฒนาครอบครัวชุมชน (ศพค.)

5.ให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด โดยสำนักงานคณะคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) จังหวัด กำชับสั่งการให้ตำรวจปฏิบัติการควบคุม ลด แหล่ง มั่วสุมอบายมุขในจังหวัด และจับคุมดำเนินคดี กับเจ้าของสถานที่ ที่ทำผิดกฎหมาย ลักลอบ ขายเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ เหล้า บุหรี่ ยาสูบ ให้เด็กเยาวชน

6.ให้มีการเร่งรัด จับกุมผู้กระทำความผิดร้ายแรงคดี ทางเพศ ค้ามนุษย์เด็กผู้หญิง การฆ่าทำร้ายลูกเมียอย่างทารุณ ให้มีการบังคับใช้กฎหมายจนถึงที่สุด และขอให้มีกระบวนการบำบัดฟื้นฟู จิตใจ ผู้เชี่ยวชาญ   ผู้ต้องหาคดีเหล่านี้ ในช่วงที่เข้าไปรับโทษในห้องขัง เพื่อป้องกันการออกมากระทำความผิดซ้ำซาก

7.ให้ตำรวจจังหวัด มีการจัดทำสถิติ ข้อมูล ความผิด ทางเพศ กระทำชำเรา รุมโทรม ฆ่าข่มขืน ความรุนแรงในครอบครัว ค้ามนุษย์ ค้าประเวณี ความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ต่อเด็กสตรี แยกประเภทข้อมูลออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เพราะข้อมูลยังเสนอแบบเหมารวม อาทิ คดีความรุนแรงในครอบครัว แต่การทำรายงานได้นำไปรวมอยู่ในคดีทำร้ายร่างกาย ทำให้ยากแก่การวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์เพื่อช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่ถูกใช้ความรุนแรง

จากนั้นในช่วงเวลา 15.00 -16.00 น. รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ได้ร่วมกิจกรรม “ตีเกราะ เคาะไม้” ปล่อยขบวนรณรงค์ จำนวน 100 คน ประกอบด้วยผู้หญิง เยาวชน และหน่วยงานองค์กรภาครัฐ เดินไปรอบที่ว่าการอำเภอเมือง และเรียบริมน้ำปิง เพื่อบอกกล่าวกับประชาชนที่สัญจรไปมาถึงสถานการณ์ความรุนแรงและข้อเสนอที่ขอให้ทุกคน “ไม่นิ่งเฉย เมื่อเห็นผู้หญิง เด็ก ถูกทำร้าย เพราะเฉย = ช่วยทำร้าย”

———————————————————-

บัณฑิต แป้นวิเศษ มูลนิธิเพื่อนหญิง รายงานข่าว