เบี้ยวแรงงาน หลังคสรท.ทวงข้อเรียกร้องปี2560-ปี2562 ไร้การแก้ปัญหา

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

ทวงถามข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลตั้งแต่ปี 2560 พบ 10 ข้อ และข้อเรียกร้องวันงานที่มีคุณค่า เสนอให้ “ยกเลิกการจ้างงานที่ไม่มั่นคง เร่งสร้างงานที่มีคุณค่าแห่งอนาคต” ผู้นำสรุปยังไม่มีความคืบหน้า รัฐบาลเบี้ยวไม่มาชี้แจง

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 ที่ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ชั้น 1 อาคารสำนักงาน ก.พ. (เดิม) ถนนพิษณุโลก เขตดุสิตกทม. คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) ได้เข้ายื่นหนังสือต่อฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์   จันทร์โอชา โดยมีนายสมภาสนิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัด สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับเรื่องแทน

นายสมพร ขวัยเนตร ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า การมาวันนี้เพื่อมาฟังคำตอบในการแก้ขปัญหาของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งทางคสรท.และเครือข่ายได้ยื่นข้อเรียกร้องวันกรรมกรสากลไว้ตั้งแต่ปี 2560 ทั้งหมด 10 ข้อ ดังนี้

  1. รัฐต้องจัดให้มีรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่มีคุณภาพให้ประชาชนทุกคน ได้เข้าถึงอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ

1.1 ด้านสาธารณสุข ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพและไม่มีค่าใช้จ่าย

1.2 ด้านการศึกษาตามความต้องการในทุกระดับ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

  1. รัฐต้องกำหนดค่าจ้างแรงงานที่เป็นธรรมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน

2.1 กำหนดนิยามค่าจ้างขั้นต่ำแรกเข้าที่มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว อีก 2 คน ตามหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ และต้องเท่ากันทั้งประเทศ

2.2 กำหนดให้มีโครงสร้างค่าจ้าง และปรับค่าจ้างทุกปี

  1. รัฐต้องให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัวกัน และอนุสัญญาฯ ฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการแห่งสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง เพื่อสร้างหลักประกันในการรวมตัวและการเจรจาต่อรอง และอนุสัญญาฯ ฉบับที่ 183 ว่าด้วยการคุ้มครองความเป็นมารดา (ตามรัฐธรรมนูญ หมวด 3 มาตรา 48)

  1. รัฐต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพรัฐวิสาหกิจในการให้บริการที่ดี มีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ดังนี้

4.1 ยกเลิกนโยบายการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจทุกรูปแบบ

4.2 จัดตั้งกองทุนพัฒนารัฐวิสาหกิจ

4.3 ให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้และมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ

  1. รัฐต้องยกเลิก นโยบายที่ว่าด้วยการลดสวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจและครอบครัว
  2. รัฐต้องปฏิรูประบบประกันสังคม ดังนี้

6.1 ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานสำนักงานประกันสังคม ให้เป็นอิสระ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วม

6.2 จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ในสัดส่วนที่เท่ากัน ระหว่างรัฐ นายจ้าง ลูกจ้าง ตามหลักการของ พรบ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และนำส่งเงินสมทบที่รัฐบาลค้างจ่ายให้เต็มตามจำนวน

6.3 เพิ่มสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตน มาตรา 40 ให้เท่ากับ มาตรา 33

6.4 เพิ่มสิทธิประโยชน์ ชราภาพ 50 เปอร์เซ็นต์ ของเงินเดือนสุดท้าย

6.5 ให้สำนักงานประกันสังคมประกาศใช้ อนุบัญญัติทั้ง 17 ฉบับที่ออกตาม พรบ.ประกันสังคม ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2558

6.6 ขยายกรอบเวลาการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ในกองทุนเงินทดแทน จนสิ้นสุดการรักษาตามคำวินิจฉัยของแพทย์

  1. รัฐต้องดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย เช่น การปิดกิจการ หรือยุบเลิกกิจการในทุกรูปแบบ (ตามรัฐธรรมนูญ หมวด 5 มาตรา 53)
  2. รัฐต้องจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงจากการลงทุนโดยให้นายจ้างจ่ายเงินเข้ากองทุนเพื่อเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิแรงงาน เมื่อมีการเลิกจ้างหรือเลิกกิจการไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ผู้ใช้แรงงานมีสิทธิได้รับเงินชดเชยจากกองทุน รวมทั้งการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างได้ (กรณีศึกษา บริษัท บริติช-ไทยซินเทติค เท็กสไทล์ จำกัด)
  3. รัฐต้องเร่งรัดให้มีการพัฒนากลไกการเข้าถึงสิทธิ์ การบังคับใช้ พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 อย่างจริงจัง ภายใต้การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วน และยกเลิกการใช้แร่ใยหินในทุกรูปแบบ
  4. รัฐต้องจัดสรรเงินงบให้กับสถาบันความปลอดภัยฯ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัย ให้มีประสิทธิภาพ

วันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด และเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 ทางคสรท. และเครือข่ายได้มีการเดินรณรงค์ พร้อมยื่นข้อเรียกเร่งรัดให้รัฐบาลหามาตรการแก้ปัญหาการจ้างงาน โดยให้ “ยกเลิกการจ้างงานที่ไม่มั่นคง เร่งสร้างงานที่มีคุณค่าแห่งอนาคต” เสนอให้รัฐบาลหามาตรการที่เร่งด่วนมาแก้ไขปัญหา โดยปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยี และเครื่องจักรใหม่มาใช้ในกระบวนการผลิต สามารถทดแทนกำลังแรงงานได้ ส่งผลให้มีการเลิกจ้าง ลดคนงาน เปิดโครงการสมัครใจลาออก นักศึกษาจบใหม่หางานทำไม่ได้ และยังทำให้เกิดปัญหาการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแรงงานในระบบเอกชน แรงงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ แรงงานนอกระบบ และแรงงานข้ามชาติ เกิดการจ้างงานแบบเหมาค่าแรง รับเหมาช่วง การจ้างงานแบบชั่วคราว การจ้างงานแบบสัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลา เป็นต้น เกิดความเหลื่อมล้ำด้านค่าจ้างสวัสดิการ เกิดความไม่มั่นคงในการมีงานทำ ซึ่งในแต่ละปีคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)ได้รวบรวมประเด็นปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้ใช้แรงงาน บรรจุเป็นข้อเรียกร้องยื่นต่อรัฐบาล วัตถุประสงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างมั่นคงยั่งยืน และได้ติดตามข้อเรียกร้อง และขับเคลื่อนประเด็นปัญหาแรงงานมาอย่างต่อเนื่อง แต่ข้อเรียกร้องและปัญหาของผู้ใช้แรงงานก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขปรับปรุงอย่างที่ควรจะเป็น  ในทางกลับกันปัญหาที่เกิดขึ้นบางเรื่องลุกลามบานปลาย ขยายขอบเขตไปอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ขณะที่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐตามนโยบาย การบังคับใช้กฎหมายยังขาดประสิทธิภาพไม่ทันต่อเหตุการณ์

ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และเครือข่ายแรงงานจึงขอเข้าพบ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์   จันทร์โอชา เพื่อติดตามข้อเรียกร้องและหารือรวมทั้งข้อเสนอการแก้ไขปัญหาแรงงาน ซึ่งวันนี้ทางภาครัฐได้นัดให้มาเพื่อพูดคุยหาทางออกแต่พบว่า ทางรัฐบาลไม่ได้มีการส่งผู้แทนมาร่วมพูดคุยด้วยจึงได้ยื่นข้อรัยกร้องอีกครั้ง เพื่อให้รัฐบาลประสานงานองค์กรที่เกี่ยวข้องมาร่วมพูดคุยอีกครั้ง ซึ่งอยากให้เชิญทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กองแรงงานสัมพันธ์ สำนักงานประกันสังคม องค์การแรงงานระหว่าประเทศหรือ (ILO) ฝ่ายการเมืองของรัฐบาล และองค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องมาร่วมปรึกษาหารือร่วมกัน เพื่อให้เกิดทางออกที่ดี

ด้านนายสมภาสนิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัด กล่าวว่า ทางภาครัฐยินดีที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาและจะประสานงานองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงแรงงาน เช่น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กองแรงงานสัมพันธ์ ประกันสังคม และภาครัฐบาลที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยปรึกษาหารื่อแนวทางแก้ปัยหาร่วมกัน

ทั้งนี้คสรท.ได้มีข้อเสนอเร่งด่วนเพิ่มเติม ที่ต้องการให้แก้ปัญหา ดังนี้

ประเด็นประกันสังคม

1.การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

2.การนำเงินประกันสังคมไปปล่อยกู้(ให้ตั้งคณะทำงาน)

ประเด็นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ

1.รัฐต้องดำเนินการปรับค่าจ้างขั้นต่ำตามที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนเป็นกรณีเร่งด่วน

2.รัฐต้องดำเนินการควบคุมราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพไม่ให้แพงเกินจริงสอดคล้องกับการปรับค่าจ้าง

3.รัฐต้องกำหนดให้มีโครงสร้างค่าจ้าง และปรับค่าจ้างทุกปี ตามสภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นและครอบคลุมลูกจ้างทุกสาขาอาชีพ

ประเด็นการคุ้มครองสิทธิพิเศษทางการค้าและคุ้มครองสิทธิแรงงาน

1.ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน (กรณี 13 แกนนำรถไฟ กรณี สร.มิตซูแอร์)

2.การแก้ไขปัญหาถูกตัดสิทธิพิเศษ

ประเด็นการจ้างงานไม่มั่นคง (ตั้งคณะทำงาน) และประเด็นอื่นๆ ตามที่ประชุมเสนออีกด้วย

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน