เครือข่ายแรงงานหวั่นยุค 4.0 กระทบความมั่นคงในการจ้างงาน

20160715_111745

นักวิชาการ เสนอรัฐดูแลแรงงาน หลังกระแสอุตสาหกรรม 4.0 นำเทคโนโลยีแทนคน เร่งสร้างมาตรการรองรับ อย่ามองเพียงตลาดภายนอกต้องมองเศรษฐกิจและสังคมภายในด้วย

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยได้ร่วมกับสมาพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(CILT) ในการจัดเสวนา “ เลิกจ้างแรงงานเหมาค่าแรง เศรษฐกิจชะลอตัว นำเข้าเครื่องจักร หรือเทคนิคแพรวพราวของทุน” ที่ห้องประชุมศุภชัย ศรีสติ พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย

เนื่องจากกรณีบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้เปิดโครงการสมัครใจลาออก ในโครงการ จากกันด้วยใจ โดยให้ลูกจ้างเหมาค่าแรง ซึ่งมีอยู่ในกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ ประมาณร้อยละ 40 ของลูกจ้างทั้งหมด มีการประกาศสมัครใจลาออกประมาณ 900 คน ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2559 เป็นต้น โดยนายจ้างประกาศจ่ายค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินพิเศษ การเปิดโครงการนี้บริษัทอ้างเรื่องของการประสบภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงชะลอตัว เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนส่งผลต่อการส่งออก ส่งผลต่อตลาดรถยนต์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำเป็นต้องมีการลดพนักงานเนื่องจากเกินความจำเป็นในการผลิต รวมทั้งปรับลดจำนวนชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาทำให้รายได้ต่อเดือนลูกจ้างประจำลดลง จึงได้มีการเปิดโครงการเพื่อรักษาลูกจ้างให้มีรายได้ที่คงที่ และหากเศรษฐกิจดีขึ้นจะรับลูกจ้างเหมาค่าแรงที่เข้าโครงการกลับเข้าทำงานดังเดิม

20160715_100118

นายวิสุทธิ์ เรืองฤทธิ์ รองประธานสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีวิกฤติที่นายจ้างอ้างเพื่อเปิดโครงการสมัครใจลาออกนั้น อาจต้องมาดูเรื่องผลประกอบการประกอบซึ่งในส่วนของสภาอุตสาหกรรมได้เปิดเผยตัวเลขการผลิตรถยนต์ในเดือนมีนาคม 2559 ทั้งสิ้น 192,811 คัน สูงสุดในรอบ 30 เดือน นื่องจากผลิตรถยนต์นั่ง และรถกระบะขนาด 1 ตัน เพื่อจำหน่ายในประเทศ เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.08 และ 63.56 ตามลำดับและเพิ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ร้อยละ 15.86 และในเดือนพฤษภาคม 2559 ผลิตรถยนต์ 168,394 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.69 ส่งออกรถยนต์ 99,547 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.93 ยอดขายรถยนต์ 66,019 คันเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9

ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวมาดูสถิติการขายรถของโตโยต้าแค่ประจำเดือนพฤษภาคมมีปริมาณการขายทั้งสิ้น 66,035 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.0 ประกอบด้วยรถยนต์นั่ง 25,050 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 รถเพื่อการพาณิชย์ 40,985 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 21.2 รถกระบะขนาด 1 ตัน จำนวน 33,549 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.8 เป็นต้น และหากมาดูเรื่องรายได้ก็เป็นบริษัทที่มีรายได้สูงสุดอันดับ 2 ของประเทศถึงกว่า 417,826 ล้านบาท มีผลกำไรเป็นอันดับ 4 คือกว่า 29,937 ล้านบาท เป็นข้อมูลปี 2558 แต่หากตรวจสอบดูจะเป็นว่ามีผลประกอบการมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา

หากย้อนหลังไปช่วงปี2540 วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งครั้งนั้น การแก้ไขปัญหาเรื่องของกำลังการผลิตที่ลดเกิน ขณะที่คนไม่มีกำลังซื้อ เพื่อเป็นการลดต้นทุนช่วงนั้นทุกบริษัททางยานยนต์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อการช่วยกันทั้งลดเวลาการทำงาน มีการให้หยุดงานรับค่าจ้างร้อยละ80 มีการหามาตรการมาแก้ไขช่วยกัน การลดคนงานเป็นขั้นตอนสุดท้าย แต่วันนี้การที่นายจ้างประกาศเปิดโครงการสมัครใจให้คนงานลาอก ซึ่งถามว่าที่อื่นๆมีหรือไม่ก็มีแต่ไม่ได้มากหนัก ซึ่งอันนี้นายจ้างต้องดูเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับครอบครัว เพราะหลายคนเป็นหัวหน้าครอบครัวและเป็นเสาหลักด้วย แม้ว่าจะจ่ายค่าชดเชยให้แต่ปัญหาคือเพียงพอหรือไม่ และคำถามสำคัญคือนายจ้างมีกำไรยังไม่ได้วิกฤติขาดทุนเลย

จึงมาซึ่งคำถามว่า นายจ้างจะมีการนำเครื่องจักร เทคโนโลยีมาทำงานแทนคนหรือไม่ ตามยุคสมัยอุตสาหกรรม 4.0 ที่ต้องมีการพัฒนาไป ซึ่งตนก็เห็นว่าทำได้ไม่ขัดขวางเรื่องการปรับเปลี่ยน แต่รัฐต้องเข้าไปตรวจสอบด้วย เพื่อความเป็นธรรม เนื่องจากว่าหากเป็นการนำเครื่องจักรมาแทนคนกฎหมายคุ้มครองแรงงานได้ระบุไว้ในมาตรา 121 และ122 ว่าด้วยเรื่องของการนำเครื่องจักร หรือเทคโนโลยีใหม่มาใช้แทนการผลิตด้วยกำลังคน ให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษ และการบอกกล่าวล่วงหน้าเพิ่มอีกเท่าตัว ซึ่งตรงนี้บริษัทเปิดโครงการสมัครใจลาออกโดยบริษัทโตโยต้าแสดงความรับผิดชอบในการจ่ายค่าชดเชย และเงินพิเศษให้เป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับสังคมเห็นว่ามีคุณธรรม

ด้วยหลายแห่งมีการส่งลูกจ้างเหมาค่าแรงงานคืนต้นสังกัด และส่งผลกระทบด้านสิทธิแรงงาน เช่นถูกลอยแพ มีการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อให้ภาครัฐใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 11/1 คือลูกจ้างที่เข้ามาทำงานไม่ว่าจะใช้ชื่อบริษัทอะไรให้เถือว่าเป็นลูกจ้าง ให้ต้องรับผิดชอบด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นบริษัทก็จะเสียภาพพจน์ แต่อย่างไรควรมีการตรวจสอบ และเฝ้าดูว่ามีการนำเครื่องจักรเทคโนโลยีมาแทนคนหรือไม่ จะส่งผลที่ชัดเจนว่าการเปิดโครงการ จากกันด้วยใจ นั้นถูกหรือไม่ ในเมื่อผลกำไรยังมี

20160715_115214

ด้านศาสตร์พิชานแล ดิลกวิทยรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามสภาพการณ์อุตสาหกรรมรถยนต์ตกต่ำหรือไม่ ซึ่งก็ได้เห็นตัวเลขของสภาอุตสาหกรรมแล้ว และการเปิดโครงการสมัครลาออก หรือเลิกจ้างโยบริษัทอ้างว่าเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งภาพที่เห็นคือกระทรวงแรงงาน โดยรองอธิบดีสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ออกมาแถลงถึงว่า การเปิดโครงการครั้งนี้ มีการปรับเครื่องกระบวนการผลิตมีการนำเครื่องจักรเข้ามาใช้ ซึ่งมาอีกวันต่อมาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมรองปลัดกระทรวงแรงงานแถลงหลังว่าคุยกับนายจ้างว่าไม่มีการนำเครื่องจักรมาใช้ในกระบวนการผลิต สร้างความมึนงงให้กับสังคมพอควรว่าไม่ได้ตกลงกันมาก่อนหรือว่าจะแถลงอย่างไร ไม่ทราบว่าใครพูดความจริง

ประเด็นต่อว่ามีหรือไม่มีการนำเครื่องจักรมาแทนคนงานมีผลต่อการจ่ายค่าชดเชย ให้กับคนงาน เพราะหากว่ามีการนำเครื่องจักร หรือเทคโนโลยีมาทำงานแทนคนหมายถึงนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยที่มากกว่าการเลิกจ้างปกติ แต่ว่าหากเป็นการลาออกปกติคนงานก็ไม่ได้รับค่าจ้างอยู่แล้วเพราะสมัครใจลาออกเอง การที่บริษัทโตโยต้าจ่ายเงินให้เป็นค่าชดเชยให้กับลูกจ้างเหมาค่าแรงก็ไม่ได้เป็นการลาอกแต่เป็นการสมัครใจให้เลิกจ้าง จากการที่ได้ฟังคนงานที่เข้าโครงการเล่าถึงหุ่นยนต์พ่นสีที่เข้ามาทำงานในแผนก ซึ่งเป็นการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำงานแทนคนได้ คิดว่าการพัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่ายุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งทางยุโรป อเมริกามีการพัฒนาก้าวหน้าไปกว่าเราหลายสิบปี และเมื่อเข้ามาก็จะกระทบต่อคนงานหลายแสนคนแน่นอน ซึ่งรัฐต้องหามาตรการเข้ามาดูแล โดยต้องมองเรื่องผลพวงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

เมื่อคนไม่มีรายได้ก็ไม่มีกำลังซื้อเศรษฐกิจก็จะมีปัญหา รัฐต้องดูระบบเศรษฐกิจทั้งระบบไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนเพื่อส่งออก เศรษฐกิจภายในที่กระทบต่อสังคมโดยรวมจะเป็นอย่างไรเมื่อคนต้องออกไปนอนข้างถนนไม่มีงานทำ ซึ่งทางประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาก็มีภาพที่คนจนต้องนอนอยู่ข้างถนนเอาหัวใส่ไว้ในกล่องเอาตัวออกมาข้างนอก รัฐบาลต้องดูเศรษฐกิจปากท้องการกินดีอยู่ดี ระบบประกันสังคมที่มีจะทำอย่างไรให้ดูแลเขาได้จริง ไม่ใช่เหนียวไม่ให้เขาทั้งที่มีไว้เพื่อคนงาน ซึ่งภาพของการนำเทคโนโลยีมาแทนคนแล้วส่งผลกระทบต่อคนที่ต้องไม่มีรายได้ จะยอมรับต่อภาพที่คนไทยจะอยู่ข้างมุมตึก จะมีคนงานที่รอดเพียง 10 คน จาก 100 คน หรือ 1,000 คนที่มีงานทำ ส่วนที่ไม่มีงานทำจะทำอย่างไร ในประเทศแถบยุโรปเขาผ่านวิกฤตินี้มาด้วยการจัดระบบการจ้างงาน และสวัสดิการที่ดีรองรับ ประเทศไทยไม่ได้เตรียมการจึงยังบอกไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างไรหากมีคนต้องตกงานจำนวนหลายแสนคน และเมื่อตลาดไม่มีกำลังซื้อ เพราะคนไม่มีเงิน

20160715_112444

ส่วนนายศิริชัย ไม้งาม สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าอาจต้องทำความเข้าใจต่อการพัฒนาประเทศว่ามีวิวัฒนาการในการพัฒนาอุตสาหกรรมจากตั้งแต่เกษตรกรรมที่เรียกว่า 1.0 และเข้ายุคอุตสาหกรรมเกษตรที่เรียกว่า 2.0 จากนั้นก็เป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก 3.0 และตอนนี้ยังอยู่ที่ 3.0 ที่ยังใช้แรงงานแบบเข้มข้น และกำลังมีการพูดถึงยุคอุสาหกรรม 4.0 ที่เป็นการพัฒนาด้านเทคโนโลยี ด้านเครื่องจากใหม่ ซึ่งเมื่อถึงยุค 4.0 การใช้แรงงานจะเป็นแรงงานทักษะฝีมือมากขึ้นจากเดิมที่ใช้แรงงานแบบเข้มข้น ซึ่งภาครัฐเองยังไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องแรงงานทักษะมากนัก และยังไม่ได้พูดถึงการจะพัฒนาแรงงานอย่างไรเพื่อการรองรับเทคโนโลยีที่จะมาถึง

จากการที่ตนได้เข้าไปร่วมเสนอความคิดเรื่องการปฏิรูปประเทศในคณะกรรมการปฏิรูปซึ่งเป็นแรงงานคนเดียวที่ได้เข้าไปก็พยายามที่จะนำเสนอแนวทางการปฏิรูปแรงงาน เน้นการพัฒนาแรงงาน และสวัสดิการสังคม เป็นเพียงเสียงเดียวที่มี ซึ่งอยากให้พี่น้องแรงงานได้เข้าไปทุกเวทีที่มีการนำเสนอแนวทางปฏิรูปเพื่อส่งเสียงของความต้องการของแรงงานในทุกเวที เป็นการช่วยหนุนข้อเสนอด้านการปฏิรูปแรงงานด้วย ซึ่งในประเด็นที่นายจ้างเปิดโครงการสมัครใจลาออกในช่วงนี้ทางสมาชิกสภาฯได้มีการพูดถึง และได้ให้ผู้นำแรงงานเข้าไปนำเสนอให้ข้อมูลแล้ว ซึ่งคิดว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมคงไม่หยุดนิ่งมีการนำเทคโนโลยีมาใช้แทนคนแน่นอน ซึ่งวันนี้อาจเป็นประเด็นให้ต้องหาทางในการแก้ไขปัญหา อีกไม่กี่ปีข้างหน้าคงเข้าสู่ยุค 4.0 อย่างเต็มระบบ ตอนนั้นคงจะส่งผลกระทบหนักแน่

ต่อมาทางคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และสมาพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (CILT) ได้เปิดแถลงข่าวโดยนายชาลี ลอยสูง รองประธานคสรท. มีข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยและกระทรวงแรงงาน ดังนี้

1.รัฐบาลไทยต้องตระหนักเสมอว่า “แรงงาน” คือ “มนุษย์” ไม่ใช่แค่เป็นเพียง “ปัจจัยการผลิตหรือทรัพยากรในระบบทุน” เท่านั้น แต่คือ “พลเมืองของชาติไทยที่มีคุณค่า” ดังนั้นการดูแลคนในชาติในฐานะ “มนุษยชาติ” จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มนุษย์คนนั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่รอดได้อย่างปกติสุขผ่านความมั่นคงในการจ้างงาน ดังนั้นรัฐบาลต้องยกเลิกการจ้างงานเหมาค่าแรงทุกรูปแบบในทุกกระบวนการผลิต และต้องควบคุมดูแลไม่ให้มีการละเมิดสิทธิแรงงานในทุกมิติอย่างเคร่งครัดและจริงจัง

2.รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจะต้องสร้างกลไกการคุ้มครองแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรม 4.0 และจะต้องตั้งคณะกรรมการระดับชาติแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดการเลิกจ้างหรือผลกระทบอื่นๆต่อผู้ใช้แรงงาน ขณะเดียวกันก็จะต้องพิจารณากลไกการคุ้มครองแรงงานทุกระดับในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตของผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง

3.กระทรวงแรงงานต้องมีมาตรการในการเฝ้าระวังผู้ประกอบการในภาคเอกชน ที่มักฉวยโอกาสในสถานการณ์การปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 เลิกจ้างหรือลดทอนสภาพการจ้างงานของแรงงานในสถานประกอบการต่าง ๆ รวมทั้งวิธีการจ้างงานที่เลี่ยงกฎหมาย โดยไม่มีการนำมาตรการการแก้ไขปัญหาอื่นๆมารองรับ

4.รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจะต้องมีกองทุนเพื่อรองรับผลกระทบจากการเลิกจ้างแรงงานจากอุตสาหกรรม 4.0 โดยมีหลักการที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้แรงงาน และแก้ไขปัญหาของผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง

ในระยะเฉพาะหน้า รัฐบาลต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 อย่างเร่งด่วนเพื่อให้ลูกจ้างกลุ่มต่างๆสามารถเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงกลุ่มลูกจ้างประจำในสถานประกอบการเพียงเท่านั้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกจ้างเหมาค่าแรง เพื่อบรรเทาปัญหาการเข้าไม่ถึงการคุ้มครองและสิทธิแรงงานต่างๆที่กฎหมายได้กำหนดไว้

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน