เครือข่ายแรงงานยื่นปรับค่าจ้าง 360 บาทเท่ากันทั่วประเทศ

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

20160914_1023551

ผู้ตรวจราชการกระทรวงรับข้อเสนอ พร้อมส่งให้คณะกรรมการค่าจ้างพิจารณา หลังคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เสนอปรับค่าจ้าง 360 เท่ากันทั่วประเทศ ไม่เห็นด้วยปรับเฉพาะบางจังหวัด

วันที่ 14 กันยายน 2559 คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) พร้อมด้วยองค์กรสมาชิกเกือบ 100 คนได้เข้ายื่นหนังสือถึง ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง แนวทางการพิจารณาเรื่องปรับค่าจ้างขั้นต่ำจำเป็นต้องเท่ากันทั้งประเทศ

นายชาลี ลอยสูง รักษาการประธานคสรท. กล่าวว่า การที่กระทรวงแรงงานโดยปลัดกระทรวงแรงงานประกาศจะปรับขึ้นค่าจ้างรายจังหวัดตามที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างเสนอเข้ามา 13 จังหวัด โดยที่เหลือ 64 จังหวัด ซึ่งวันนี้จะมีการประชุมเพื่อแถลงการณ์ปรับขึ้นค่าจ้าง ทางคสรท.จึงมายื่นข้อเสนอต่อปลัดกระทรวงแรงงานให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ โดยทางศสรท.ได้มีการทำข้อมูลแล้วพบว่า ค่าครองชีพในการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งค่าสาธารณูปโภค บริโภคของผู้ใช้แรงงานทุกจังหวัดไม่แตกต่างกัน ฉะนั้นการปรับค่าจ้างขั้นต่ำควรเท่ากันทั่งประเทศที่ 360 บาทอัตราเดียว

“หากถามว่าทำไมค่าจ้างขั้นต่ำแรงงานถึงต้องแตกต่างกันคณะกรรมการค่าจ้างกลางต้องดูข้อมูลด้วยว่าค่าครองชีพปัจจุบันปรับตัวสูงมากแล้ว ซึ่งในส่วนของข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจมีการปรับขึ้นค่าจ้างกันทั่วหน้าเท่ากันทั้งประเทศไปแล้วเหลือแต่ส่วนของผู้ใช้แรงงานที่ยังไม่ได้มีการปรับขึ้นค่าจ้างมากว่า 3 ปี หากว่าการปรับค่าจ้างไม่เท่ากันจะเกิดการไหลของแรงงานไปในพื้นที่ที่มีค่าจ้างที่สูงกว่า และส่งผลต่อผู้ประกอบการในอนาคตหรือไม่ ” นายชาลี กล่าว

นายชาลี ยังกล่าวอีกว่า จริงแล้วอำนาจการปรับค่าจ้างยังอยู่ในคณะกรรมการค่าจ้างกลาง แม้ว่าจะบอกว่าอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอมาก็ตามเพราะว่าการประกาศปรับหรือไม่ปรับ และจะปรับขึ้นเท่าไรยังเป็นอำนาจส่วนกลาง จึงเสนอว่าควรพิจารณาปรับเท่ากันทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ซึ่งค่าจ้างขั้นต่ำเป็นค่าจ้างแรกข้าวของผุ้ใช้แรงงาน และนายจ้างบางแห่งนำมาเป็นฐานในการปรับขึ้นค่าจ้างให้กับลูกจ้าง การปรับค่าจ้างจึงต้องเป็นธรรม และเท่าเทียม คือเท่ากันทั้งประเทศ

ด้านนายจิระพัฒน์ คงสุข ตัวแทนแรงงานระยอง กล่าวว่า การที่อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดระยองมีมติไม่ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั้งที่จังหวัดระยองเป็นเขตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก แต่อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดชลบุรีมีมติให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งทั้ง 2 จังหวัดอยู่ติดกันซึ่งหากค่าจ้างต่างกันโดยบอกว่าค่าครองชีพไม่เท่ากันคงไม่ใช่ การเสนอข้อมูลของฝ่ายลูกจ้างเชื่อว่าต้องการที่จะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแต่มติคือไม่ปรับ แรงงานจะอยู่กันอย่างไรจะย้ายงานกันหรือไม่ และจะกระทบต่อเศรษฐกิจในจังหวัดไหมหากผู้ใช้แรงงานจำนวนมากไม่มีกำลังซื้อเพราะค่าจ้างไม่พอกิน ซึ่งค่าจ้างที่คสรท.เสนอปรับ 360 บาทนั้นยังต่ำไปด้วยซ้ำหากคิดตามแนวคิดขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)ที่ว่าค่าจ้างขั้นต่ำต้องสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างน้อย 3 คน

ส่วนนางสาวสุรินทร์ พิมพา ตัวแทนแรงงานนครปฐม กล่าวว่า มติของอนุกรรมการค่าจ้างที่ในส่วนของนครปฐมไม่ปรับขึ้นค่าจ้าง แต่ส่วนของอนุกรรมการค่าจ้างสมุทรสาครเสนอให้ปรับขึ้นค่าจ้าง ซึ่งไม่ต่างกับอีกหลายพื้นที่ ค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพสูงมากผู้ใช้แรงงานจะอยู่อย่างไรวันนี้มากระทรวงแรงงาน เพราะเข้าใจอยู่แล้วว่าอำนาจการบริหารปรับไม่ปรับก็อยู่ที่ส่วนกลางและขอเสนอค่าจ้างขั้นต่ำไม่ควรต่างกัน

นายวินัย ติ่นโตนด ตัวแทนแรงงานฉะเชิงเทรา กล่าวถึงการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแม้ว่าจังหวัดฉะเชิงเทราจะมีมติปรับขึ้นค่าจ้าง 22 บาทก็ตามเชื่อว่าเมื่อมาถึงกระทรวงแรงงานก็คงไม่ปรับขึ้นตามที่เสนอมา แนวทางการปรับค่าจ้างจึงควรเป็นกลางปรับเท่ากันทั่วประเทศไม่ควรมีความต่างซึ่งคสรท.เสนอว่าปรับ 360 บาท ซึ่งเป็นค่าจ้างแค่พออยู่ได้เท่านั้น

นายบุญสม ทาวิจิตร ตัวแทนแรงงานจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ในการประชุมอนุกรรมการค่าจ้างมีการเสนอข้อมูลกันมากมายซึ่งข้อมูลนั้นหากมาเปรียบเทียบกันแต่ละจังหวัดค่าครองชีพไม่ต่างกันวันนี้ตัวแทนผู้ใช้แรงงานมากระทรวงแรงงาน เพื่อเสนอคณะกรรมการค่าจ้างกลางที่กำลังประชุมอยู่ให้ปรับค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าจ้างรายจังหวัด แม้ว่าจังหวัดสระบุรีจะอยู่ใน 13 จังหวัดที่มีมติให้ปรับค่าจ้างขึ้นก็ตาม ในฐานะผู้ใช้แรงงานไม่อยากเห็นค่าจ้างหลายมาตรฐาน

20160914_1017061

ทั้งนี้ปลัดกระทรวงแรงงานได้ส่งนายอนุรักษ์ ทศรักษ์ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงแรงงานมารับหนังสือแทน พร้อมกล่าวว่า จะนำเรื่องข้อเสนอเรียนถึงปลัดกระทรวงแรงงานเพื่อพิจารณา

โดย คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ขอเสนอแนะแนวทางการพิจารณาเรื่องปรับค่าจ้างขั้นต่ำจำเป็นต้องเท่ากันทั้งประเทศ ด้วยเหตุผลดังนี้

                  (1) หลักการสำคัญของการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามมาตรฐานองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างที่ไม่มีฝีมือเมื่อแรกเข้าทำงาน และไม่มีโอกาสต่อรองให้ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมและเป็น ดังนั้นค่าจ้างขั้นต่ำจึงเป็นคนละส่วนกับค่าจ้างที่จ่ายตามความสามารถในการผลิต เป็นเรื่องของระบบสวัสดิการสังคมของประเทศไทยที่รัฐบาลต้องเข้ามากำหนดอย่างเป็นธรรม

                  (2) การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของประเทศไทย มาจากคณะกรรมการค่าจ้างและคณะอนุ กรรมการค่าจ้างระดับจังหวัด ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หมวด 6  พบว่าบางจังหวัดที่ไม่มีสหภาพแรงงานหรือมีสหภาพแรงงานแต่อ่อนแอ ลูกจ้างย่อมไม่มีอำนาจเพียงพอต่อรองกับฝ่ายรัฐและนายจ้าง ประกอบกับรัฐบาลไม่สนับสนุนการรวมตัวและการเจรจาต่อรองของลูกจ้าง ตัวแทนฝ่ายลูกจ้างที่เข้าไปเป็นตัวแทนในบางจังหวัดมีลักษณะโอนอ่อนผ่อนตามฝ่ายรัฐและนายจ้าง ทำให้บางจังหวัดจึงไม่ได้รับการปรับค่าจ้างติดต่อกันหลายปี นี้ไม่นับว่าอนุกรรมการหลายจังหวัดด้วยยังขาดความรู้ความเข้าใจต่อประเด็นปัญหาต่างๆในเรื่องระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม

(3) การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงและอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้น ภายหลังจากขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นเวลา 2 ปี จากที่คาดการว่าจะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นร้อยละ 7 ในความเป็นจริงระหว่างปี พ.ศ. 2554-2556 อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3 ส่วนอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยปี 2557-2559 ประมาณร้อยละ 2.5  สำหรับในเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้วจากสถิติการอนุมัติโครงการลงทุนจากต่างประเทศของ BOI ตั้งแต่ปี 2556-2559 พบว่า ในปี 2556 มีจำนวนโครงการได้รับการส่งเสริมการลงทุน 1,132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 524,768 ล้านบาท , ปี 2557 มีจำนวนโครงการได้รับการอนุมัติ 1,573 โครงการ เงินลงทุน 1,022,996 ล้านบาท , ส่วนในปี 2558 มีจำนวนโครงการได้รับการอนุมัติจำนวน 1,151 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 493,690 ล้านบาท แต่เป็นนักลงทุนรายใหม่ 559 โครงการ มูลค่า 165,257 ล้านบาท และในปี 2559 ระหว่างเดือนมกราคม-มิถุนายน  มีโครงการได้รับการอนุมัติแล้ว 445 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 133,204 ล้านบาท

(4) การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแบบรายจังหวัดทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมความเหลื่อมล้ำมากขึ้น

ในปี 2553 อัตราค่าจ้างขั้นต่ำมีถึง 32 เขต ทั้งๆที่เขตชายแดนติดกันก็ซื้อสิ่งของอุปโภค บริโภคในราคาที่เท่ากัน แต่ค่าจ้างไม่เท่ากันก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมความเหลื่อมล้ำอย่างมาก มีการอพยพแรงงานจากจังหวัดหรือเขตที่มีค่าจ้างต่ำไปสู่จังหวัดและเขตที่มีค่าจ้างสูง ก่อให้เกิดปัญหาสังคมติดตามมา เช่น ครอบครัวแตกแยก ปัญหายาเสพติด การล่วงละเมิดทางเพศ กระจุกตัวของผู้คนในเมืองใหญ่ เกิดความแออัด เกิดแหล่งเสื่อมโทรม คุณภาพชีวิตตกต่ำลง อีกทั้งทุกวันนี้แรงงานที่อยู่คนละจังหวัดต่างมีค่าครองชีพที่ไม่แตกต่างกัน แม้ตัวชี้วัดต่างๆจะระบุว่าค่าครองชีพในแต่ละจังหวัดนั้นแตกต่างกัน แต่ค่าครองชีพของแรงงานในแต่ละจังหวัดไม่ได้แตกต่างกันไปด้วย เพราะคนงานมีวิถีชีวิตเหมือนกันทั้งประเทศ

                (5) ค่าจ้างเป็นสัดส่วนที่น้อยมากของต้นทุนการผลิต

ค่าจ้างคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 10 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด และค่าจ้างขั้นต่ำนั้นก็คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 1 ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด ดังนั้นการไปตั้งโรงงานในจังหวัดที่มีค่าแรงต่ำอาจไม่ได้ทำให้ได้กำไรสูงเสมอไป เพราะจังหวัดที่มีค่าแรงต่ำอาจมีต้นทุนการผลิตอื่นๆที่สูงกว่ามาก เช่น ค่าขนส่งสินค้า ทำให้ค่าแรงซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมากของต้นทุนการผลิตไม่สามารถเป็นแรงจูงใจในการกระจายอุตสาหกรรมออกสู่ต่างจังหวัดได้อีกต่อไป

              (6) ยังไม่มีงานวิจัยใดๆที่ยืนยันแน่ชัดว่า การเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้คนงานตกงาน

รายงานวิจัยของ John Schmitt นักเศรษฐศาสตร์จาก Center for Economic and Policy Research ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อกุมภาพันธ์ 2556 สรุปว่า “ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าการเพิ่มค่าแรงจะทำให้ธุรกิจอยู่ไม่ได้และจำเป็นต้องปลดคนงาน  อีกทั้งการเพิ่มค่าจ้างกลับจะทำให้เป็นการลดการเปลี่ยนงานบ่อยๆ ของแรงงาน ทำให้ธุรกิจไม่ต้องเสียเวลาฝึกคนงานหรือหาคนงานใหม่ ซึ่งหมายถึงการลดต้นทุนการผลิต ยังเป็นการบังคับให้ธุรกิจต้องพัฒนาปรับปรุงองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” อีกทั้งเมื่อมาพิจารณาสถานการณ์การจ้างงานในปัจจุบัน ประเทศไทยมีการใช้แรงงานข้ามชาติไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคนแน่นอน นั่นย่อมหมายความว่าประเทศไทยกำลังขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเมื่อพิจารณาในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจึงไม่มีผลต่อการตกงานแต่อย่างใด

จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) จึงเสนอให้ประธานคณะกรรมการค่าจ้าง พิจารณาเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 360 บาท ให้เท่ากันทั้งประเทศ เพื่อสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำต่อสังคม

นักสื่อสารแรงงาน รายงาน