เครือข่ายเด็กเท่ากัน ถามหาความจริงใจรัฐบาล หลังตัด – ลดงบประมาณปี65 ด้านสวัสดิการสังคม ทำเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าหล่นหาย

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

เครือข่ายเด็กเท่ากัน ถามหาความจริงใจของรัฐบาล (ร่าง)พรบ.งบประมาณรายจ่ายปี 65 งบประมาณด้านสวัสดิการสังคม ถูกตัด – ลดลง ขณะที่สังคมไทยกำลังเผชิญวิกฤต แถมด้วยการตกหล่น! นโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า ..

วันที่ 24 พฤษภาคม 64 คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า จัดเวทีเสวนาออนไลน์ “วิพากษ์ พรบ.งบประมาณรายจ่ายปี 65 นโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า อยู่ตรงไหน?” มีผู้เข้าร่วมการเสวนา ประกอบด้วย ภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านเด็ก ผู้หญิงและสิทธิแรงงาน นักวิชาการ และตัวแทนพรรคการเมือง จำนวน 30 คน ในการเสวนาได้นำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าไว้ ดังนี้

คุณสุนี ไชยรส คณะทำงานฯ ได้เปิดประเด็นในภาพรวมว่า คณะทำงานฯ ได้ผลักดันนโยบายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้เป็นแบบถ้วนหน้ามาจนกระทั้ง เกิดเป็นมติที่สำคัญ คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) มีมติเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 เห็นชอบในหลักการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าภายในปีงบประมาณ 2565 จากนั้นได้มีกระบวนการพัฒนาแนวทางการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้เป็นถ้วนหน้า และเสนอเข้าสู่การประชุมของ กดยช. อีกครั้งจนผ่านเป็นมติ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 เห็นชอบต่อแนวทางการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า ในอัตรา 600 บาท/คน/เดือน เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 เป็นมติที่ยืนยันออกมาถึง 2 ครั้ง 

แต่ในงบประมาณรายจ่ายต่อเรื่องเงินอุดหนุนเด็กเล็ก ใน ร่าง พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 65 ยังเป็นรูปแบบเดิม คือ ไม่ถ้วนหน้า นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่า งบประมาณด้านสวัสดิการสังคมโดยภาพรวม ถูกรัฐตัดออกลดลงเกือบ 10% ขณะที่สังคมไทย เช่น ภาคแรงงาน นั้นกำลังได้รับผลกระทบหนักมาก

นางพัชรี อาระยะกุล ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวในที่ประชุมว่า หากมองภาพรวมของงบประมาณรายจ่าย ปี 65 กระทรวง  พม.ได้งบประมาณเพิ่มขึ้น  เรื่องเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด ในปีนี้ก็ได้เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถ้วนหน้า น่าจะเป็นเพราะงบประมาณในภาพรวมรัฐบาลเก็บภาษีได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

การจ่ายเงินอุดหนุนเด็กเล็ก รมต.พม.ได้หารือกับทางกระทรวงการคลัง ซึ่งจะต้องทำการสำรวจให้ได้จำนวนเด็กเล็กที่แท้จริง ไม่เป็นจำนวนที่การคาดการณ์จะสามารถนำเงินส่วนอื่น ๆ ของกระทรวงที่ไม่สามารถดำเนินการในงานอื่น ๆ ได้ รวมทั้ง ของบประมาณกลางมาใช้ให้ครอบคลุมเด็กเล็กภายในปีงบประมาณ 2565

ดร.สมชัย จิตสุชน จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย สะท้อนว่า ข้อมูลจำนวนเด็กสามารถตั้งต้นได้จาก ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ และการเชื่อมการทำงานกับกระทรวงสาธารณสุข รพ.มีข้อมูลตั้งแต่เด็กเกิด ครอบคลุมจนถึงเมื่อเด็กย้ายเข้าไปสู่ชุมชน ชื่อเด็กจะปรากฎใน รพ.สต. ชุมชนยังมี อสม.ที่มีศักยภาพในการสำรวจจึงอยู่ในวิสัยที่รัฐทำได้หากกำหนดระยะเวลาทำงานชัดเจน แต่สิ่งที่สำคัญคือ “วิธีคิดของรัฐ” คณะรัฐบาลหรือ ครม.มีวิธีคิดในเรื่องนี้อย่างไร สถานการณ์โควิดที่มีความเปราะบางรุนแรง มีผลกระทบระยะยาว ถ้าเด็กได้รับการดูแลไม่ดี กระทบทั้ง IQ และ EQ กับเด็กระยะยาว งบประมาณสำหรับเรื่องนี้จึงควรห้ามขาดช่วง ไม่ควรใช้วิธีคิดแบบรัดเข็มขัดกับเรื่องนี้

คุณเชษฐา มั่นคง จากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก กล่าวว่า สถานการณ์โควิดก่อให้เกิด “แผลเป็น” ซึ่งมีผลในระยะยาว พบว่า เด็กเข้าถึงบริการสุขภาพลดลง ไป รพ.ได้ลำบากกว่าเดิม พัฒนาการที่ล่าช้าเพิ่มมากขึ้น ขาดระเบียบวินัย ขาดการสนับสนุนด้านโภชนการ มีเด็กออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะพ่อแม่ตกงานต้องกลับภูมิลำเนาทำให้เด็กหลุดจากระบบ หลายครอบครัวที่อยู่ในห้องสี่เหลี่ยม มีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น เหล่านี้ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องขนาดของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น รัฐบาลต้องมีมาตรการเชิงรุกในเรื่องเหล่านี้

เรื่องสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า มติ กดยช.ผ่านออกมาแล้ว แต่ทาง รัฐมนตรี ยังไม่เอาเข้าใน ครม.  การที่ พม. บอกว่า จะหาเงินงบประมาณอื่นมาช่วยเด็กเหลือที่ตกหล่นให้ครบ ซึ่งต้องใช้งบประมาณอีกราว  80% ของงบ พม. ทั้งหมด การที่ตอบมาลักษณะดังกล่าว จึงมีความเป็นไปได้ยาก

เรืองรวี พิชัยกุล จากสถาบันบทบาทหญิงชายและการพัฒนา ให้ความเห็นว่า  กรณีเด็กเล็กที่มาลงทะเบียนเป็น 50% ของเด็กทั้งหมด สะท้อนว่า สถานการณ์ความยากจนในประเทศไทยมันไม่ธรรมดาแล้ว แต่มีเด็กเล็กเพียง 1.9 ล้านที่ได้เงินอุดหนุนและยังมีตัวเลขที่ตกหล่น  การบอกว่า ต้องสำรวจจำนวนเด็กเล็กที่แท้จริง ก่อนให้เงินแบบถ้วนหน้า สะท้อนระบบฐานข้อมูล (DATA) ของประเทศไทยว่าไม่มีความพร้อมเลย

ศีลดา รังสิกรรพุม จากมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัม กล่าวว่า  ไม่เห็นความจริงใจของรัฐบาลกับเด็กเล็ก  เพราะถ้ารัฐเห็นว่า เด็กมีคุณค่าจริง ๆ ควรช่วยกันผลักดันให้เกิดสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า สถานการณ์ตอนนี้มันเป็นวิกฤตที่ประเทศไทยไม่เคยมีมาก่อน  รัฐควรให้ความสำคัญกับการลงทุนสร้างมันสมองกับเด็ก

บัณฑิต แป้นวิเศษ จากมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า รัฐควรมองเรื่องบรูณาการการทำงานมากกว่า เช่น น่าจะบูรณการกับกระทรวงสาธารณสุข มหาดไทย และทำฐานข้อมูลเพื่อการจัดสรรงบประมาณให้เป็นสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้า  ณ วันนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพตั้งแต่แรกเกิด  งบประมาณด้านทหาร มหาดไทย การพัฒนาเศรษฐกิจควรมีความเท่าเทียมกัน กับงบประมาณส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้ความเห็นว่า การลงทุนกับเด็กและเยาวชนเป็นหน้าที่ของทุกคนทั้งประเทศที่จะทำให้เด็กในกลุ่มอายุ 0-18 ปีเกิดคุณค่ามากสุด เกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด วิธีคิดเรื่องสวัสดิการจะต้องให้เป็นสิทธิเสมอกัน ไม่ต้องดูคนรวย คนจน

ดร.สุทิน คลังแสง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า งบประมาณด้านสวัสดิการสังคมถือว่า ถูกตัด ลดไปจากวิธีคิดแบบรัดเข็มขัด นำมาสู่การมองว่า เรื่องเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าที่จะมองว่าเรื่องนี้เร่งด่วนหรือยัง “จะเป็นจะตายหรือยัง” ถ้าสำคัญ ก็ยังไม่ตัดงบ แต่ยังให้ไปตามระบบ คือ ไม่ถ้วนหน้า รัฐบาลชุดนี้นิยมให้แบบโปรโมชั่น  ฉะนั้นเงินที่กู้มาก็จะมาให้ลักษณะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นสำคัญ

คุณวรรณวิภา ไม้สน คณะกรรมาธิการสวัสดิการสังคม จากพรรคก้าวไกล กล่าวว่า สวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กในปีงบประมาณ 65 ยังไม่ถ้วนหน้า ถือว่าเป็นการตั้งงบประมาณที่ขัดกับ มติ กดยช. ที่สรุปแล้วว่า ให้สวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบถ้วนหน้าในปีงบประมาณ 65  และ เป็นที่น่าแปลกใจที่บอกว่า พม.ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ถ้ารัฐมีความจริงใจ สามารถตั้งงบประมาณไว้ได้  เชื่อมั่นว่า ในการแปรญัตติในกรรมาธิการจะไม่มีใครค้าน  และน่าเสียใจว่า งบสวัสดิการสังคมของประชาชน ถูกตัดออกไปเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะงบประกันสังคมซึ่งจะมีผลกระทบกับแรงงานค่อนข้างมาก