เครือข่ายผู้หญิง วิพากษ์นโยบายรัฐบาล ยังลอยไม่เป็นรูปธรรม

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

เครือข่ายผู้หญิง จัดวิพากษ์นโยบายรัฐ พร้อมเสนอสวัสดิการถ้วนหน้า ลดความเหลื่อมล้ำ  สร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ และส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ 

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี ร่วมกับเครือข่ายผู้หญิงคนทำงาน ได้จัดเวทีวิพากษ์นโยบาย เสียงจากผู้หญิงคนทำงาน ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

นางสาวธนพร วิจันทร์ ประธานกลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี กล่าวว่า ด้วยรัฐบาลได้มีการประกาศนโยบายเพื่อการบริหารประเทศภายใต้รัฐบาล 19 พรรค ซึ่งในส่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ได้กล่าวถึงนโยบายด้านแรงงาน ซึ่งน่าผิดหวัง เนื่องจากรัฐบาลได้หาเสียงเกี่ยวกับแรงงาน อย่างกรณีนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ที่พรรคพลังประชารัฐหาเสียงว่าจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400-425 บาทเงินเดือนขั้นต่ำวุฒิอาชีวะศึกษาอยู่ที่ 18,000 บาท และวุฒิปริญญาตรีอยู่ที่ 20,000 บาท พรรคประชาธิปัตย์ประกันรายได้วันละ 400 บาท ประกันรายได้ขั้นต่ำ 120,000 บาทต่อปี  และพรรคภูมิใจไทย เน้นค่าจ้างที่ชัดเจนสนับสนุนให้เกิดสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งวันนี้ตอบว่าไม่สามารถปรับค่าจ้างขึ้นได้ต้องรอปีหน้าอีก ท่ามกลางราคาสินค้า ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นไปแล้ว รัฐบาลยังโยนความผิดให้กับผู้ใช้แรงงานว่า หากปรับขึ้นค่าจ้างจะทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ยังไม่พอยังโยนความผิดให้แรงงานข้ามชาติอีกว่าหากปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานข้ามชาติจะได้ประโยชน์ หมายความว่าตอนหาเสียงรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐซึ่งเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล หาเสียงแบบไม่ได้คิดอย่างนั้นหรือ

ประเด็นต่อมานโยบายเรื่องเงินอุดหนุนเด็กเล็ก ที่พรรคต่างๆของรัฐบาลหาเสียงไว้ไม่ว่าจะเป็นพลังประชารัฐ ที่กล่าวถึงนโยบายมารดาประชารัฐ ตั้งครรภ์ได้ 3,000 บาทต่อเดือน ค่าคลอดบุตร 10,000 บาท ค่าดูแลเด็ก 2,000 บาท ต่อเดือน ได้รับจนถึง 6 ขวบ เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาททุก ช่วงอายุ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เกิดปั๊บรับแสน เดือนแรกรับเลย 5,000 บาท และรับเดือนละ 1,000 บาททุกเดือนจนอายุครบ 8 ปี วันนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาดูแลกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เราก็หวังว่าจะทำตามนโยบาย โดยเป็นเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้าด้วย

ตามที่ดูด้านนโยบายของรัฐบาลก็ยังไม่ชัดเจน ยังคงลอยๆไม่เห็นเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวกับคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนโยบาย มารดาประชารัฐ การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่รัฐบาลประกาศว่าให้ปีหน้า

นางสาวอรุณี ศรีโต กรรมการประกันสังคม กล่าวว่า การได้มาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มาเพราะไม่มีที่ลง ด้วยจะเห็นได้จากข่าวการต่อรองของพรรคการเมืองต่างๆเรื่องกระทรวงที่ต้องการเข้าไปเป็นรัฐมนตรี จะมีทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม แต่ไม่มีใครวิ่งเต้นที่จะเข้ามาทำงานกระทรวงแรงงาน หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทั้งที่กระทรวงนี้เกี่ยวกับคน ต้องดูแลคน ดูแลแรงงาน แต่เมื่อได้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมาแล้วเราก็หวังว่าเขาจะทำงานเต็มที่แม้ว่าเราอย่างได้คนรุ่นใหม่ไฟแรงอาสาเข้ามาทำงานก็ตาม โดยช่วงของการแถลงนโยบายของรัฐบาลแม้ว่า จะไม่ได้ติดตามตลอดแต่ก็ได้รับรู้ข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ ก็ยังไม่เห็นแนวนโยบายที่ชัดเจน แต่ก็รู้สึกภาคภูมิใจที่แรงงานมีผู้แทนแรงงานเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร มีการอภิปรายนโยบายด้านแรงงาน มีการตั้งกระทู้ถามนโยบายด้านแรงงาน ซึ่งเดิมไม่เคยมีแรงงานทำหน้าที่ตรงนี้ ดีที่เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นผู้ใช้แรงงาน มาจากพรรคอนาคตใหม่ มาทำหน้าที่เป็นปากเป้นเสียงแทนแรงงานในสภาฯ

  1. ในฐานะที่ทำงานเป็นบอร์ดประกันสังคม และเป็นผู้แทนแรงงานนอกระบบ ผู้แทนผู้ประกันตนมาตรา 39 และ มาตรา 40 และยังเป็นผู้หญิงคนเดียวในบอร์ดเข้าไป เห็นประเด็นปัญหาในด้านการบริหารอย่างมาก และการล่วงลูกการบริหารจากรัฐ บอร์ดไม่ได้มีอิสระในการบริหารใดๆ จึงขอเสนอว่า ถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปประกันสังคมให้เป็นองค์กรอิสระเนื่องจากเงินประกันสังคมที่มานั้นเกิดจากนายจ้าง กับลูกจ้างในการสมทบเงินเข้ากองทุนร่วมกันเพื่อจัดสวัสดิการให้กับแรงงาน
  2. ขอเสนอให้รัฐบาลมีการกำหนดเรื่องโครงสร้างเงินเดือนของภาคเอกชน เพื่อให้ภาคเอกชนมีโครงสร้างการปรับขึ้นค่าจ้าง ไม่ใช่ทำงานมา 20 ปีก็ยังได้รับเพียงค่าจ้างขั้นต่ำ การมีโครงสร้างเงินเดือนทำให้ไม่ต้องมาเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำเหมือนทุกวันนี้ และทำให้ค่าจ้างขึ้นต่ำหมายถึงค่าจ้างของแรงงานแรกเข้าทำงานจริงๆ ปรับตามค่าครองชีพที่สูงขึ้น เมื่อทำงานครบปีต้องมรการปรับขึ้นค่าจ้างตามโครงสร้างทันที
  3. คณะกรรมการไตรภาคีต้องมีการกำหนดสัดส่วนให้มีผู้หญิงเข้าไปในคณะกรรมการไตรภาคีทุกคณะด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมน้อยมาก และหากมีผู้หญิงเข้าไปทำงาหน้าที่ ผุ้หญิงจะมีมุมมองที่ละเอียดในจุดที่ผู้ชายมอง หรือคาดไม่ถึง

นางสาวนิไลมล มนตรีกานนท์ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) กล่าวว่า ในความเป็นจริงแล้วการพัฒนาประเทศนั้น รัฐวิสาหกิจมีความสำคัญ และรองรับการพัฒนาด้วยระบบต่างๆ หากเป็นเอกชนคงไม่สามารถทำได้ในการให้บริการสาธารณะแบบขาดทุนอย่างการขนส่งมวลชน การสื่อสารโทรคมนาคม อย่างไปรษณีย์ ที่ยังคงทำหน้าที่แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกลแค่ไหน เป็นต้น

วันนี้ภาพของคนทำงานรัฐวิสาหกิจ สังคมมองว่าเป็นแรงงานที่มีค่าจ้างดี สวัสดิการดี แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้น มีการจ้างงานหลายรูปแบบในระบบ มีลูกจ้างชั่วคราว การจ้างงานเหมาค่าแรง ซึ่งไม่มีความมั่นคงในการทำงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ ด้วยไม่มีนโยบายด้านการจ้างงานประจำ ใช้การจ้างงานแบบระบบโครงการ ซึ่งตรงนี้ทำให้แรงงานในรัฐวิสาหกิจ หรือลูกจ้างของรัฐเองไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานของรัฐได้ แม้ว่า จะได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ ด้วยถูกมองว่าทำงานรัฐวิสาหกิจเป็นลูกจ้างรัฐ อย่างเช่นกรณีเงินอุดหนุนเด็กเล็ก 0-6 ปี เดือนละ 400 บาท ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ หรือลูกจ้างของรัฐไม่สามารถรับเงินตรงนี้ได้เลยแม้ว่ารายได้จะเข้าเกณฑ์คนจนก็ตาม จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียม และไม่เป็นธรรมอย่างมากต่อลูกจ้างของรัฐ รูปแบบการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรมเอาเปรียบแรงงานแม้แต่องค์กรของรัฐเองทำให้มาตรฐานของคนมีความไม่เท่ากัน จึงอยากเสนอให้รัฐเข้ามาดูเรื่องคน สร้างระบบให้เกิดความเป็นธรรมด้านสวัสดิการ คือสวัสดิการต้องเพื่อทุกคนต้องถ้วนหน้าเท่าเทียมไม่แบ่งแยก เด็กทุกคนควรมีโอกาสเท่ากัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมและเท่าเทียม

นางสาว เสาวลักษณ์ ทองก๊วย สมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ มองว่า นโยบายรัฐบาลนั้นมองเพียงคนในเมืองใหญ่ไม่ได้ลงพื้นที่จริง จึงขอสะท้อนในมุมของแรงงานนอกระบบภาคอีสานที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก แม้ว่ารัฐจะกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำที่ 300 บาท แต่ว่าการจ้างงานในชุมชนชนบททั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนพิการมีความแตกต่างกัน และไม่ได้รับแม้แต่ค่าจ้างขันต่ำตามกฎหมาย ตรงนี้ถึงเราจะบอกให้เขาเข้ามาเรียกร้อง แต่ในมุมมองของเขาคือมีงานทำก็ดี หรือความยุติธรรมนั้นห่างไกลเกินไป ซึ่งรัฐบาลไม่เคยดูแลเขาเหล่านี้เลย หากมองให้ลึกลงไปขนาดแรงงานที่เป็นคนไทยยังถูกเอาเปรียบนายจ้างไม่ทำตามกฎหมายแม้แต่ค่าจ้างขั้นต่ำ แล้วแรงงานข้ามชาติละจะได้รับสิทธิตามกฎหมายหรือไม่ภายใต้การละเลยของรัฐในการดูแลและบังคับใช้กฎหมาย

ประเด็นที่สองคือการละเมิดสิทธิของผู้หญิงในภาคใต้ ซึ่งถูกกระทำอย่างหนักในสามจังหวัดภาคใต้ บางหมู่บ้านติดยาเสพติดทั้งหมู่บ้าน ผู้หญิงถูกข่มขืน ถูกกระทำความรุนแรงแต่รัฐบาลมีนโยบายเรื่องความมั่นคง ไม่เคยเห็นปัญหาความรุนแรงที่ผู้หญิงได้รับและไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิงในการใช้ชีวิต ซึ่งหากดูเรื่องการทำงานของรัฐบาลมีความซ้ำซ้อนกันในแต่ละกระทรวง ไม่เคยที่จะบูรณาการทำงานร่วมกัน กระทรวงการพัฒนาสังคมฯก็ทำไป กระทรวงแรงานก็ทำไปต่างคนต่างทำไม่ได้มองคนเป็นศูนย์กลางร่วมกันพัฒนาและแก้ปัญหา จึงขอเรียกร้องให้มีการทำงานร่วมกันทั้งการทำข้อมูลความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เข้าถึงปัญหาจริงๆ

นางเรวดี ประเสริฐเจริญสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่า ผู้หญิงต้องมีความเสมอภาคและเท่าเทียมทางเพศ เพราะผู้หญิงมีถึงร้อยละ 50 ของประเทศ จึงควรที่จะมีสิทธิมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ กำหนดทิศทางชุมชน ความเข้าใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศยังถูกบิดเบือน โดยมองความเท่าเทียมทางสาธารณะมาเทียบกับเรื่องตนเอง เช่นมองว่า คนที่บ้านเป็นคนออกคำสั่งหมายถึงความเท่าเทียมแล้วเป็นต้น ซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมเพื่อความเท่าเทียมนั้นต้องมีตั้งแต่เริ่มต้นในทุกระดับ สมติฐานว่า การจะลงทุนในชุมชนเรื่องการสร้างงาน ซึ่งหากสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมคือในชุมชนมีงาน พื้นฐานที่ดิน มีเศรษฐกิจชุมชน ที่รัฐไม่ได้มีมีการส่งเสริมด้านนโยบายที่ชัดเจน กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้หญิงที่ต้องมีตั้งแต่ในครอบครัว ชุมชน จังหวัด ไม่ใช่มองจากบนลงล่างทำให้ไม่เห็นต้นทุนที่มีอยู่ของชุมชน ซึ่งนโยบายหลายนโยบายที่รัฐส่งเสริมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจกับส่งผลกระทบกับ ครอบครัวและชุมชน

รัฐได้วางเป้าหมายไว้เพื่อให้เกิดความมั่นคง ซึ่งต้องนำมาปฏิบัติเพื่อสร้างความยั่งยืนในการลดความเหลือมล้ำ ความไม่เป็นธรรม แต่ขาดขบวนการมีส่วนร่วมของผู้หญิง และเพศทางเลือก ตั้งแต่ขบวนการจัดทำนโยบาย การจัดทำแผนงาน มาตรการขับเคลื่อน เห็นได้จากการแถลงนโยบาย ขาดกระบวนการมีส่วนร่วม ประเด็นผู้หญิง และเพศทางเลือกในนโยบาย ไม่มีผู้หญิงหรือเพศทางเลือกได้เป็นรัฐมนตรี ผู้หญิงได้เป็นรัฐมนตรีช่วยบ้าง แต่มีสัดส่วนที่น้อยมาก ขอเสนอให้ยกระดับเนื้อหานโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ต้องมีการกำหนดเนื้อหาสารนโยบายให้ผู้หญิง และเพศทางเลือกได้เข้าไปร่วมกำหนด จะทำให้เกิดการหามาตรการที่แก้ไขปัญหาของผู้หญิงได้ ประเด็นต่อมา มาตรการที่รัฐไปรับรองอนุสัญญาไว้ด้านสิ่งแวดล้อม หรือภาวะโลกร้อนรัฐต้องปฏิบัติตาม อย่างเคร่งครัด อย่างให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน ให้ผู้หญิงกำหนดมาตรการ และยุทธศาสตร์ ซึ่งมีอะไรบ้างที่จะกระทบในอนาคต และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรให้คำจำกัดความความเท่าเทียมระหว่างเพศต้องมีการจัดสรรงบประมาณที่มีคุณภาพแท้จริงเพราะจะเป็นงบประมาณที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่าแท้จริง รวมถึงให้มีการกำหนดสัดส่วนของผู้หญิงในการมีส่วนร่วม และมีอำนาจในการตัดสินใจในกระทรวง คณะรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันมีไม่ถึงร้อยละ 10 ของสัดส่วนผู้บริหารประเทศ

นางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง มูลนิธิส่งเสริมความเสมอภาคทางสังคม กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลที่กล่าวถึงเรื่องสิทธิผู้หญิงมีเพียงเรื่องการส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็ก เขียนว่า ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี รัฐไปนำเสนอเรื่องความเท่าเทียมว่ามีการส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียม แต่ในคณะรัฐมนตรีมีแต่ผู้ชาย ส่วนผู้หญิงได้เป็นเพียงรัฐมนตรีช่วยและสัดส่วนน้อยมาก ประเทศไทยรับรองอนุสัญญาซีดอมาหลายสิบปีแล้วแต่การพัฒนาเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างหญิง ชาย กระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมการกำหนดสัดส่วนหญิง-ชาย ในการทำงานยังไม่มี การยอมรับบทบาทของผู้หญิงยังน้อย จึงขอเสนอว่า 1) ประเทศไทยควรยกเลิกระบบอุปถัมภ์ เพราะระบอบนี้ทำให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพในทุกระบบ 2) จากประเด็นที่ผู้หญิงถูกคุกคามทางเพศ เมื่อไปแจ้งความดำเนินคดีมักถูกกระทำซ้ำจากพนักงานสอบสวนผู้ชาย ฉะนั้นการมาทำงานของพนักงานสอบสวนขอให้มีผู้หญิง เพื่อให้คำนึงถึงเพศ ซึ่งเครือข่ายผู้หญิงได้เรียกร้องประเด็นนี้มานาน 3) เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ที่มีการปิดงานสหภาพแรงงานซึ่งมีผลกระทบต่อผู้หญิง ที่ตั้งครรภ์ 4) การมีศูนย์ส่งเสริมสิทธิความเสมอภาคทางเพศใน 77 จังหวัด เพื่อติดตามความและทำงานเกี่ยวกับสิทธิของผู้หญิง

นางสุนี ไชยรส รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลควรมีเรื่องสวัสดิการทางสังคม อย่างนโยบายเงินอุดหนุนเด็กเล็กทั่วหน้า ซึ่งมีการเสนอมาโดยตลอด โดยมีการปรับเปลี่ยนดีขึ้นตามลำดับในขณะนี้ เสนอให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กตั้งแต่0-3 ปี เป็น 0-6 ปี เดือนละ 400 บาทปรับเป็น 600 บาท ซึ่งก็มีนโยบายที่จะให้เป็นไปตามที่เสนอแต่ยังติดอยู่ที่ต้องเป็นผู้มีรายได้น้อย รายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี ยังไม่เป็นสวัสดิการทั่วหน้า รัฐยังมองว่า ผู้ใช้แรงงานเป็นผู้มีรายได้ มีระบบประกันสังคมในการดูแล แม้ว่าจะแก้ให้ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมสามารถรับสิทธิได้แต่ยังติดอยู่ที่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาท ทำให้ยังมีคนที่ตกหล่นจำนวนมาก ประเด็นต่อมาอย่างที่แรงงานรัฐวิสาหกิจเองก็มีปัญหาเรื่องการจ้างงานที่ถูกตีความว่าเป็นพนักงานของรัฐ ทั้งที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์กำหนดแต่ก็เข้าไม่ถึงสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็ก ความไม่ชัดเจนของนโยบายทำให้งบประมาณแต่ละปีไม่เพียงพอซึ่งมีเด็กจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับสวัสดิการตรงนี้ และรองบประมาณอยู่  การใช้นโยบายแบบสงเคราะห์คนจนทำให้เป็นการลดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ซึ่งจริงแล้วรัฐสามารถทำให้เป็นนโยบายสวัสดิการแบบทั่วหน้า เพื่อให้คนเท่ากัน ไม่ถูกแบ่งแยก เช่นเดียวกับนโยบาย หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ การศึกษาฟรี เป็นต้น  เหล่านี้คือสวัสดิการทั่วหน้าที่ทุกคนได้รับ ซึ่งกรณีเงินอุดหนุนเด็กเล็กอายุ 0-6 ปี รัฐก็สามารถที่จะทำให้เป็นนโยบายสวัสดิการทั่วหน้าได้ จากนโยบายมารดาประชารัฐ นโยบายต่อมารัฐต้องแก้ปัญหาเรื่องที่ทำกิน มีผู้หญิงที่ถูกจับกุมคุมขังติดคุก ซึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการของรัฐ โดยรัฐควรมีการจัดที่ทำกิน สวัสดิการพื้นฐานด้านทรัพยากรเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งหมายถือการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน

จากนั้นทางเครือข่ายได้มีการแถลงข้อเสนอข้อเสนอต่อนโยบายรัฐบาลว่า รัฐธรรมนูญ2560“คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย…”

การแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา. ทำให้เกิดความผิดหวังต่อประชาชนทุกเพศสภาพ. เพราะไม่มีทิศทาง เนื้อหาและแนวทางที่ชัดเจนต่อการจะแก้ไขปัญหาที่สะสมความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมของสังคมไทย. โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้หญิงคนทำงาน ซึ่งรวมทั้งผู้หลากหลายทางเพศ  กระทั่งมีทิศทางที่ขัดแย้งกับหน้าที่ของรัฐ นโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ   ที่กำหนดไว้ชัดเจนในการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม  การลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ. ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ    รวมถึงการจัดสรรงบประมาณที่ต้องคำนึงถึงความเสมอภาคระหว่างเพศ.     การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการดำเนินโครงการใดๆที่ต้องเคารพต่อสิทธิชุมชน. คุณภาพชีวิตและสิทธิการมีส่วนร่วมจัดการของประชาชนก่อนการอนุญาตหรือดำเนินการ.       การจัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทํากินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม. โดยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างเขตพื้นที่ป่าทับซ้อนพื้นที่ทํากินของประชาชน    และรับรองสิทธิชุมชนในการใช้ประโยชน์ที่ดิน สนับสนุนการพัฒนาบนฐานทุนทางสังคมและวัฒนธรรม ภายใต้บริบทของสังคมที่มีความหลากหลายทั้งทางชาติพันธุ์  ศาสนา และวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ ส่งเสริมความตระหนักในสิทธิมนุษยชน สร้างความเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  เป็นต้น

ในมิติของคนทำงานและหลักประกันทางสังคมก็มีการกำหนดไว้ทั้งในหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ. อาทิ. ต้องได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทํางาน ได้รับรายได้ สวัสดิการ การประกันสังคม และสิทธิประโยชน์อื่นที่เหมาะสมแก่การดํารงชีพ     ส่งเสริมให้แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบเข้าสู่ระบบประกันสังคมอย่างทั่วถึง  และพัฒนาระบบสวัสดิการทางสังคม   สร้างหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับคนทุกช่วงวัย ทุกเพศภาวะและทุกกลุ่ม เพิ่มโอกาสของสตรีในการทํางาน  ส่งเสริมให้มีบทบาทในทางการเมืองและการบริหารทั้งในระดับสากล ระดับชาติและในระดับท้องถิ่น

แต่นโยบายของรัฐบาลกลับไม่มีทิศทางทีจะรองรับและผูกมัดใดๆ     ต่อภารกิจเร่งด่วนที่จะขจัดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ . สร้างความเสมอภาคระหว่างเพศ และพัฒนาสวัสดิการสังคมถ้วนหน้าแก่ทุกเพศ ทุกกลุ่ม

สภาพการณ์ที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อคุณภาพชีวิตของผู้หญิง`

   1.ความเหลื่อมล้ำทำให้คุณภาพชีวิตของประชาชนไม่เท่าเทียม ขาดความมั่นคงโดยเฉพาะชีวิตของผู้หญิง   โดยสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนจากข้อมูลบางส่วนนี้

  • ปี 2558 มีมหาเศรษฐีระดับพันล้านในประเทศไทย 28 คน ขณะที่คนไทยอีก 7 ล้านคนยังมีชีวิตใต้เส้นความยากจน
  • ปี 2559 ประเทศไทยถูกประกาศว่ามีความเหลื่อมล้ำสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากรัสเซียและอินเดีย
  • 5 ปีที่ผ่านมาคนไทยเพียง 1% เป็นเจ้าของความมั่งคั่ง มากกว่าคนไทยทั้งประเทศรวมกัน
  • คนไทยมากกว่า 3 ใน 4 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินใด ๆ เลย และ 61% ของโฉนดที่ดินในประเทศไทยอยู่ในมือคนเพียง 10 %
  • โอกาสของลูกคนที่มีรายได้น้อยจะได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยมีน้อยกว่าคนอื่น 19 เท่า และ
  • ในชั่วโมงทำงานที่เท่ากันผู้ชายได้ค่าตอบแทนโดยเฉลี่ย 100 บาท ผู้หญิง 87 บาท

 2.หุ้นส่วนที่เสมอภาค และการพัฒนาที่ยั่งยืน …“ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เป็นเพียงวาทกรรมที่ยังไกลจากความเป็นจริง

ปัจจุบัน  ประเทศไทยมีประชากรทั้งสิ้น 65,231,742 คน เป็นหญิง 33,573,742 คน (50.92%)  ชาย 32,357,808 คน (49.08%) ในจำนวนประชากรวัยแรงงาน (15-59 ปี) รวม 43.038 ล้านคน เป็นหญิง 21.782 ล้านคน ชาย 21.256 ล้านคน

แม้ว่าหญิงและชายมีส่วนร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในตัวเลขที่ใกล้เคียงกัน  แต่พบว่ามีการเลือกปฏิบัติต่อแรงงานหญิงอย่างชัดเจน คือ  ผู้หญิงมักจะได้รับค่าแรงต่ำกว่าผู้ชายในชั่วโมงทำงานที่เท่ากัน  และต้องเผชิญกับการคุกคามทางเพศ แรงงานหญิงที่ตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง  และมักไม่ได้รับสิทธิในการเปลี่ยนสภาพการทำงานไม่ว่าก่อนหรือหลังคลอด

ยิ่งกว่านั้น สถานภาพการทำงานของลูกจ้าง 18.36 ล้านคน เป็นลูกจ้างรัฐบาล 3.58 ล้านคน ลูกจ้างเอกชน 14.78 ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงานหญิงเกือบครึ่งหนึ่ง  ทั้งนี้ มีข่าวสารจำนวนมากสะท้อนให้เห็นว่าลูกจ้างในภาคเอกชนไม่ได้รับการคุ้มครองแรงงานและสวัสดิการต่างๆ ตามกฎหมาย ซึ่งหมายถึงแรงงานหญิงจำนวนกว่า 7 ล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยงด้วย   น อกจากนี้ แรงงานหญิงอยู่ในแรงงานนอกระบบมาก กว่าชาย  จึงขาดหลักประกันความมั่นคงเรื่องรายได้ สวัสดิการที่เป็นธรรมและมีมาตรฐานเพียงพอ  ขณะที่ผู้หญิงมีแนวโน้มต้องแบกรับความรับผิดชอบในฐานะหัวหน้าครัวเรือนสูงขึ้นเรื่อย ๆ  โดยปัจจุบัน 1 ใน 3 ของจำนวนหัวหน้าครัวเรือนเป็นผู้หญิง

ขณะที่ผู้หญิงต้องแบกรับภาระทั้งในครอบครัวและในโลกการทำงานมากขึ้น  อำนาจการต่อรองของผู้หญิงและการมีส่วนร่วมตัดสินใจนโยบายสาธารณะทั้งการเมืองการบริหาร.    รวมทั้งคณะกรรมการไตรภาคีด้านแรงงานยังมีในระดับต่ำมาก  ส่งผลให้นโยบาย กฎหมาย การจัดสรรงบประมาณของประเทศขาดมิติหญิงชาย ไม่ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของผู้หญิงในทุกมิติ

 

ข้อเสนอต่อนโยบายรัฐบาล:  ต้องลดความเหลื่อมล้ำ  สร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ. ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ  

จากสภาพการณ์ความเหลื่อมล้ำในสังคม และความไม่เสมอภาคระหว่างหญิงชายรวมถึงผู้หลาก หลายทางเพศ  ทำให้เกิดช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม ความไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติ  ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกลุ่มต่าง ๆ  กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี และองค์กรเครือข่ายผู้หญิงคนทำงาน จึงขอเสนอนโยบายเพื่อสร้างความเสมอภาคทางสังคมและความมั่นคงของสตรี  เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน คุ้มครองทุกคนในสังคมอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ตามเป้าหมาย การพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals) บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมือง ตลอดจนกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยให้การรับรองทุกฉบับ โดยเฉพาะอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of all Forms of Discrimination against Women หรือ CEDAW) อันรับรองและส่งเสริมสิทธิของผู้หญิง  ที่จะทำให้เกิดความมั่นคงอย่างครอบคลุม  รวมทั้งอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ

กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี และองค์กรภาคีเครือข่ายผู้หญิงคนทำงาน จึงขอเสนอนโยบายเร่งด่วน  เพื่อเป็นหลักประกันทางสังคม ดังนี้

นโยบายข้อ1.  ทวงถามคำสัญญาประชาคมนโยบายด้านค่าจ้างแรงงานจากพรรครัฐบาล

ก่อนการเลือกตั้งพรรคการเมืองที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลได้หาเสียงไว้กับประชาชน

  1. พรรคพลังประชารัฐ ค่าจ้างขั้นต่ำ400-425 บาท /วัน. ค่าจ้างปริญญาตรี 20,000 บาท / ค่าจ้างอาชีวะ 18,000 บาท และเด็กเรียนจบใหม่ยกเว้นภาษี 5 ปี
  2. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกันรายได้ 120,000 บาท ต่อปี หากรายได้ต่ำกว่ารัฐจะโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรง / สิทธิลาคลอดอย่างน้อย 6 เดือน และให้บิดาหยุดเพื่อไปดูแลเลี้ยงลูกได้ 1 เดือน โดยได้รับเงินค่าชดเชย / แรงงานนอกระบบได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานแรงงานไทย
  3. พรรคภูมิใจไทย ทำงาน 4 วันต่อ1 สัปดาห์  / ทำงานที่ไหนก็ได้เงินเดือนเท่าเดิม

 

จากที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา นโยบายของทั้ง 3 พรรคการเมืองยังไม่เห็นความชัดเจนถึงแนวทางการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและไม่มีระยะเวลาที่ชัดเจน  กระทั่งรัฐบาลพยายามที่จะมีข้ออ้างหาเหตุจะไม่ทำตามที่ได้หาเสียงไว้  โดยเฉพาะประเด็นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นนโยบายที่จะต้องดำเนินการเร่งด่วน

นโยบายข้อ 2.  เรียกร้องให้หน่วยงานประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระ. และบริหารงานแบบมืออาชีพ โดยมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง  นอกจากนี้ให้ขยายระบบประกันสังคมครอบคลุมไปถึงแรงงานนอกระบบกว้างขวางที่สุดและมีสิทธิที่เท่าเทียมหรือใกล้เคียงกับแรงงานในระบบ รวมทั้งลูกจ้างในรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานราชการและหน่วยงานของรัฐ

นโยบายข้อ 3.  รับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 183 ว่าด้วยสิทธิการคุ้มครองความเป็นมารดา และดำเนินการตามมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญ 2560.” สิทธิของมารดาในช่วงระหว่างก่อนและหลังการคลอดบุตร  ย่อมได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือ”   ให้แรงงานหญิงทั้งภาครัฐและเอกชนมีสิทธิลาคลอด 180 วันโดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน โดยสิทธินี้ครอบคลุมถึงแรงงานนอกระบบ และแรงงานในรูปแบบการจ้างงานที่ไม่ใช่สัญญาจ้างแบบปกติ  และหญิงพิการที่ทำงาน โดยให้ผู้ชายมีสิทธิลาเพื่อช่วยเลี้ยงดูบุตรแรกคลอดอย่างน้อย 15 วันโดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน  และมี“มุมนมแม่”  ในสถานประกอบการทั้งรัฐและเอกชน

จัดให้มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนอย่างทั่วถึง มีคุณภาพ.     และปรับเปลี่ยนเวลาเปิด-ปิดศูนย์ฯ ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนทำงาน

นโยบายที่ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย  การให้เงินอุดหนุนเด็กเล็ก 0-6 ปี ต้องเป็นแบบถ้วนหน้าแก่เด็กทุกคนเพื่อเป็นหลักประกันทางสังคมขั้นพื้นฐานตั้งแต่เกิด  ให้ต่อเนื่องไปถึงระบบสวัสดิการสังคมแบบถ้วนหน้าที่ดำเนินการอยู่แล้ว. คือการศึกษาฟรี   หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า. การดูแลคนพิการและคนชรา   แต่ต้องเพิ่มจำนวนเงินให้สูงขึ้นกว่าปัจจุบัน. และจัดการศึกษาฟรีจนถึงปริญญาตรีรวมถึงการศึกษาสายอาชีพ

นโยบายที่ 5 กำหนดสัดส่วนผู้หญิงในการตัดสินใจของคณะกรรมการทุกมิติและทุกระดับอย่างน้อย 1 ใน 3 รวมทั้งกรรมการไตรภาคีด้านแรงงาน.   และการจัดสรรงบประมาณต้องคำนึงถึงความเสมอภาคระหว่างเพศตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ

นโยบายที่. 6. ต้องเคารพสิทธิการพัฒนาของประชาชนและผู้หญิงต้องมีส่วนร่วมในการจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม.   ต้องปกป้องและช่วยเหลือนักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนที่ถูกคุกคาม จับกุมจำนวนมากทั่วประเทศทั้งหญิงชาย.   โดยเฉพาะปัญหาที่ดินทำกินและการจัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติ    ต้องเร่งรัดการแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องการทับซ้อนของที่ดินในเขตป่ากับที่ดินของรัฐ. รวมถึงการเคารพต่อมติคณะรัฐมนตรีเรื่องเขตวัฒนธรรมพิเศษต่อชาวเล และกะเหรี่ยง. รวมทั้งพัฒนาไปสู่กฎหมายที่ครอบคลุมถึงชาติพันธุ์อื่นและบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีนโยบายการปฏิรูปที่ดิน. มีมาตรการจำกัดและกระจายการถือครองที่ดินเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ. สร้างความเป็นธรรม.

นโยบายที่ 7 ต้องให้คนพิการ/ผู้หญิงพิการ เข้าถึงสิทธิและการบริการเท่าเทียมกับคนทั่วไป

ในปี 2560 ประเทศไทยมีผู้หญิงพิการ  816,169 คน (46.45%) และ ผู้ชาย 908,436 คน (ร้อยละ 53.55) ขณะที่สำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่าผู้หญิงพิการมีสัดส่วนสูงกว่าผู้ชายพิการ  อย่างไรก็ตาม ระบบข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้หญิงพิการยังขาดทั้งด้านอายุ การศึกษา สถานะภาพทางสังคม การจ้างงาน การถูกกระทำความรุนแรง การเข้าถึงบริการสาธารณสุข เพื่อช่วยให้การกำหนดนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อผู้หญิงพิการที่เชื่อถือได้และเป็นระบบเดียวกัน

การถูกเลือกปฏิบัติในหลายรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง  ทำให้มีสตรีพิการเพียง 0.9% จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย สตรีพิการส่วนใหญ่จึงถูกตีตราว่าเป็นแรงงานที่ไม่มีทักษะ ทำให้ได้รับค่าตอบแทนต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ หรือถูกจ้างผ่านกฎหมายสัดส่วนการจ้างงานคนพิการ แต่ขาดหลักประกันทางสังคมและสิทธิประโยชน์ตามที่ระบุไว้ใน กฎหมาย นโยบาย ระเบียบปฏิบัติ และการจ้างงานทั่วไป

กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี และองค์กรเครือข่ายผู้หญิงทำงาน.  จึงมีข้อเสนอนโยบายเพื่อการคุ้มครองสิทธิผู้หญิงและเด็กหญิงพิการ ดังนี้

  1. ส่งเสริมการศึกษา และการจ้างงานผู้หญิงพิการในระดับแรงงานที่มีทักษะ
  2. เร่งสร้างความตระหนักต่อสาธารณะและบุคลากรของรัฐที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถปฏิบัติอย่างมีมิติหญิงชาย (gender perspective) ต่อผู้หญิงและเด็กหญิงพิการ  และสอดคล้องกับกฎหมายต่าง ๆ รวมถึง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550
  3. จัดตั้งกลไกเฉพาะเพื่อให้มั่นใจว่าผู้หญิงและเด็กหญิงพิการเข้าถึงความยุติธรรมได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม รวมถึงมีกลไกอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ อาทิเช่น การมีล่ามสำหรับผู้พิการแต่ละประเภท การอนุญาตให้มีผู้ดูแลหรือแม้แต่สัตว์ดูแล (guiding animals) อยู่ร่วมกับผู้พิการ หรือมีทางลาด ห้องน้ำผู้พิการ เป็นต้น

นโยบายที่ 8 : จัดให้มีพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้หญิงและเด็กในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และในพื้นที่สาธารณะ  และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในกระบวนการแก้ไขปัญหา

กลุ่มบูรณาการแรงงานสตรี และองค์กรเครือข่ายผู้หญิงทำงาน(รวมทั้งผู้หลากหลายทางเพศ)     ขอเรียกร้องให้รัฐบาล. และทุกพรรคการเมืองกำหนดนโยบาย และการดำเนินงาน. การจัดสรรงบประมาณ. บนพื้นฐานที่มีแนวคิดเชื่อมั่นว่า.ผู้หญิงเป็นหุ้นส่วนครึ่งหนึ่งในทุกมิติ ทั้งในมิติ เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมและฐานทรัพยากร จึงต้องมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในทุกมิติ. ส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ

จากนั้นได้เชิญพรรคการเมืองที่มาร่วมรับฟังในเวทีขึ้นรับข้อเสนอ และนำเสนอข้อคิดเห็น โดยที่มาร่วมเวทีประกอบด้วย นางลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ พรรคเพื่อไทย ดร.มณทิพย์ ศรีรัตนา ทาบูกานอน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ พรรคประชาธิปัติย์ นางสาววรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ พรรคอนาคตใหม่ และนางสาวเสน่ห์ หงษ์ทอง พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย