อ.ณรงค์ เสนอตั้งธนาคารแรงงาน หลังพบเงินประกันสังคม ถือหุ้นธนาคารเอกชน และพันธบัตรรัฐบาล เพียบ

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

อ.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ เสนอตั้งธนาคารแรงงานเอง เผยสปส.นำเงินผู้ประกันตนถือหุ้นธนาคารเอกชนอื้อ ซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพี้ยบ ยังไม่รวมพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ และหุ้นนอก เหลือเงินเพียง1.5 หมื่นพันล้านที่ใช้ได้ นอกนั้นเป็นกระดาษ

วันที่ 18 กรกฎาคม 2563 เสวนา”กองทุนประกันสังคม เงินของใคร บริหารจัดการอย่างไร ผู้ประกันตนได้ประโยชน์” จัดโดย…สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) ณ ห้องประชุมสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย(สร.รฟท.) กรุงเทพฯ

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า อีกประมาณ 3 ปี จะพบกับปัญหาที่ตกต่ำลงเรื่อย โดยสถานการณ์โลก 1 สงครามการค้าที่ขยายตัวเป็นสงครามด้านเทคโนโลยี หรือสงครามเงินตรา ที่ทำให้เกิดปัญหาการลงทุน อันที่ สอง โรคระบาดโควิด และสามความตึงเครียดในภูมิภาคที่จะรบกัน จึงเป็นความตึงเครียดในการที่จะรักษาเศรษฐกิจ ของตนเองโดยลดการนำเข้า ซึ่งไม่ว่า จะประเทศจีน สหรัฐอเมริกา หรือ ฯลฯ ซึ่งประเทศไทย ต้องหันมาพึงตนเองให้มากขึ้น ด้วยการทำให้ตลาดภายในเข้มแข็งมากขึ้น คือการเพิ่มรายได้ให้กับคนซึ่งเป็นกำลังซื้อ แต่ว่า ตอนนี้คนตกงานรุนแรงมากขึ้น

ธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่า เศรษฐกิจประเทศติดลบ 8 เท่ากับถอยหลังแปดก้าว กรุงศรีบอกติดลบ 10 ทางไอเอ็มเอฟ บอกว่าติดลบ 7,8,9, ซึ่งถอยแล้วจะหยุดเมื่อไร หรือหากไม่ถอยอยู่กับที่แล้วอย่างไร หรือหากถอยหลังไปจะมีอะไรมารองรับคนจะตกงานเท่าไร ธนาคารโลกบอก 7.3 ล้านคน ทุกคนมีครอบครัวมีคนต้องดูแล ซึ่งต้องคูณ 4 หรือคุณ 3 เท่ากับ 25 ล้านคน เกือบเครึ่งประเทศที่ทดถอย

สำหรับเราในฐานะลูกจ้าง ซึ่งทุกประเภทในกลุ่มกินค่าจ้างมี 18 ล้านคน จากคนที่ทำงานได้จำนวน 39 ล้านคน ภาคเกษตร 12 ล้าน อาชีพอิสระ 9 ล้านคน ที่หาบเร่แผงลอย มอเตอร์ไซค์ รับจ้าง คนที่เป็นราชการ คนทำงานที่เป็นมนุษย์ค่าจ้างรวม 18 ล้านคน และในส่วนของคนที่อยู่ในระบบประกันสังคม 16 ล้าน 7 แสนคน ที่เป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 11.7 ล้านคน ผู้ประกันตนโดยสมัครใจราว 5 ล้านคน รวม 16.7 แสนคน มีเงินประกันสังคม 2.203 ล้านล้านบาท ระยะสั้นพอดูแลกันได้

แต่ทำไมมาดูแลกันเองไม่ได้ รัฐบอกว่า ต้องใช้ตามพระราชบัญญัติ ว่างงานมี 1แสน6 หมื่นล้านบาท แต่ทำไมไม่พอ ด้วยรัฐบอกว่า จ่ายเงินไม่ถึงกำหนด หรือหากจะกู้มาใช้ก็ผิดพระราชบัญญัติอีก ในความเป็นจริง คือเงินที่ประกันสังคมใช้ได้ในธนาคาร มีเพียง1.5 หมื่นพันล้านบาทเท่านั้น ด้วยเงินส่วนใหญ่เงินกองอยู่ในการลงทุนพันธบัตรรัฐบาล 1.4 ล้านล้านบาท ลูกจ้างก็รู้ว่า เป็นการลงทุนไม่ใช่การกู้ ให้รัฐบาลกู้ เรียกว่าเป็นการลงทุนในพันธบัตร และซื้อหุ้นกู้เอกชน เป็นการให้เอกชนกู้ 1 แสนล้านบาท แต่ลูกจ้างเจ้าของเงินกู้ไม่ได้ บอกพระราชบัญญัติไม่ให้กู้ เงินอีก 4-5 แสนล้านบาทอยู่ที่หุ้น

จริงแล้ว ประกันสังคมถือหุ้นธนาคารกรุงเทพอันดับ 3 ธนาคารกสิกรไทยอันดับ 4 ธนาคารไทยพานิชย์อันดับ 5 ตอนนี้ประกันสังคมถือหุ้นในธนคารกรุงเทพ 86 ล้านหุ้น ธนาคารกสิกรไทย 86 ล้านหุ้น ธนาคารไทยพานิชย์ 102 ล้านหุ้น เงินอยู่ตรงนี้ หากอยากได้เงินคืนต้องขายหุ้น ซึ่งหากขายตอนนี้ ก็ขาดทุน ตรงนี้รัฐไม่พูดถึง บอกว่าเงินอยู่ครบ แต่เป็นกระดาษ ขายคืนไม่ได้ จะเอาเงินสดมาใช้ไม่ได้ เงินที่ใช้ได้มีเพียง 1 .5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น  ยังไงก็ต้องนำเงินกองทุนประกันสังคมมาใช้ในชีวิตคนงานให้ได้ ด้วยจริงแล้วมองการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจที่กระทบกับแรงงานมาเป็นเวลานาน ไม่สามารถที่จะช่วยคนงานได้ แม้มีกองทุนประกันสังคม การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเข้ามามีคนตกงาน

ซึ่งตนได้มีการทดลองด้วยการสร้างบ้านมั่นคง รองรับคนงานที่ปราจีนบุรี โดยคิดว่า วันหนึ่งต้องพบกับปัญหาแน่นอน จึงต้องสร้างหลักประกันของคนงานไว้บ้างหากตกงาน จึงได้เสนอเรื่องการนำเงินประกันสังคมไปตั้งธนาคาร ซึ่งได้เสนอมานานนับสิบปี การที่เราอยู่ในระบบทุนนิยม หากจะมีชีวิตอยู่ได้ต้องมีปัจจัยการผลิตเป็นเครื่องยังชีพของคนในยุคทุนนิยม ปัจจัยการผลิต หนึ่งคือ แรงงาน สองที่ดิน สามเงินทุน ทุกคนมีแรงงานแต่ไม่มีที่ดินไม่มีเงินทุน ฉะนั้นเมื่อกองทุนประกันสังคมใหญ่ที่สุด เดิมกระทรวงแรงงานเรียกว่า กระทรวงจับกังไม่มีใครอยากเป็นรัฐมนตรี แต่วันนี้มีคนแย่งกันอยู่ 3 พรรค เพราะเพิ่งรู้ว่า มีเงินอยู่ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งทุกปีมีเงินจะเข้ามา 2-3 แสนล้านบาท แล้วพระราชบัญญัติยังบอกว่าเงินที่สมทบเข้ามาสามารถหากได้10%เป็นค่าบริหารจัดการได้ ซึ่งอยู่ที่ 2-3 หมื่นล้านบาท

หนึ่ง หากนำเงินที่หักออกมาทุกปี ปีละ 10% นำมาตั้งธนาคารของแรงงานได้หรือไม่ หากจะทำก็เป็นไปได้เพราะไม่ได้กู้

สอง รัฐบาลเอาเงินจากเราไป1.4 ล้านล้านบาท ขอคืน 3 หมื่นล้านบาทเพื่อมาตั้งเป็นธนาคารแรงงาน แต่ก็อ้างไม่ได้อีก บอกว่า ไม่ให้คนงานกู้เงิน พระราชบัญญัติบอกไม่ให้คนงานกู้เงิน ที่น่าเสียใจคือ ผู้นำแรงงานเองกลับพูดว่า ให้คนงานกู้ไม่ได้ หรือนำเงินไปตั้งธนาคารไม่ได้ เพราะพระราชบัญญัติไม่ให้ทำ ถูกราชการและนายทุนป้อนให้พูด ผู้ประกันตนเป็นเจ้าของเงิน แต่กู้เงินตนเองไม่ได้ เงินนี้ถูกนำไปให้นายทุน หรือรัฐบาลกู้ได้ ที่รัฐบาลเอาเงินไปแล้ว ขอให้รัฐบาลดึงกลับมาโดยการออกพันธบัตรพิเศษ มาให้กับประกันสังคม จากเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ให้รัฐบาลออกพันธบัตรใหม่ 3 หมื่นล้านบาทให้ดอกเบี้ย 5 % เพื่อเอาเงิน 3 หมื่นล้านบาท มาใส่ในธนาคารของรัฐเพื่อให้ผู้ประกันตนที่เป็นลูกจ้างกู้อย่างเดียว เพื่อคนงานทำได้แต่ไม่ทำ เพราะว่าหลักการของธนาคาร คือ การเอาเงิน 3 หมื่นล้านบาทมาปล่อยกู้ คนงานกู้ได้ 3 เท่าของเงินเดือนผ่อนได้ 3-5 ปี ดอกเบี้ย 10%

ตอนนี้คนงานไม่ได้เบิกกับฝ่ายบุคคลแล้ว มีATM เบิกเอง โดยโรงงานทุกแห่งเอาเงินใส่ธนาคารแล้วให้ลูกจ้างกดเงินเอง และที่พบตอนนี้คนงานจะกู้เงินนอกระบบในโรงงาน ซึ่งจะมีการยึดบัตรATMไว้แล้วดอก 10% หากมีการตั้งธนาคารแรงงานขึ้นมาก็ให้นายจ้างโอนเงินค่าจ้างเงินเดือนเข้ามาในธนาคารแรงงาน หากคนงานกู้ธนาคารก็หักเงินได้ ซึ่งหนี้นี้ได้คืนแน่นอน แต่รัฐไม่ทำ เพราะเงินที่ตั้งธนาคารแรงงานนั้น มาจากเงินที่กู้อยู่แล้ว รัฐบาลทำไมเอาเงินไปใส่ในกองทุนหมู่บ้านได้ให้ชาวบ้านกู้ได้ แต่แรงงานกู้ไม่ได้ ข้อเสนอการตั้งธนาคารแรงงานนี้ได้เคยถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ว่า รัฐธรรมนูญนั้นถูกฉีกด้วยการรัฐประหาร ซึ่งหากทำการตั้งธนาคารแรงงาน เพื่อให้คนงานกู้ ตัวอย่างเช่น ต้องมีเงื่อนไขสำหรับการกู้ เช่น ต้องมีการหักเงินกูเพื่อฝากประจำ 10%  กู้ 30,000 บาทก็หักฝากประจำ 3,000 บาท ฝากไว้ในธนาคารไม่ได้เอาไปไหน กู้ 10,000 บาท ก็หัก 1,000 บาท กู้ 20,000 บาทหัก 2,000 บาท ครบ 3 ปีใช้หนี้หมด จะมีเงินเหลืออยู่ 3-5 พันล้านบาท เก็บไว้ตั้งธนาคารต่อไป ธนาคารที่เกิดขึ้นเป็นของคนงานทุกคนเพราะเงินที่ฝากไว้ไปตั้ง เงินที่ฝากไว้เป็นการถือหุ้นตามจำนวนเงินที่ฝากประจำไว้

คำถามที่ถูกถามคือตั้งธนาคารคนงาน บริหารเป็นหรือ เดี๋ยวเจ๊ง ในความจริงมีคนที่เก่งๆเรียนจบด็อกเตอร์จำนวนมากที่เป็นสมาชิกประกันสังคม ผู้จัดการสาขาธนาคารพานิชย์ทุกแห่งเป็นสมาชิกประกันสังคม เขาบริหารให้ธนาคารนายทุนได้ ทำไมจะบริหารธนาคารตัวเองไม่ได้ ซึ่งต้องมีการประชุมกันทุกเดือน เพื่อดูว่ามีการนำเเงินไปลงทุน หรือกู้ไปทำอะไรกันบ้าง โดยมีหลักเกณฑ์กำหนด เงินที่ปล่อยกู้ดอกเบี้ย 10%ต่อปีหักให้รัฐบาล 5% หรือ 7% เพื่อให้รัฐบาลนำเงินไปใช้ประกันสังคม 5% อีก 2% เป็นกำไรให้รัฐบาลหรือ 3 % ให้ธนาคาร อีก 2 %ใช้จ่ายใน 10% สามารถทำได้หมด แต่เพราะว่า การเกิดของธนาคารแรงงานจะไปขวางผลประโยชน์ของธนาคารพานิชย์ หากมีธนาคารแรงงานจริงๆ วันนี้อาจกู้ไปสร้างธุรกิจเล็กๆ เพื่อรองรับวิกฤติตอนนี้ได้จริง สามารถค้าขายกันเองได้อย่างโครงการข้าวหอมมะลิอีสาน แลกปลาทางใต้ ผลไม้ทางภาคตะวันออกแลกกับทางอีสาน ทางเหนือ ทางใต้ทำได้หมด เพราะมีทุนสามารถแข่งขันกับห้างได้ ขายออนไลน์ก็ได้ ทั้งหมดทำได้แต่รัฐบาลไม่ให้ทำ

สุดท้ายคำถามต่อรัฐบาล 1.4 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลยืมไปนั้นเอาไปทำอะไร ตอนนี้รัฐบาลเป็นหนี้อยู่แล้ว 6.9 ล้านล้านบาท กู้ไปอีก 1 ล้านล้านบาท  รวมเป็น 7.9 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ ไม่รวมดอกเบี้ย เขาบอกยังไม่ถึงเพดาน 60% ยังไม่ถึงเพดาน เรามีจีดีพี 16 ล้านล้าน เป็นหนี้7.9 ล้านล้านบาท หากบวกดอกเบี้ยถึงเพดาน 60% ซึ่งคนไทยต้องใช้หนี้ราว 77 ปีถึงจะหมด เงินกู้ที่กู้มาคนงานได้ประโยชน์อะไรบ้าง ขนาดเงินของเราก็ยังไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ผู้นำแรงงาน หรือผู้แทนก็ไม่รู้เรื่อง ซึ่งอยากเสนอว่า กฎหมายต่างๆไม่ได้ห้ามหากคุณจะเสนอคนนอกที่เป็นผู้แทนแรงงานเข้าไปเป็นคณะกรรมการต่างๆ เพราะไม่ได้กำหนดว่าคระกรรมการประกันสังคมผุ้แทนแรงงาน ต้องเป็นแรงงานเท่านั้น ทำไมไม่เชิญคนที่รู้เรื่องไปเป็นผู้แทน ยุคดิจิตอล วันนี้ข้อมูลและความรู้เท่านั้นที่จะนำไปสู้กับเขา จึงอยากฝากไว้

นางศิริรัตน์ รัตนพันธ์ สหภาพพนักงานประกันสังคม กล่าวว่าระบบการจ้างงานในสำนักงานประกันสังคม มีข้าราชการ 2,000 คน ลูกจ้างของรัฐ ซึ่งเป็นพนักงานราว 4,500 คน และยังมีการจ้างงานรูปแบบอื่นๆอีก หากกล่าวถึงระบบประกันสังคม หลายเรื่องที่มีการกล่าวถึงนั้นตนเองก็ยังไม่รู้ ซึ่งประกันสังคมมีการเก็บเงินสมทบมาจากนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ เพื่อดูแลสวัสดิการให้ลูกจ้าง การบริหารมี 3 ขั้นตอน มีส่วนของงบประมาณ 10%ในการบริหารประกันสังคม และเรื่องการจ่ายสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายกำหนด คือกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ชราภาพ และ ขั้นตอนที่สาท คือ การนำเงินสมทบ ตรงนี้ไปลงทุน ในฐานะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในสำนักงานประกันสังคม ซึ่งต้องมองดูว่า เงินสมทบตรงนี้เป็นของเรา การบริหารเป็นระบบราชการมาบริหาร ซึ่งข้าราชการไม่ใช่เจ้าของเงินสมทบ ข้าราชการไม่ใช่ผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบ เขามีสิทธิได้รับเงินเดือนจากกระทรวงการคลัง สวัสดิการต่างๆ แล้วมาบริหารตรงนี้ข้าราชการมองภารกิจตรงนี้หรือไม่ การมาทำงานมองแค่ตำแหน่งหน้าที่หรือไม่ไม่ด้มององค์กรว่าจะเดินหน้าอย่างไร

ในฐานะเจ้าของกองทุน ผู้ประกันตนจะทำอย่างไรกับกองทุน ที่จะให้ออกจากระบบราชการ ซึ่งเห็นมีอะไรหลายอย่าง เช่น มีการจัดให้คนไปต่างประเทศบ่อยเมื่อในอดีต และทำไมมีการอบรมกันบ่อย เป็นโครงการ และอย่างประกันสังคมมาตรา 40 ตรงนี้มายังไง ซึ่งมีข้อสงสัย และได้มีการศึกษาเรื่องประกันสังคมมาราว 10 ปี ศึกษายุทธศาสตร์ประกันสังคม ซึ่งเห็นว่า มีการเขียนโครงการในกองสำนักงานใหญ่ แต่ว่าไม่ได้มีการมาดูเขตพื้นที่ว่า มีการทำงานอย่างไร ซึ่งการทำงานต้องมองเรื่องวัตถุประสงค์ของเจ้าของกองทุน

ประกันสังคมเป็นองค์กรที่น่าทำงานที่สุด เพราะได้ช่วยเหลือคน และตอนนี้ตนก็ได้ดูแลคนที่ทุพพลภาพ ผู้ป่วยโรคไต ซึ่งดูแลเรื่องการรับสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน อีกประเด็นการเกษียณอายุของแต่ละโรงงานก็ไม่ได้เหมือนกันในการดูแลสิทธิ หากมองประกันสังคมหลักการบริหารคล้ายกับระบบสหกรณ์ คือเหมือนเป็นการออมเพื่อสวัสดิการ ซึ่งเมื่อเรียนจบทำงาน และเกษียณอายุทุกคน เมื่อกลับไปบ้านต่างจังหวัดก็ต้องมีอาชีพเกษตรกรรม ก็สามารถดูแลกันได้ หากทำระบบสหกรณ์ ทำให้คนมีรายได้ การแลกเปลี่ยนสินค้าแบบค้าขายกันข้ามภูมิภาคก็ทำได้

เรื่อง การจ่ายการว่างงานเหตุสุดวิสัย นั้น เป็นการบริหารภายในซึ่งรับบาลกำหนด จริงๆก็มีปัญหาเรื่องระบบประกันสังคมที่เก่าจริงๆ และมีผู้ประกันคนที่จ่ายเงินสมทบไม่ครบตามกำหนดจึงไม่ได้สิทธิ ตอนนี้ได้มีส่งเรื่องไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้ช่วยเหลือซึ่งทางกระทรวงการคลังได้อนุมัติแล้วคนละ 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน รอดำเนินการอยู่

การทำโครงการเป็นเรื่องของการบริหารภายใน ประกันสังคมมีการกำหนดยุทธศาสตร์ แล้วให้แต่ละกองในสำนักงานประกันสังคมทำโครงการขึ้นมา ซึ่งไม่รูที่มาที่ไปของโครงการว่ามาอย่างไร ซึ่งก็น่าศึกษาว่า ใช่หรือไม่กับการที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมากับโครงการที่แต่ละกองในสำนักงานประกันสังคมทำโครงการมาว่าสอดคล้องหรือไม่

นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า เรื่องกองทุนประกันสังคม ตอนนี้มี 2.2 ล้านล้านบาท 90% ได้มีการไปลงทุนเกี่ยวกับหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูง ประมาณ 81% เงิน1.6 แสนล้านบาท เงินพันธบัตรรัฐบาล1.4 ล้านล้านบาท เงินตราสารหนี้ 9 แสนล้าน เงินฝากธนาคาร 7.9 หมื่นกว่าล้าน ยังมีการลงทุนใน เงินหุ้นกู้เอกชน เงินทุนหลักทรัพย์ที่เป็นตราสารหนี้ต่างประเทศ ตราสารหนี้หุ้นไทย พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ โดยผลตอบแทนตั้งแต่ปี 2534-2562 ประมาณ 666,030 ล้านบาท ราว 34%  ก็ได้กำไรพอสมควรในการที่ได้ไปลงทุนมา แต่ว่าเงินถูกแปลเป็นกระดาษ ซึ่งการลงทุนมีทั้งระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดสปส.) ต้องเป็นผู้พิจารณา

ข้อสงสัยคือ เงินรัฐบาลที่จัดสรรงบประมาณมาให้ประกันสังคม 2.75% ซึ่งค้างอยู่ราว 87,737.6 ล้านบาท ปี 2554 -2556 ค้างอยู่ 65,371 ล้านบาท ปี 2557-2558 ค้างจ่าย 22,000 กว่าล้านบาท ปี 2559-2562 ไม่มีค้างจ่าย รัฐบาลจ่ายทุกปี สองช่วงที่ไม่จ่าย ยังคงค้างจ่ายอยู่ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้อ้างว่า ชุดนี้ไม่ได้ค้างจ่ายแต่ที่ค้างจ่ายเป็นรัฐบาลชุดเก่า แล้วเป็นเช่นนี้จะอย่างไร แล้วดอกเบี้ยจะได้หรือไม่ ต้นจะจ่ายหรือไม่อย่างไร ซึ่งต้องพิจารณาว่าผู้ประกันตนจะทวงอย่างไร

โครงสร้างประกันสังคม เป็นโครงสร้างประจำปี 2558 ซึ่งมีบอร์ดประกันสังคมเป็นนายจ้าง 7 คน ลูกจ้าง 7 คน ข้าราชการ 7 คน เป็นระบบไตรภาคี ส่วนของนายจ้าง และลูกจ้างที่มา ก่อนปี 2557 บอร์ดกำลังจะหมดวาระ และจะให้มีการเลือกตั้งแต่ว่าจาการที่ปพูดคุยกันว่า การเลือกตั้งตามมาตรา 8 วรรค 3 ที่เขียนว่าให้ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนตามวรรค1 มาจากการเลือกตั้งโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของฝ่ายนายจ้าง และฝ่ายผู้ประกันตน สัดส่วนระหว่างหญิง และชาย รวมถึงการมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิผลของคนพิการและผู้ด้อยโอกาส ทั้งนี้หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งให้เป็นไปตามรัฐมนตรีกำหนด

ฉะนั้นตอนนั้นทางสำนักงานประกันสังคมได้บอกว่า หากจะเลือกตั้งมีค่าใช้จ่ายถึง 2,000 กว่าล้านบาท จึงไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง กรรมการชุดเก่าหมดวาระ และเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)เข้ามาก็ใช้มาตรา 44 แต่งตั้งบอร์ดชุดปัจจุบันที่เราเห็นกันอยู่ ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง 5 คน ตอนนี้ลาออกไป 2 คนเหลือ 3 คน ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง 5 คน ภาครัฐ 5 คน ซึ่งหากผู้แทนลูกจ้างลาออกอีกหนึ่งคนเท่ากับต้องยุบทั้งคณะเพราะกฎหมายกำหนดไว้เกินกึ่งหนึ่ง หนึ่งคน ในไตรภาคีของแต่ละฝ่าย แต่ยังอยู่ 3 คนเลยยังทำงานได้ แต่ตอนนี้ก็หมดวาระแล้ว แต่คสช.ก็ยังแต่งตั้งใหม่ให้รักษาการ และจัดการเลือกตั้งบอร์ดชุดใหม่ภายในวันที่ 8 กรกฎคม2564 การเลือกตั้งหนึ่งคนหนึ่งเสียงจะทำอย่างไร จะมีการเลือกตั้งโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขั้นตอน มีการยกร่างปี 2562 รับฟังความคิดเห็นแล้ว และรับทราบความคิดเห็นแล้ว ยกร่างแล้ว วันนี้เสนอคณะกรรมการประกันสังคม เกี่ยวกับการยกร่างผ่านเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในเดือนสิงหาคม 2563

วิธีการเลือกตั้งจะใช้ประเทศไทยเป็นแบบแบ่งเขต ใช้บัตรลงคะแนนอาจใช้หน่วยในบริษัท หรือการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่อาจใช้ระบบลงทะเบียนก่อนใช้สิทธิ และผู้ประกันตนต้องใช้สิทธิได้ไม่เกิน 3-6 เดือน และผู้ลงสมัครได้ต้องเป็นผู้ประกันตนไม่น้อยกว่า 36 เดือน ตอนนี้พิจารณาว่า จะให้เสียค่าสมัครหรือไม่ คาดการว่า จะใช้เงินราว 100 ล้านบาทในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นค่าบริหารจัดการ แล้วจะมีการคัดค้านมากน้อยแค่ไหน หากมีการร้องทั่วประเทศหลังการเลือกตั้ง เพราะขนาดการเลือกตั้งแบบ 1 สหภาพแรงงาน หนึ่งเสียงยังเป็นปัญหาฟ้องร้องกัน นี้ก็ต้องช่วยกันคิดด้วย

เรื่องสุดท้ายปัญหาอุปสรรค์การเปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ประกันสังคมที่ออกมาช่วงของวิกฤตโรคระบาดที่มีการออกมาตราพิเศษว่าด้วยเหตุสุดวิสัยกรณีปิดงานด้วยผลกระทบจากโควิด ซึ่งต้องเป็นลูกจ้างของบริษัทกับสมาชิกประกันสังคมหากปิดงานไปรับเงิน 62% ช่วงเดือนมีนาคม สาเหตุนายจ้างเก็บเงินสมทบลูกจ้างแล้วไม่จ่ายประกันสังคม ลูกจ้างก็ไปใช้สิทธิรับเงิน 62%ไม่ได้ แจ้งประกันสังคมตั้งแต่เดือนมีนาคม เดือนเมษายน 2563 ยังไม่ได้รับเงิน หรือปัญหานายจ้างแจ้งประกันสังคมแต่ไม่ครบเงื่อนไง ด้วยต้องการผลักภาระให้ไปรับ 62% ด้วยไม่อยากจ่าย 75% ให้ลูกจ้าง และปัญหาการทำงานของสำนักงานประกันสังคมล่าช้า ทำให้รับสิทธิของลูกจ้างยังไม่ได้ และการประกาศเลื่อนการนำส่งเงินประกันสังคม เดือนมีนาคม ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม2563 ตามที่ประกาศออกมาใครไม่จ่ายเงินก็เลื่อนได้ ใครที่ไม่มีปัญหาฐานะการเงินให้จ่ายได้ แต่ไม่บอกให้ชัดเจนนายจ้างก็เลื่อนกันหมด แล้วการจ่ายเงินจะต้องจ่ายย้อนไปเดือนมีนาคมจนถึงปัจจุบันก็ไม่ได้แจ้งอีกมีปัญหาอีก

การที่รัฐบาลค้างจ่ายอยู่รัฐจ่ายดอกเบี้ยไหม แต่หากเป็นทางผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่ไปจ่ายที่ร้านสะดวกซื้อ จ่ายเกินไปหนึ่งวัน ร้านสะดวกซื้อหักเงินดอกเบี้ย 1.75 บาท ด้วยเป็นสูตรในการหักเงิน ซึ่งมีการร้องทุกข์มา และได้นำเรื่องนี้ร้องรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานแล้ว และร้านสะดวกซื้อบอกว่ารับผิดชอบและคืนให้ 10 บาท รัฐบาลที่ไม่จ่ายเงินให้กองทุนจะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กองทุนเท่าไร ซึ่งอำนาจการบริหารเป็นของภาครัฐ ส่วนผู้แทนประกันสังคมฝ่ายแรงงานก็ไม่เคยนำข้อมูลมาเผยแพร่ให้ผู้ประกันตนได้รับทราบถึงการบริหารกองทุนเลยว่าขณะนี้เป็นอบ่างไรบ้าง เพื่อให้มีการตรวจสอบให้เกิดความโปร่งใสให้การบริหารจัดการประกันสังคม

เรื่องที่เคยร้องต่อศาลปกครองไว้ 2 เรื่อง เรื่องค่าหัวที่กำหนดไว้หัวละ 80 บาทนั้นเงินตรงนี้อยู่ในส่วนของผู้ประกันตนที่มีการจ่ายในการเหมาหัวแล้ว จึงคิดว่า เป็นการจ่ายซ้ำซ้อน ซึ่งครั้งแรกศาลปกครองไม่รับเรื่อง บอกว่า สำนักงานประกันสังคมเป็นผู้เสียหาย ซึ่งตน และคณะจึงได้อุทธรณ์ 2 ปี ว่าผู้ประกันตนเป็นผู้เสียหายโดยตรงด้วยเป็นผู้จ่ายเงินประกันสังคม 5% เข้าสู่กองทุน เห็นว่า เงินนี้ที่จ่ายออกไปไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของระเบียบข้อบังคับประกันสังคม และตอนนี้มีการทำวิจัยว่า เงินกองทุนประกันสังคม ปี 2586 คาดว่า เงินจะหมด มีแนวจะเพิ่มการเกษียณอายุจาก 55 ปี เป็น 60 ปี นี่คือความเสียหาย ซึ่งอุทธรณ์ชนะตอนนี้ เรื่องยังอยู่ในศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งสองเรื่องที่ได้ฟ้องร้อง ซึ่งต้องคิดต่อว่า จะทำอย่างไรให้ประกันสังคมเป็นองค์กรอิสระและการตั้งธนาคารแรงงาน

นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ที่ปรึกษาสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) กล่าวว่า ในฐานะที่ได้มีส่วนร่วมในการเรียกร้องกฎหมายนี้ และได้ร่วมร่างกฎหมายประกันสังคมฉบับดังกล่าว และมีอีกหลายคนแม้ว่า จะออกมาไม่ได้ตามใจเท่าไร และพอใช้มาสักพักรัฐบาลจ่ายเงินสมทบน้อยลงกว่าเดิมจาก 5% เท่ากัน เหลือเพียง 2.75 ทราบอยู่แล้วว่า ประกันสังคมสำหรับลูกจ้างฝ่ายเดียว เป็นสวัสดิการสำหรับลูกจ้าง วันนี้เมื่อโควิดมาทำให้รู้ว่าเงินประกันสังคมมีประโยชน์ได้ใช้กรณีว่างงาน 62% ประกันสังคม คือ สวัสดิการเพื่อดูแลลูกจ้างในอนาคต เป็นระบบรัฐสวัสดิการ แต่มีบางคนที่เสนอว่า เอาเงินประกันชราภาพเป็นเงินก้อนได้หรือไม่ ขอบอกว่า คิดสั้นมาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพขอถอนก่อนได้หรือไม่ ขอบอกว่า คิดสั้นมาก ต่อไปจะได้กินอะไร ในฐานะคนที่รับบำนาญเกษียณอายุนยังมีเงินเดือนใช้ ซึ่งหากเกษียณต้องการเงินก้อนเขาให้อยู่แล้วเขาคำนวนว่าอยู่ได้ 54 เดือน คำถามหากรับมาครบ 54 เดือนเงินหมดไม่ตายจะกินอะไร ใครรู้ไหมว่า จะมีชีวิตอยู่กี่ปี แต่อย่างน้อยต้องคิดสัก 80 ปีก่อน หากไม่ตายจะกินใช้ชีวิตอยู่อย่างไรต้องคิดก่อน

ตอนนี้ต้องมาเรียกร้องประกันสังคมเป็นหลักสวัสดิการ ไปเรียกร้องนายจ้างได้ไหม ซึ่งต่อไปนี้จะเลิกจ้างเท่าไร นี่คือของจริงวิกฤติของโลกจริงตอนนี้ มีการเลิกสหภาพแรงงานไปมากแล้ว ตอนนี้สหภาพแรงงานมีราว 3-4 แสนคน การเลือกตั้งประกันสังคมจะมีแต่คนของนายจ้างเข้าไป ด้วยอยู่ที่ความรู้และจิตสำนึก คน 11 ล้านคนมาเลือกตั้ง ทั้งที่สมาชิกสหภาพแรงงานมีเพียง 3-4 แลนคน ชราภาพยังร่างในกฎหมายประกันสังคมไว้ที่ 15,000 บาท ตั้งแต่ปี 2533 แถมยังนำ 5 เดือนสุดท้าย 60 เดือนหารเฉลี่ยออกมา การรับเงินสุดวิสัยประกันสังคม 62% ที่เราเรียกร้องให้เป็น 75% มีจำนวนกว่า 8 หมื่นคนที่ได้ไม่ถึงเดือนละ 5,000 บาท ซึ่งคนที่ไม่เห็นด้วยคือบอร์ดประกันสังคม ต้องคิดว่าหากมีคนว่างงานต้องจ่าย 75% ทำให้รัฐต้องเร่งรีบหางานให้ทำ ทุกวันนี้นายจ้างก็จ่ายให้ 75 % อยู่

ประกันสังคมในยุโรปโดยเฉลี่ยเก็บสมทบประมาณ 20.90% หากเฉลี่ยโลกเก็บ 15.75%  อเมริกา 13% เอเชีย 14% แอฟริกา 11% ประเทศไทย 5% เวลาแก้ปัญหาเราก็ไปต่อรองให้ลดลงอีก จริงแล้วควรเสนอให้ใส่เพิ่มลงไปเพราะเงินได้แกแรงงานจะกลัวทำไมตอนนี้นายจ้างก็ลด ลูกจ้างก้ลดจะเอาสิทธิประโยชน์เพิ่มได้อย่างไร

จากนั้นได้มีการแถลงข่าว “กองทุนประกันสังคม เงินของใคร บริหารจัดการอย่างไร ผู้ประกันตนได้ประโยชน์” ร่วมกันโดยนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) แถลง ดังนี้ นับตั้งแต่พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ประกาศใช้และได้มีการเก็บเงินสมทบจากคนงาน ผู้ประกอบการและรัฐบาลในอัตราส่วนที่เท่ากัน แม้ว่าต่อมาภายหลังได้มีการแก้ไขกฎหมายทำให้รัฐจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราส่วนที่น้อยกว่าคนงานและผู้ประกอบการ แต่การบริหารจัดการทั้งหมดก็อยู่ภายใต้รัฐบาล โดยกระทรวงแรงงานมีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคมรวมทั้งอนุกรรมการชุดต่าง ๆ โดยปราศจากการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมากกว่ารัฐ จนถึงปัจจุบัน ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการ กองทุนประกันสังคมทั้ง 7 กองทุนมีเงินประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท จากผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ประมาณ 12 ล้านคน มาตรา 39 ประมาณ 1.5 ล้านคน และมาตรา 40 ประมาณ 1.2 ล้านคน ที่จ่ายเงินสมทบให้กับกองทุนประกันสังคม ส่วนจำนวนเงินทั้งหมดนั้นจะนำไปบริหารจัดการกันอย่างไร ลงทุนที่ไหน ใช้จ่ายกันอย่างไรแทบจะไม่มีใครทราบ หรือแม้กระทั่งข่าวรัฐบาลนอกจากจ่ายในสัดส่วนที่น้อย และยังค้างจ่ายตัวเลขที่แน่นอนเป็นจำนวนเท่าใด ก็ไม่มีใครยืนยันตัวเลข จึงเกิดคำถามและข้อเรียกร้องของผู้ประกันตนเสมอมา ประมวลได้ว่าต้องการให้สำนักงานประกันสังคมบริหารงานอย่างโปร่งใส ให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วม และต้องการให้สำนักงานประกันสังคมมีผู้บริหารที่เป็นมืออาชีพ ให้องค์กรมีสถานะเป็นอิสระปราศจากการครอบงำสั่งการจากรัฐบาล และนักการเมือง แต่เสียงเรียกร้องและข้อเสนอไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใดความไม่แน่นอน ไม่ชัดเจน ความล่าช้าและการบริหารจัดการที่ล้มเหลว ปรากฏชัดเจนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่หรือ โควิด-19 ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งการของรัฐให้ปิดกิจการ การประกาศให้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นเหตุสุดวิสัย หรือ การปิดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนของผู้ประกอบการเอง ทำให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนต้องไปขอรับเงินเยียวยาแก้ปัญหาความเดือดร้อนจากกองทุนประกันสังคม ซึ่งจนถึงขณะนี้กว่า 4 เดือนนับตั้งแต่การแพร่ระบาดมีคนงานผู้ประกันตนจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาด้วยเหตุผลต่าง ๆ นา นา เช่น เครื่องมือ อุปกรณ์เก่า ไม่พร้อม นายจ้างไม่แจ้งแสดงฐานะลูกจ้าง บุคลากรน้อย ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับประชาชนทั่วไป เกษตรกร ที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนใด ๆ แต่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลอย่างทันท่วงที

โดยแท้จริงแล้ว เงินที่รวมอยู่ในกองทุนประกันสังคมล้วนเป็นเงินของผู้ประกันตนไม่ว่าสัดส่วนที่รัฐจ่ายสมทบก็มาจากภาษีของผู้ประกันตนและประชาชน สัดส่วนที่ผู้ประกอบการหรือนายจ้างจ่ายสมทบถูกรวมอยู่ในต้นทุนราคาผลผลิต แต่การบริหารจัดการแม้ข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ และผู้ประกันตนต้องการกลับไม่ได้รับการตอบสนองต่อผู้ประกันตน ดังนั้น สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)และ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลและสำนักงานประกันสังคม ดังนี้

  1. เปิดเผยข้อมูลสถานะทางการเงินของสำนักงานประกันสังคมทั้งหมดว่ามีจำนวนเท่าใดรัฐบาลยังค้างจ่ายเงินสมทบเท่าใด นำไปลงทุนที่ไหนบ้าง จำนวนเท่าใด เงินสำหรับการบริหารในอัตราร้อยละ 10 ของเงินประกันสังคมที่จัดเก็บได้ในแต่ละปีนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง
  2. ดำเนินการให้มีสถานพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขเป็นของสำนักงานประกันสังคมเองทั้งในภูมิภาคต่าง ๆ และส่วนกลาง เพื่อสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนและการลงทุนในกิจการนี้ ยังสามารถหารายได้จากบุคคลภายนอกได้
  3. ให้ผู้ประกันตนเข้าถึงแหล่งเงินของประกันสังคมในรูปแบบการฝาก การกู้ยืม เพื่อมาตรฐานการดำเนินชีวิตและการประกอบการสร้างอาชีพ โดยการจัดตั้ง “ธนาคารแรงงาน” ตามแนวคิดของรองศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ
  4. สำคัญที่สุดให้มีการปฏิรูปการบริหารจัดการสำนักงานประกันสังคมเสียใหม่ “ให้เป็นองค์กรอิสระ”ปราศจากการแทรกแซงจากรัฐบาล นักการเมืองและข้าราชการ มีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของผู้ประกันตน ทั้งระดับนโยบาย โครงสร้างผู้บริหารและการบริหารจัดการ

ข้อเสนอในครั้งนี้เป็นข้อเสนอที่ตกผลึกและเสนอมาหลายครั้งในหลายสถานการณ์ แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองแต่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด –19 ทำให้เห็นถึงความไม่แน่นอน ไม่ชัดเจนความล่าช้าและการบริหารจัดการที่ล้มเหลวปรากฏชัดเจน ด้วยเงื่อนไข สถานการณ์ ระยะเวลาจาก ปี 2533 จนถึงปัจจุบันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกันตนจะต้องร่วมกันผลักดันให้มีการปฏิรูประบบการประกันสังคมให้มีการพัฒนา ก้าวหน้า และยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนเองทั้งในยามสถานการณ์ปกติและยามวิกฤต สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)จะติดตาม ตรวจสอบ และผลักดันอย่างเข้มข้นโดยคณะทำงานที่จะจัดตั้งขึ้นจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อกำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนต่อไป