องค์กรแรงงานรัฐวิสาหกิจ แถลงสาธารณะ ชวนจับตาบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือ ซุปเปอร์โฮลดิ้ง

Untitled-2

สพร.ท เสนอให้ คณะทำงานฯยกร่างกฎหมายการจัดตั้ง “ซุปเปอร์โฮลดิ้ง” ถอดบทเรียนผลกระทบจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ พร้อมชวนสร้างระบบถ่วงดุลในการตรวจสอบการใช้อำนาจบริหาร ที่จะช่วยป้องกันจากการถูกแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพลภาครัฐและการเมือง

สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย( สพร.ท) วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2558 ได้ออกแถลงการณ์ กรณี บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ หรือ ซุปเปอร์โฮลดิ้ง เพื่อเสนอข้อมูลต่อสาธารณชน และเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล ตามที่ปรากฏเป็นข่าวแล้วว่า รัฐบาลมีแนวคิดในการตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติหรือ “ซุปเปอร์โฮลดิ้ง” โดย วัตถุประสงค์สำคัญคือต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารและพัฒนารัฐวิสาหกิจ และเป็นกลไกป้องกันการเมืองเข้ามาแทรกแซงนั้น

สหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (สพร.ท) ซึ่งเป็นองค์กรแรงงานรวมของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคล ก่อตั้งตามหมวด 5 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 โดยปัจจุบันมีสมาชิก 22 สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ได้ติดตามและมีมติร่วมกันเพื่อกำหนดจัดงานเสวนาทางวิชาการเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้ โดยได้เรียนเชิญ คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) และได้รับความกรุณาจาก. คุณบรรยง พงษ์พานิช คุณรพี สุจริตกุล และคุณกุลิศ สมบัติศิริ ด้วยท่านทั้งสาม มีความเข้าใจชัดเจนเกี่ยวกับนโยบาย และแนวทางการจัดตั้ง “ซุปเปอร์โฮลดิ้ง” ทั้งนี้ได้เรียนเชิญไตรภาคีภาคแรงงาน ประกอบด้วย ฝ่ายบริหารและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้แทนกระทรวงแรงงาน และผู้นำองค์กรแรงงานภาคเอกชน มาร่วมรับฟังและร่วมเสวนา เพื่อทำความเข้าใจในเจตนารมณ์ของการจัดตั้ง “ซุปเปอร์โฮลดิ้ง” ซึ่ง สพร.ท ใคร่ขอขอบพระคุณวิทยากรทั้ง 3 ท่านมา ณ โอกาสนี้

ภายหลังจากการรับฟังข้อมูล ปรากฏว่า ผู้เข้าร่วมเสวนาซึ่งส่วนใหญ่คือ กลุ่มผู้นำทางความคิดในภาคประชาสังคม และผู้นำองค์กรแรงงาน จำนวนกว่า 300 คน ยังไม่ได้รับความกระจ่างในประเด็นที่มีข้อห่วงใยในฐานะประชาชน ดังนั้น สพร.ท ใคร่ขอสรุปประเด็นข้อห่วงใยจากประชาชนที่มาร่วมงานเสวนา ดังนี้

1. ยังไม่มีคำตอบ ในเรื่องหลักประกัน หรือ ระบบตรวจสอบ ถ่วงดุล เพื่อให้ ซุปเปอร์โฮลดิ้ง ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง ภายหลังการบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

2. ด้วยรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง จัดตั้งขึ้นด้วยพันธกิจต่างกัน แต่ไม่ว่าจะมีที่มาหรือวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งแตกต่างกันอย่างไร พันธกิจสำคัญของรัฐวิสาหกิจที่คล้ายคลึงกัน ก็คือเป็นองค์กรของรัฐ ที่มีหน้าที่สร้างหลักประกันพื้นฐานให้บริการประชาชน และเพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ ทั้ง ด้านสื่อสาร โทรคมนาคม สื่อสารมวลชน ขนส่ง และพลังงาน

ดังนั้น หากวัตถุประสงค์ของ บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ ที่มุ่งเน้นหนักเรื่องการบริหารงานเชิงธุรกิจ และแนวทางที่รัฐจะต้องชดเชยเพื่อให้ธุรกิจมีผลกำไร โดยกรรมการล้วนเป็นมืออาชีพในการดำเนินธุรกิจ ก็คงยากที่จะหลีกเลี่ยงทัศนคติของนักธุรกิจที่เน้นหนักในมิติด้านธุรกิจ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ และอาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการและการใช้บริการของประชาชน รวมถึงการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจในฐานะพนักงานรัฐวิสาหกิจตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ด้วย

3. ก่อนที่จะเดินหน้าจัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติตามกำหนดเวลาที่คาดหวัง นอกจากฝ่ายบริหารของรัฐวิสาหกิจแล้วรัฐบาลควรให้ความสำคัญต่อการรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนพนักงานรัฐวิสาหกิจและภาคประชาสังคม เพื่อให้มีความเข้าใจและร่วมเดินหน้าปฏิรูปรัฐวิสาหกิจไปด้วยกัน เพื่อให้ได้ร่วมคิด ร่วมสร้างสรรค์ เพื่อร่วมสร้างความเจริญและพัฒนารัฐวิสาหกิจ อันเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหา และเพิ่มประสิทธิภาพ ตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจอย่างยั่งยืน และเกิดความราบรื่น ปรองดองสมานฉันท์ อันจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศ และเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลสนับสนุนการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามเจตนารมณ์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวการณ์ปัจจุบัน ที่พวกเราต้องร่วมกันป้องกันความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องจากนานาอารยประเทศ ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจโดยรวม การประกาศวันที่ต้องแล้วเสร็จ และวันเริ่มต้นการมีบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ “ซุปเปอร์โฮลดิ้ง” เป็นข้อจำกัดในการแสดงความจริงใจที่ยอมรับการมีส่วนร่วม

เพื่อให้นโยบายของรัฐ สามารถดำเนินงานได้ราบรื่น และเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ดังเจตนารมณ์ที่ดี และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย ดังเช่น การปฏิรูปหรือแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการเพื่อมุ่งเน้นหาทางให้มีความคล่องตัวในเชิงบริหารเป็นหลัก แต่ละเลยผลกระทบด้านอื่น จนทำให้เกิดผลกระทบโดยไม่เจตนา สพร.ท ใคร่ขอเสนอให้ คณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างกฎหมายการจัดตั้ง “ซุปเปอร์โฮลดิ้ง” ได้ถอดบทเรียนที่เคยได้รับผลกระทบจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ ที่ผ่านมา ซึ่งทุกวันนี้ ผู้ที่ติดตามเรื่องราวการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ทราบดีว่า แม้ว่ารัฐวิสาหกิจบางแห่งจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยสามารถนำส่งผลกำไรให้รัฐเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีการนำจุดบกพร่องบางประการจากกระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ที่ทำให้บางกลุ่มนำไปอ้างและชี้นำประชาชน สร้างความแตกแยกทางความคิด จนกระทั่งกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมือง สร้างความยุ่งยากและเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศ ด้วยบางคนอาจหลงเชื่อว่า กำไรของรัฐวิสาหกิจนั้นมาจากการเอารัดเอาเปรียบประชาชน ด้วยขาดการดูแลอย่างใกล้ชิดจากภาครัฐ อีกทั้งที่ผ่านมา ยังมีอีกประเด็นที่เห็นได้ชัดเจนถึงผลกระทบจากการออกกฎหมายที่ ผู้นำแรงงานรัฐวิสาหกิจ มีความเห็นว่า สาเหตุเกิดจากนักวิชาการที่มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย ปราศจากความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ละเลยการมีส่วนร่วมและเสียงสะท้อนจากผู้มีส่วนได้เสีย จากผู้นำแรงงาน นั่นคือ ผลของกฎหมาย กสทช. ที่แม้ว่าจะมีการลงลายมือชื่อเพื่อคัดค้านจากประชาชนจำนวนมากในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาก็แทบจะไม่มีการตอบรับ ทุกวันนี้จึงส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ทั้งกรณีคุณภาพของ 3G และ กรณีดิจิทัลทีวี ทำให้ยังมีความเข้าใจที่สับสน และประชาชนก็ต้องรับภาระเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น และที่เป็นประเด็นทำให้นำไปสู่การหาทางปฏิรูปรัฐวิสาหกิจต่อ คือ การทำให้ 3 รัฐวิสาหกิจ คือ TOT CAT และ อสมท ได้รับผลกระทบโดยสูญเสียประโยชน์แก่รัฐ โดยเฉพาะเรื่องการนำส่งค่าตอบแทน และผลกำไรกลับสู่รัฐ กลับกลายเป็นไปเอื้อประโยชน์ต่อทุนบางกลุ่ม

ที่ประชุม สพร.ท จึงมีมติออกแถลงการณ์ เพื่อเสนอข้อมูลต่อสาธารณชน และเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล กรุณาให้ความสำคัญต่อกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) ในการดำเนินการจัดตั้ง และร่างกฎหมายจัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ “ซุปเปอร์โฮลดิ้ง” อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เนื้อหาสาระกฎหมายที่ร่างขึ้น จะสามารถตอบข้อกังวลทั้ง 3 ประการข้างต้น เพื่อทำให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลปัจจุบัน ยังคงมีนโยบายคำนึงถึงหลักประกันในการให้บริการที่จำเป็นพื้นฐานต่อประชาชน และสร้างระบบถ่วงดุลในการตรวจสอบการใช้อำนาจบริหาร “ซุปเปอร์โฮลดิ้ง” ในอนาคต ที่จะช่วยป้องกันจากการถูกแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพลภาครัฐและการเมืองอย่างรอบคอบ ด้วยหากเกิดกรณีการแทรกแซง “ซุปเปอร์โฮลดิ้ง” จากกลุ่มอิทธิพล ที่อาจมีขึ้นในอนาคต ย่อมทำให้รัฐวิสาหกิจภายใต้ “ซุปเปอร์โฮลดิ้ง” ทั้งหมดถูกแทรกแซงได้โดยง่าย และนั่นคือความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศชาติอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยคนไทยทุกคนต่างทราบดีว่า รัฐวิสาหกิจคือทรัพย์สมบัติของชาติ

ด้วยความห่วงใยประเทศชาติร่วมกัน