หมู่บ้านมั่นคง แรงงานสังคมเพื่อน

ณรงค์

คนงานเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่สร้างสรรค์รายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับประเทศไม่ใช่น้อย แต่กลุ่มคนเหล่านี้กับเป็นกลุ่มคนที่ได้รับการเหลียวแลจากภาครัฐน้อยกว่าที่ควรจะเป็น หลายคนอาจคิดว่ากลุ่มคนในภาคเกษตรกรรมเป็นกลุ่มที่ขาดโอกาสมากกว่า แต่หากมาเปรียบเทียบด้านความช่วยเหลือที่ภาครัฐมีต่อทั้งสองกลุ่ม ก็จะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น เช่นด้านการเข้าถึงแหล่งทุนและการเยียวยาจากภาครัฐ ทางภาคเกษตรกรรมมีทั้งธนาคารเพื่อการเกษตร เป็นแหล่งกู้ยืม ดอกเบี้ยต่ำ ในขณะที่ภาคคนงานกลับไม่มีแหล่งทุนให้กู้ยืมชัดเจนต้องไปกู้ยืมเงินนอกระบบจนเป็นปัญหาตามมาไม่จบสิ้น ภาคเกษตรมีมาตรการประกันราคาพืชผล มาตรการเยียวยาจากภัยทางธรรมชาติฯลฯ แต่ภัยจากวิกฤติเศรษฐกิจการปลดออก เลิกจ้าง ปิดกิจการ คนงานถูกลอยแพ ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำซาก แต่ไม่มีหลักประกันหรือมาตรการเยียวยาใดๆที่ชัดเจน

ภาพคนงานที่ต่างดิ้นรนเพื่อทำงานหาเลี้ยงตนเองแบบตัวใครตัวมัน ภาพเกษตรพันธสัญญาที่ทำให้เกษตรกรต้องติดกับดักนายทุนจนแทบไม่เหลือที่ทำกิน ภาพนักศึกษาที่เห็นเครื่องแบบเป็นเพียงอาภรณ์เสริมความงาม ภาพนักวิชาการที่รับใช้นายทุนมีให้เห็นเกลื่อนกลาดดาษดา ทำให้ภาพของขบวนการสามประสานที่เกิดจากการรวมตัวกันของกรรมกร ชาวไร่-ชาวนาและนักศึกษานักวิชาการ ซีดจางไปจนแทบไม่หลงเหลือร่องรอยขบวนการอันเข้มแข็งให้เห็นอีกแล้วในปัจจุบัน

อาจารย์ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการคนสำคัญในขบวนการแรงงาน เป็นผู้ที่คลุกคลีกับขบวนการแรงงานมาอย่างยาวนาน เห็นทั้งความรุ่งเรืองและความล้มเหลวของขบวนการแรงงาน ได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า คนงานจะต้องเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและปรับวิธีคิดใหม่ ขบวนการแรงงานจะเข้มแข็งได้ก็ต้องมีฐานกำลังทางเศรษฐกิจ นำสู่การสร้างอำนาจในการต่อรองทางการเมือง คนงานต้องพูดคุยกันมากขึ้น สนใจในปัญหาของกันและกันมากขึ้น พยายามสร้างสังคมคนงานที่มีลักษณะเกื้อกูลกันเป็นชุมชน ปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้รู้จักพึ่งพาตัวเองมากขึ้น สร้างระบบการออมการลดค่าใช้จ่าย

สอดคล้องกับโครงการหมู่บ้านคนงาน ที่ชื่อว่า “หมู่บ้านมั่นคงแรงงานสังคมเพื่อน” ที่อาจารย์ณรงค์ตั้งใจพยายามทำให้เห็นเป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนแนวคิดของท่าน โดยได้รับสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้บริหารงานผ่านสหกรณ์ บ้านสองชั้น ในราคาเพียงสามแสนกว่าบาท ผ่อนประมาณเดือนละ 2,450-2,600 บาทในเนื้อที่ 50 ตารางวา พื้นที่ประมาณ 25 ตารางวา เป็นพื้นที่บ้าน ส่วนพื้นที่ว่างที่เหลืออีก 25 ตารางวา เป็นพื้นที่สำหรับปลูกพืชผักผลไม้ที่เป็นอาหาร ปลูกกั้นเป็นแนวรั้วรอบพื้นที่บ้านแทนการสร้างกำแพง เพื่อให้แต่ละบ้านเห็นหน้ากันเกิดการพูดคุยปฏิสัมพันธ์กัน ขุดบ่อน้ำเลี้ยงปลาไว้เป็นแหล่งอาหารเพื่อให้ทุกคนได้แบ่งปันกัน ปลูกต้นไม้เป็นแนวรอบหมู่บ้านเพื่อสร้างความร่มรื่น มีที่ว่างไว้สร้างที่ประชุม ตลาดนัด มีกฎห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กเห็น ถือเป็นการลดค่าใช้จ่ายและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชน ผู้ที่จะมีสิทธิซื้อบ้านจะต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์ สำหรับโครงการนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ขณะนี้โครงการได้ดำเนินการไปแล้วประมาณร้อยละ 70 มีสมาชิกเข้ามาอยู่อาศัยแล้ว มีการประชุมสมาชิกกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าในอนาคตหากมีคนงานมาอาศัยอยู่จนครบทุกหลังคาเรือนหมู่บ้านนี้จะเป็นหมู่บ้านที่นักการเมืองจะให้ความสำคัญทันทีในฐานะฐานเสียงใหญ่ และนั่นหมายถึงจะเกิดอำนาจการต่อรองและการกำหนดอนาคตของคนในหมู่บ้านด้วยตนเอง

จริงๆ แล้วโครงการหมู่บ้านคนงานนี้เป็นผลผลิตต่อเนื่องจากการที่อาจารย์ได้ทำ “โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งขบวนการแรงงาน เพื่อการคุ้มครองสุขภาพและสวัสดิการแรงงาน (สสร.)” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซึ่งโครงนี้พยายามให้คนงานทั้งในภาคเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมขยายฐานความสัมพันธ์โดยการรวมกลุ่มกัน ผ่านการทำกิจกรรมร่วมกันภายในกลุ่มผ่านการจัดการศึกษา มุ่งเน้นให้คนงานพูดคุยกัน ร่วมกันแก้ปัญหาของกันและกันและให้มีการออมเงินกันภายในกลุ่ม สนับสนุนช่องทางการหารายได้ภายในกลุ่ม จนเกิดกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นมากมายหลายกลุ่ม จากนั้นได้มีการจัดทำสหกรณ์ขึ้นเพื่อให้แต่ละกลุ่มนำเงินออมมาฝากและมีการปันผลกัน จนในที่สุดกลายมาเป็นโครงการหมู่บ้านคนงานในปัจจุบัน

ขบวนการแรงงานอาจจะต้องหันกลับมามอง หยุดคิดทบทวนบทบาทและยุทธวิธีในการขับเคลื่อนกันใหม่ การขับเคลื่อนที่คาดหวังกับการแก้ปัญหาของรัฐซึ่งมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาให้กับนักลงทุนมากกว่าลูกจ้าง โดยฝากความหวังไว้กับการกดดันด้วยมวลชนที่ยังให้ความสำคัญเพียงปัญหาปากท้องของตนเอง อาจจะเป็นการเกาไม่ถูกที่คัน วิถีแบบชุมชนคนงานอาจจะช่วยให้มองเห็นรูปธรรมหนึ่งซึ่งสะท้อนรูปแบบการขับเคลื่อนในเชิงโครงสร้างทางสังคมของคนงาน สร้างความสัมพันธ์ของคนในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม โดยการผลักดันของนักวิชาการ เป็นการสร้างขบวนการแบบสามประสานที่จะไม่ใช่แค่การที่ขบวนการแรงงานในปัจจุบันกล่าวถึงเพียงแค่ในประวัติศาสตร์อีกต่อไป

ยาจกปู…