สุดทางเลือกปลายทางสุดท้ายของแรงงาน การฟื้นฟูอาชีพ คืออนาคต

Share on facebook
Share on google
Share on twitter

โดย วาสนา ลำดี

            “หนูตกงานโดยไม่รู้ตัว” เสียงสะอื้นร้องไห้ของแคท ซึ่งแน่นอนเป็นความตระหนกตกใจของผู้ใช้แรงงานเมื่อเห็นประกาศการเลิกจ้าง หรือการถูกเรียกเข้าห้อง (เย็น) ทีละคน ทีละคน เพื่อให้ยอมรับการเลิกจ้าง หรือให้เซ็นต์ยอมรับลาออกจากการเป็นลูกจ้าง พร้อมกับหนังสือที่ต่อท้ายว่าห้มเรียกร้อง หรือฟ้องร้องใดใดจากนายจ้าง หรือบางบริษัทมีแนบท้ายว่าห้ามโพสต์สื่อสาร หรือให้สัมภาษณืนักข่าวโดยเด็ดขาด คราบน้ำตายังไม่ได้เจือจางจากแก้มแม้ว่า เธอและเขาจะถูกให้ออกจากงานมานานนับเดือน

ช่วงเดือนสองถึงสามเดือนที่ผ่านมาภาพข่าวเกือบทุกช่องทางมีการรายงานเรื่องการเลิกจ้างคนงานจำนวนมาก “ช่วงเดือนมีนาคม 2563 มีตัวเลขการเลิกจ้างถึง 3,123 คน เพราะเป็นช่วงโควิด-19 กำลังระบาด นายจ้างต้องใช้ มาตรา 75 คือ จ่าย 75% ของเงินเดือน และยังไม่มีมาตรการเยียวยาเหตุสุดวิสัย 62% จากประกันสังคม นายจ้างจึงมีทางเลือกแค่ 2 ทาง คือ จ่าย 75% ให้ลูกจ้างอยู่ต่อ หรือเลิกจ้างไปเลย เพราะฉะนั้น นายจ้างอาจเลือกเลิกจ้างไปเลย พอมาเดือน เมษายน 2563 จำนวนถูกเลิกจ้างลดลง เพราะมีมาตรการเยียวยาจากประกันสังคม” (นายจรัญชัย ก่อศรีพิทักษ์กุล ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผย ต่อเว็บไซต์ กรุงเทพธุรกิจ)

โดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยอีกว่า ข้อมูลสถานประกอบการสำหรับกิจการที่ใช้มาตรา 75 หยุดกิจการชั่วคราว ตั้งแต่เดือน ตุลาคม2562 ถึง 5 กรกฎาคม 2563 พบว่า มีสถานประกอบการ 4,458 แห่ง กระทบลูกจ้าง 896,330 คน รวม 247,031 วัน ในจำนวนนี้หยุดกิจการบางส่วน 2,117 แห่ง หยุดกิจการทั้งหมด 3,030 แห่ง และมาจาก 3 สาเหตุหลักที่ใช้แนวทางนี้ ได้แก่ 1.การระบาดของโรคโควิด 2.ลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อ 3.ขาดทุนสะสมจำนวนมากและไม่มีคำสั่งซื้อจากลูกค้าตามปกติ โดยหากดูความรุนแรงยิ่งใช้ ม.75 จำนวนโรงงาน ลูกจ้างได้รับผลกระทบ และหยุดทั้งหมดมากแสดงว่าวิกฤติสุด ซึ่งขณะนี้จำนวนลดลงดูแนวโน้มน่าจะดีขึ้น

ในความเป็นจริงเมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับแรงงานที่เพิ่งตกงานสดๆร้อนๆ ทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ และอุตสาหกรรมสิ่งทอตัดเย็บเสื้อผ้า ที่นายจ้างมีการเปิดสมัครใจลาออก และเลิกจ้าง ตัวอย่างกรณีแคท อดีตแรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ เธอถูกเลิกจ้าง ซึ่งแคทได้เล่าให้ฟังในฐานะแม่ว่า การเลิกจ้างนายจ้างจ่ายแต่ค่าจ้างเดือนสุดท้ายไม่ได้จ่ายเงินค่าชดเชยให้ เพื่อให้มีเงินก้อนสุดท้ายในการไปดำเนินชีวิตซึ่งคนที่ตกงานพร้อมกันมีจำนวน 52 คน ซึ่งไม่ต่างกับเนย ที่ทำงานตัดเย็บชุดชั้นใน ที่เล่าถึงสถานการณ์การเลิกจ้างโดยที่ไม่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย รวมกับราว 800 คน เนยบอกว่า เมื่อถูกเลิกจ้างทุกคนก็หวังในเงินก้อนสุดท้ายคือค่าชดเชยที่นายจ้างควรจ่ายตามกฎหมายแต่ว่านายจ้างกลับไม่จ่าย ซึ่งทั้งแรงงานทั้งสองกลุ่มนี้ต้องนำเรื่องร้องต่อเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชย ซึ่งแน่นอนปัญหาของแรงงานเพียงหนึ่งคนจะมีอีกหลายชีวิตที่รออยู่เมื่อไม่มีงานไม่มีเงิน แถมยังไม่ได้รับเงินชดเชยก้อนสุดท้ายแม้ว่ากฎหมายกำหนดเป็นสิทธิไว้

เสียงสะอื้นไห้ของแคท ที่เกิดขึ้นด้วยความคับแค้นใจ ในการกระทำของนายจ้าง และเสียใจในความที่เป็นแม่ “หนูอดคิดมากไม่ได้หรอกค่ะ เมื่อต้องกลายเป็นคนตกงาน และนายจ้างก็ไม่ยอมจ่ายเงินก้อนสุดท้ายให้เพื่อชดเชยการตกงาน หนูมีลูกต้องดูแล ตอนนี้ต้องให้ย่าเลี้ยง แม้สามีจะมีงานทำแต่ก็ต้องใช้เงินในการรับผิดชอบเพิ่มขึ้นแบกภาระคนเดียว นายจ้างน่าจะเห็นใจลูกจ้างบ้าง เพราะเราทำงานมานานแล้ว ทำไมทำกับพวกเราแบบนี้

เนย เล่าว่า “ตกใจมากเพราะนายจ้างให้ลูกจ้างทั้งหมดไปรับเงินประกันสังคมโดยอ้างผลกระทบจากกรณีโควิด-19 ไม่มีคำสั่งซื้อ ไม่มีวัตถุดิบรับเงินประกันสังคม 62%มา 3 เดือน วันนี้เราต้องรายงานตัวเพื่อกลับเข้าทำงานแต่นายจ้างกลับเลิกจ้างรู้สึกใจหาย หนูมีลูกสองคนที่ต้องดูแลรับผิดชอบยังไม่รู้จะทำอย่างไร ตอนนี้ก็รอกระบวนการรัฐเพื่อทำให้แรงงานได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมาย

เสียงของแรงงานเพศแม่ทั้งสองคน สิ่งที่กังวลมากคือลูกที่ยังเล็ก ซึ่งยังไม่รู้อนาคตจะเดินหน้าอย่างไร และยังมองไม่เห็นอนาคตข้างหน้าว่าจะเดินไปในเส้นทางไหน เพื่อที่จะทำให้ตนเองมีงานทำเพื่อเลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพทั้งการศึกษาดี การกินอยู่ที่ดี และอบอุ่นอยู่ครบพร้อมหน้าครอบครัวดั่งเดิม เนื่องจากอายุแรงงานที่ตกงานในกลุ่มตนเองนั้นอายุ 40-50 ขี้นไป อายุ 30-40 ปีมีน้อยมาก เมื่อตนเองอายุเป็นอีกหนึ่งในอุปสรรค์ในการที่จะหางานทำ เนยเองมองว่า ยังพอที่จะขายอาหารตามสั่งได้ รับหิ้วของ หิ้วขนมมาขาย ซึ่งเคยเป็นอาชีพเสริมตอนที่ทำงานอยู่ แน่นอนหากมีการพัฒนาฝีมือคงต้องเป็นการค้าขายอาหาร หรือกาแฟ

ส่วนแคทมองไปทีเงินก้อนสุดท้ายในประกันสังคมนั่นคือเงินบำนาญชราภาพ เพราะวันนี้ไม่มีเงินสักก้อนที่จะลงทุนดำเนินชีวิตจริงๆ หากแม้ว่า ได้กู้ยืมเงินก้อนนั้นมาสักครึ่งหนึ่ง ลงทุนค้าขายก็ยังทำให้ชีวิตเดินหน้าได้ การพัฒนาฝีมือในความคิดคือต้องเป็นงานที่สร้างรายได้ อย่างการตัดผม เย็บผ้า ขายของกินของใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น

มันคือความเป็นจริงของชีวิตแรงงาน ท้ายสุดความคาดหวังเมื่อต้องตกงาน หรือถูกเลิกจ้างคือ “เงินค่าชดเชย หรือเงินเกษียณอายุ” การที่ทำงานมาทั้งชีวิตท่ามค่าจ้างขั้นต่ำมาตลอดเงินเก็บจึงไม่ใช่เงินก้อนที่อยู่ในกระเป๋า อาจเป็นบ้าน เป็นรถ ที่ยังต้องผ่อนเป็นหนี้สินระยะยาวอีกด้วย แน่นอนความต้องการในอาคต คือปลดหนี้ สร้างอาชีพ สร้างอนาคตลูกๆและครอบครัวที่อบอุ่น เช่นเดียวกับอดีตลูกจ้างเหมาค่าแรงในกิจการชิ้นส่วนยานยนต์ที่เล่าถึงการถูกนายจ้างเลิกจ้าง ไม่จ่ายค่าชดเชย โดยอ้างสัญญาจ้างที่กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจน แม้จะทำงานมาหลายปี ได้แค่ค่าบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงหนึ่งเดือน การทำงานของแรงงานกลุ่มนี้จะเป็นเพียงค่าจ้างรายวัน และการทำงานล่วงเวลา เพื่อหล่อเลี้ยงครอบครัว เมื่อวันนี้ต้องตกงานสิ่งแรกที่ต้องการจึงอยู่ที่เงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ท่ามกลางกลุ่มแรงงานส่วนใหญ่ที่นายจ้างอ้างสถานการณ์โควิด-19 เลิกจ้าง หรือให้หยุดงานแบบไม่มีกำหนดจนกว่าปัญหาโควิด-19 จะหมดไปหรือจนกว่าจะมีการเปิดทำการผลิตเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้กระบวนการผลิตจะเปิดทำการผลิตบ้างเป็นบางส่วน ซึ่งมีลูกจ้างประจำที่ทำงานอยู่บ้างบางส่วน และบางส่วนที่ต้องให้ออกแบบเกษียณอายุก่อนกำหนดจ่ายค่าชดเชยมากกว่ากฎหมาย หรือบ้างก็จ่ายเพียงตามกฎหมายกำหนด การที่ใช้ชีวิตแรงงานมากว่า 20 ปี การกลับไปบ้านเกิดเพื่อทำงานด้านเกษตรกรรมจึงเป็นอีกหนึ่งความท้าทาย และในความหมายของหนึ่งในแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบของโควิด-19 เป็นเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ตามวงเงินตาม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 1 ล้านล้านบาทเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบของโควิด-19 ที่รัฐบาลกู้เงินมาก้อนใหญ่ เป็นโครงการฟื้นฟูเพื่อการสร้างงาน

โจ้ก อดีตคนงานผลิตรถยนต์ที่ขอเกษียณอายุก่อนกำหนดทั้งสามี และภรรยา ได้เงินค่าชดเชยกลับบ้านไปพร้อมความคิดในอนาคตเกษตรกรรม แต่เมื่อลงมือทำก็พบว่าไม่ง่ายเลย เพราะการที่ตนอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมมาตลอดชีวิต การปรับตัว และความรู้จากการเกษตรจึงไม่มีเลย การเรียนรู้จึงต้องพึ่งพากูเกิ้ล  สิ่งที่ได้เรียนรู้อีกอย่างจากการพูดคุย คือ ตลาดไม่มี สองสามเดือนที่ตัดสินใจลงมือทำการปลูกผักสวนครัว แล้วนำมาขายในตลาดชุมชน พบว่าทุกคนก็ปลูกแบบเดียวกันมาขายจึงขายไม่ได้ ตอนนี้ก็คิดว่าจะปรับมาทำเห็ดเพื่อขายในตลาด และทำขนมขายด้วย ซึ่งถามว่าจะเป็นอาชีพในอนาคตหรือไม่ก็คงต้องทดลองกันไป ตอนนี้ยังมีเงินว่างงานจากประกันสังคม และเงินค่าชดเชยที่ได้รับมาหลังออกจากงานเพื่อเป็นทุน สุดท้ายยังไม่แน่ใจว่ารอดหรือไม่ แต่ต้องลงมือทำ

มันอาจไม่ใช่บทสรุปเดียวของการตกงาน การเลิกจ้าง และไม่ใช่คำตอบเดียวในการพัฒนาฝีมือแรงงาน เมื่อคนงานต้องถูกเลิกจ้าง ถูกเลือกให้ออกจากงาน ไม่ได้มีโอกาสไปต่อกับงานใหม่ในอนาคต ซึ่งแน่นอนแรงงานจำนวนมากยังคงต้องการเดินหน้าทำงานในโรงงานเพื่อรักษารายได้ให้กับตนเองและครอบครัว หรือต้องการการพัฒนาฝีมือเพื่อเดินหน้าต่อกับอุตสาหกรรมที่ตนเองทำงานมาเกือบตลอดชีวิต การที่รัฐกู้เงินมาเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และสังคมนั้น ในความหมายคือการสร้างอาชีพ และงานในอนาคตหรือไม่เป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ ที่เห็นเป็นรูปธรรม เห็นอนาคตด้วย แต่ก็ต้องอาศัยวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ ในการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม แรงงาน

ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของผู้ใช้แรงงานที่ดังขึ้น เมื่อสถานการณืการเลิกจ้าง หรือทำให้ต้องจำออกจากงานเพิ่มมากขึ้นทุกวัน การออกแบบใบเลิกจ้างของนายจ้างที่ทำให้ลูกจ้างต้องเซ็นต์แบบจำยอม อย่างจังหวัดภูเก็ต ที่เขียนกำหนดไว้ให้ลูกจ้างเซ็นต์ยอมรับการเลิกจ้าง เพื่อให้ไปรับเงินประกันสังคมกรณีว่างงาน เหตุเลิกจ้างเพราะกระทบจากโควิด-19 หากเลิกจ้างรับเงินว่างงาน 70 % ของค่าจ้างเป็นเวลา 200 วัน เพื่อให้ประทังชีวิตของลูกจ้างก่อนที่สถานประกอบการจะเปิดใหม่อีกครั้ง โดยลูกจ้างต้องไม่มีการฟ้องร้องเรียกค่าชดเชยจากนายจ้างเด็ดขาด โดยมอบลมปากหวานหูให้กับลูกจ้างว่า “แล้วจะเรียกกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้งหากสถานประกอบการเปิดดำเนินการเต็ม100%” ซึ่งในความเป็นจริงคือลูกจ้างส่วนใหญ่อายุ 40-50 ปีขึ้นไปแล้ว ในความเป็นจริงคือการให้ลูกจ้างออกจากงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้ตามกฎหมาย เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชย ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ดังนี้

  1. ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชย หากนายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด ดังนี้

1.1 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน

1.2 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน

1.3 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน

1.4 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วัน

1.5 ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน

1.6  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของกการทำงาน 400 วันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย (ที่มา กระทรวงแรงงาน)

แต่ในทางปฏิบัติยังมีเกียร์ว่างให้เห็น และลูกจ้างเองก็ไม่มีทางเลือกเมื่อไม่มีรายได้เข้ามาจุนเจือครอบครัวที่ต้องมีรายจ่ายทุกวัน จึงมีลูกจ้างบางส่วนจำต้องยอมรับเงื่อนไข เซ็นต์หนังสือยอมรับการเลิกจ้างเพื่อรับเงินกรณีว่างงาน ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 (ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563) จะได้รับเงิน 70% ของค่าจ้างรายวัน แต่ไม่เกิน 200 วัน หากลาออกจากงานเองจะได้ 45% ของค่าจ้างไม่เกิน 90 วัน เป็นต้น จึงเป็นทางเลือกสุดท้ายอีกเช่นกันของแรงงานที่ต้องจำยอมต่อสถานการณ์โดยเฉพาะแรงงานที่ไม่มีองค์กรสหภาพแรงงาน หรือแม้มีภายใต้แรงกดดันจากรายรับที่ไม่มี นาจ้างเรียกเข้าไปตกลงในห้อง(เย็น)ทีละคน สภาพแวดล้อมที่ต้องพึ่งตนเองในการตัดสินใจ และบนพื้นฐานที่ต้องรับผลิดชอบต่อครอบครัวที่ต้องกินและใช้ทุกวัน เสียงร่ำร้องถึงความเป็นธรรมอาจบางเบาสำหรับภาครัฐที่จะได้ยินความต้องการความเป็นธรรมทางด้านกฎหมาย และมนุษยธรรมต่อคนที่ทำงานสร้างเศรษฐกิจ พัฒนาประเทศไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้ลงทุนที่รับยิ้มรับ และน้อมฟังพร้อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยมาตรการต่างๆทั้งเงินกู้ เพื่อพลิกฟื้นโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆให้เครื่องจักรเดินเครื่องผลิตได้ แม้วันนี้แรงงานจะลดน้อยถอยลงจำนวนมากยังไม่ได้กลับเข้าสู่รั่วโรงงาน เพื่อทำงานอย่างเต็มที่ ยังคงรอการเรียกกลับเข้าระบบทำงาน เสียงเรียกร้องต่อการฟื้นฟูอาชีพทั้งระบบดังขึ้นบ้างประปราย เพื่อการพัฒนาฝีมือแรงงานที่สอดคล้องกับงานใหม่ในอนาคต ด้วยเงินกู้ที่รัฐบาลกู้มา ด้วยไม่ต้องการสูญเสียงานและอาชีพไป

**********************